ไลฟ์สดอนาจาร : กับสิ่งที่สังคมควรตระหนัก

เรื่อง ไลฟ์สดอนาจารที่กำลังระบาดอยู่ตอนนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงมาก ทางรัฐบาลโดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) ได้รีบออกมาขยับตัวทันทีหลังจากคลิปและภาพการมีเพศสัมพันธ์หลุดว่อนกระจายเต็มเฟซบุ๊กเมื่อคืนที่ผ่านมาแลัยังคงต่อเนื่องมาถึงขณะโดยยังไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวกฎหมายเลย

​ประเด็นที่น่ากลัวและต้องระวังกันมากๆ สำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดียในตอนนี้คือ

"มาตรา 14 (5) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์"
​โทษทางกฎหมายที่ต้องระวัง

​ทางตำรวจไซเบอร์ย้ำชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่คนโพสต์หรือเจ้าของเพจต้นทางเท่านั้นที่จะโดนดำเนินคดี แต่คนที่เข้าไปมีส่วนร่วมก็เสี่ยงรับโทษหนักเช่นกัน:

​คนโพสต์/คนไลฟ์ (มาตรา 14 (4)):
ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

​คนกดไลก์ / กดแชร์ / ส่งต่อ (มาตรา 14 (5)):

กฎหมายมองว่าเป็นการ "เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลลามกอนาจาร" มีโทษเท่ากับผู้กระทำความผิดหลัก คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นเดียวกัน

​สถานการณ์ล่าสุด
​เพจต้นทางถูกลบแล้ว: ขณะนี้เพจที่ปล่อยไลฟ์ดังกล่าวได้ปลิวออกจากระบบไปเรียบร้อยแล้ว แต่มีรายงานข่าวมาว่ายังมีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง แต่ทางตำรวจไซเบอร์ (บก.ตอท.) กำลังแกะรอย URL ต้นทางเพื่อหาตัวเจ้าของเพจและบุคคลที่อยู่ในคลิปมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

​จี้ตรวจสอบมาตรการ Facebook:
รัฐบาลเตรียมประสานงานกับทาง Facebook ประเทศไทย เพื่อตั้งคำถามว่าเหตุใดระบบ AI หรือระบบคัดกรองเนื้อหาของแพลตฟอร์มถึงปล่อยให้มีการไลฟ์สดอนาจารยาวนานจนกลายเป็นไวรัลวงกว้าง ทั้งที่ขัดต่อมาตรฐานชุมชนอย่างร้ายแรง

​คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่: หากพบเห็นคลิปหรือคอนเทนต์ขยะลักษณะนี้ในฟีด "ห้ามกดไลก์ ห้ามคอมเมนต์ และห้ามแชร์เด็ดขาด" เพราะอัลกอริทึมจะยิ่งดันยอดให้คนเห็นเพิ่มขึ้น และเราจะเสี่ยงผิดกฎหมายด้วย
วิธีที่ดีที่สุดคือให้กด Report (รายงาน) บนแพลตฟอร์มทันที หรือแจ้งเบาะแสไปที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441

มีคำถามว่ากรณีนี้ Facebook จะมีความผิดด้วยหรือไม่

มองในมุมหลักการและความเป็นจริง "Facebook (Meta) ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยากมากครับ" แม้ว่าในทางกฎหมายแพลตฟอร์มจะมีเกราะกำบังอยู่บ้าง แต่เคสปล่อยให้ไลฟ์สดอนาจารหลุดรอดจนระเบิดเป็นไวรัลขนาดนี้ ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของระบบคัดกรอง
​หากมองลึกลงไปในแง่มุมต่างๆ จะเห็นได้ว่าทำไมสังคมและรัฐบาลถึงมองว่า Facebook ต้องร่วมรับผิดชอบ

​1. ความล้มเหลวของ AI และระบบ Content Moderation
​Facebook มักเคลมเสมอว่ามี AI ที่อัจฉริยะ คอยตรวจจับภาพโป๊เปลือยอนาจารได้เกือบ 100% ภายในไม่กี่วินาที แต่ในความเป็นจริง:

​หลุดรอดง่ายเกินไป: เคสนี้เป็นการ "ไลฟ์สด" ซึ่งมีผู้ชมพร้อมกันจำนวนมหาศาล ระบบกลับไม่ตัดสัญญาณทันที ปล่อยให้ลากยาวจนกลายเป็นไวรัล

​มาตรฐานสองด้าน: ผู้ใช้ทั่วไปมักบ่นว่า แค่โพสต์รูปศิลปะ รูปแม่ให้นมลูก หรือคำพูดหยอกล้อธรรมดา AI ของ Facebook กลับขยันแบนขยันบล็อก (สะกิดนิดเดียวปลิว) แต่พอเป็นคลิปอนาจารรุนแรงระดับนี้ ระบบกลับทำงานล่าช้าอย่างน่ากังขา

​2. โมเดลธุรกิจที่ได้ประโยชน์จาก Traffic (Engagement)
​ในมุมหนึ่ง แพลตฟอร์มได้ประโยชน์จาก "เวลา" ที่คนเข้าใช้งาน ยิ่งคลิปคาวๆ แบบนี้คนรุมดู รุมคอมเมนต์ อัลกอริทึมของ Facebook ยิ่งดัน Feed ให้คนเห็นมากขึ้นเพื่อเพิ่มตัวเลขยอดผู้ใช้งาน (Engagement) ซึ่งแปลเป็นรายได้โฆษณา สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงจริยธรรมว่า แพลตฟอร์มจงใจปล่อยให้คลิปอยู่นานเกินไปเพื่อปั่น Traffic หรือไม่

​3. แง่มุมกฎหมาย (Safe Harbor) ปะทะ ความรับผิดชอบ

​กฎหมายคุ้มครอง (ในอดีต): ปกติแล้วกฎหมายทั่วโลก (รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ของไทย) จะมีหลักการ Safe Harbor คือ ถ้าแพลตฟอร์มเป็นแค่ "ตัวกลาง" ที่เปิดพื้นที่ให้คนมาลงคอนเทนต์ แพลตฟอร์มจะไม่ต้องรับผิดชอบความผิดของผู้ใช้ เว้นแต่ เมื่อได้รับแจ้งแล้วไม่ยอมเอาลง (Notice and Takedown)

​ความรับผิดชอบที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน: แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้วครับ หลายประเทศทั่วโลกเริ่มออกกฎหมายกดดันให้ Big Tech ต้องมีหน้าที่ "ป้องกันล่วงหน้า" (Duty of Care) ไม่ใช่รอให้คนแจ้งแล้วค่อยลบ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ผิดกฎหมายร้ายแรงอย่างสื่อลามกอนาจาร หรือคลิปความรุนแรง
​สรุปคือ: ในทางเทคนิค Facebook อาจจะอ้างได้ว่าตนเองเป็นแค่ "ท่อส่งสาร" และได้ลบเพจไปแล้วเมื่อยืนยันความผิด แต่ในแง่ของ ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) และประสิทธิภาพของระบบคัดกรอง Facebook ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าสอบตกอย่างสิ้นเชิงในเคสนี้

แล้วกรณีมีคนดังในสังคม ตลอดจนหน่วยงานของรัฐที่เข้าไปชม

นี่แหละครับที่เป็นประเด็นให้คนพูดถึงกันหนาหู เพราะในยุคนี้เวลาไลฟ์สด Facebook มันจะแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า "มีใครกำลังดูอยู่บ้าง" หรือบางทีระบบมันก็ดันขึ้นแจ้งเตือนบนหน้าฟีดของคนอื่นว่า "คนนี้...กำลังรับชมวิดีโอนี้อยู่"
​พอเป็นเรื่องฉาวหรือคอนเทนต์ระดับไวรัล ก็เลยโป๊ะแตกกันเพียบครับ ซึ่งกลุ่มคนดังหรือบัญชีหน่วยงานรัฐที่หลุดเข้าไปดู มักจะเกิดจาก 3 กรณีหลักๆ นี้ครับ:
​1. ลืมสลับบัญชี (Account) — ปัญหายอดฮิตของแอดมิน
​หน่วยงานรัฐหรือเพจคนดังหลายแห่ง มักจะใช้ระบบผู้ดูแล (Admin) ร่วมกันหลายคน หรือตัวคนดังเองก็มีทั้งบัญชีส่วนตัวและบัญชีเพจทางการอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเดียวกัน
​พอเห็นลิงก์หรือเห็นคนแชร์ต่อๆ กันมาด้วยความอยากรู้ เลยกดคลิกเข้าไปดูทันทีโดย "ลืมเช็กว่าตอนนี้ตัวเองล็อกอินในนามเพจหน่วยงานหรือนามส่วนตัวอยู่" * ผลลัพธ์คือ ชื่อเพจทางการของหน่วยงานหรือชื่อคนดังโชว์เด่นหรากลางคอมเมนต์หรือในรายชื่อผู้เข้าชม ทำเอาลูกเพจแคปหน้าจอกันสนุกสนาน กลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่ทำความเสียหายต่อภาพลักษณ์องค์กรอย่างมาก
​2. อัลกอริทึม "หลุมพราง" ของ Facebook
​บางคนไม่ได้ตั้งใจจะกดเข้าไปดูด้วยซ้ำ แต่ระบบ Feed ของ Facebook ยุคนี้ (โดยเฉพาะหน้า Watch หรือ Reels) เวลาเราไถหน้าจอลงมาเรื่อยๆ หากคลิปนั้นกำลังมีคนดูเยอะ ระบบมันจะ "เล่นวิดีโออัตโนมัติ (Auto-play)" ทันที
​แค่ปล่อยให้คลิปเล่นผ่านตาเพียงไม่กี่วินาที อัลกอริทึมก็อาจจะนับยอด View หรือดึงโปรไฟล์ขึ้นว่าเข้ามาร่วมดูแล้ว ถือเป็นหลุมพรางทางเทคโนโลยีที่ทำให้คนดังและข้าราชการหลายคนซวยเพราะไม่ทันระวัง
​3. ความอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าใครออกใคร
​ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่อง "อยากรู้อยากเห็น" เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าจะข้าราชการ นักการเมือง หรือดารานักร้อง ก็คือคนธรรมดาที่มีความอยากรู้ตามกระแสสังคม เพียงแต่พอมี "หัวโขน" หรือตำแหน่งหน้าที่การงานค้ำคออยู่ การเข้าไปมีส่วนร่วมในพื้นที่สีเทาเข้มแบบนี้ย่อมถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมและจริยธรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้
​ผลกระทบที่ตามมา: ตอนนี้ในโลกออนไลน์เริ่มมีการ "แคปหน้าจอ" รายชื่อเพจหน่วยงานรัฐหรือคนดังที่โผล่เข้าไปดูในไลฟ์นั้นมาส่งต่อกันแล้ว ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงมากสำหรับคนทำงานสายมาร์เก็ตติ้งและแอดมินเพจว่า "ก่อนจะกดดูอะไรแปลกๆ ต้องเช็กบัญชีให้ชัวร์ทุกครั้ง" ไม่งั้นตำแหน่งหน้าที่การงานอาจจะปลิวตามเพจต้นทางไปได้ง่ายๆ ครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่