เรื่อง ไลฟ์สดอนาจารที่กำลังระบาดอยู่ตอนนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงมาก ทางรัฐบาลโดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) ได้รีบออกมาขยับตัวทันทีหลังจากคลิปและภาพการมีเพศสัมพันธ์หลุดว่อนกระจายเต็มเฟซบุ๊กเมื่อคืนที่ผ่านมาแลัยังคงต่อเนื่องมาถึงขณะโดยยังไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวกฎหมายเลย
ประเด็นที่น่ากลัวและต้องระวังกันมากๆ สำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดียในตอนนี้คือ
"มาตรา 14 (5) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์"
โทษทางกฎหมายที่ต้องระวัง
ทางตำรวจไซเบอร์ย้ำชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่คนโพสต์หรือเจ้าของเพจต้นทางเท่านั้นที่จะโดนดำเนินคดี แต่คนที่เข้าไปมีส่วนร่วมก็เสี่ยงรับโทษหนักเช่นกัน:
คนโพสต์/คนไลฟ์ (มาตรา 14 (4)):
ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คนกดไลก์ / กดแชร์ / ส่งต่อ (มาตรา 14 (5)):
กฎหมายมองว่าเป็นการ "เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลลามกอนาจาร" มีโทษเท่ากับผู้กระทำความผิดหลัก คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นเดียวกัน
สถานการณ์ล่าสุด
เพจต้นทางถูกลบแล้ว: ขณะนี้เพจที่ปล่อยไลฟ์ดังกล่าวได้ปลิวออกจากระบบไปเรียบร้อยแล้ว แต่มีรายงานข่าวมาว่ายังมีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง แต่ทางตำรวจไซเบอร์ (บก.ตอท.) กำลังแกะรอย URL ต้นทางเพื่อหาตัวเจ้าของเพจและบุคคลที่อยู่ในคลิปมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
จี้ตรวจสอบมาตรการ Facebook:
รัฐบาลเตรียมประสานงานกับทาง Facebook ประเทศไทย เพื่อตั้งคำถามว่าเหตุใดระบบ AI หรือระบบคัดกรองเนื้อหาของแพลตฟอร์มถึงปล่อยให้มีการไลฟ์สดอนาจารยาวนานจนกลายเป็นไวรัลวงกว้าง ทั้งที่ขัดต่อมาตรฐานชุมชนอย่างร้ายแรง
คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่: หากพบเห็นคลิปหรือคอนเทนต์ขยะลักษณะนี้ในฟีด "ห้ามกดไลก์ ห้ามคอมเมนต์ และห้ามแชร์เด็ดขาด" เพราะอัลกอริทึมจะยิ่งดันยอดให้คนเห็นเพิ่มขึ้น และเราจะเสี่ยงผิดกฎหมายด้วย
วิธีที่ดีที่สุดคือให้กด Report (รายงาน) บนแพลตฟอร์มทันที หรือแจ้งเบาะแสไปที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441
มีคำถามว่ากรณีนี้ Facebook จะมีความผิดด้วยหรือไม่
มองในมุมหลักการและความเป็นจริง "Facebook (Meta) ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยากมากครับ" แม้ว่าในทางกฎหมายแพลตฟอร์มจะมีเกราะกำบังอยู่บ้าง แต่เคสปล่อยให้ไลฟ์สดอนาจารหลุดรอดจนระเบิดเป็นไวรัลขนาดนี้ ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของระบบคัดกรอง
หากมองลึกลงไปในแง่มุมต่างๆ จะเห็นได้ว่าทำไมสังคมและรัฐบาลถึงมองว่า Facebook ต้องร่วมรับผิดชอบ
1. ความล้มเหลวของ AI และระบบ Content Moderation
Facebook มักเคลมเสมอว่ามี AI ที่อัจฉริยะ คอยตรวจจับภาพโป๊เปลือยอนาจารได้เกือบ 100% ภายในไม่กี่วินาที แต่ในความเป็นจริง:
หลุดรอดง่ายเกินไป: เคสนี้เป็นการ "ไลฟ์สด" ซึ่งมีผู้ชมพร้อมกันจำนวนมหาศาล ระบบกลับไม่ตัดสัญญาณทันที ปล่อยให้ลากยาวจนกลายเป็นไวรัล
มาตรฐานสองด้าน: ผู้ใช้ทั่วไปมักบ่นว่า แค่โพสต์รูปศิลปะ รูปแม่ให้นมลูก หรือคำพูดหยอกล้อธรรมดา AI ของ Facebook กลับขยันแบนขยันบล็อก (สะกิดนิดเดียวปลิว) แต่พอเป็นคลิปอนาจารรุนแรงระดับนี้ ระบบกลับทำงานล่าช้าอย่างน่ากังขา
2. โมเดลธุรกิจที่ได้ประโยชน์จาก Traffic (Engagement)
ในมุมหนึ่ง แพลตฟอร์มได้ประโยชน์จาก "เวลา" ที่คนเข้าใช้งาน ยิ่งคลิปคาวๆ แบบนี้คนรุมดู รุมคอมเมนต์ อัลกอริทึมของ Facebook ยิ่งดัน Feed ให้คนเห็นมากขึ้นเพื่อเพิ่มตัวเลขยอดผู้ใช้งาน (Engagement) ซึ่งแปลเป็นรายได้โฆษณา สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงจริยธรรมว่า แพลตฟอร์มจงใจปล่อยให้คลิปอยู่นานเกินไปเพื่อปั่น Traffic หรือไม่
3. แง่มุมกฎหมาย (Safe Harbor) ปะทะ ความรับผิดชอบ
กฎหมายคุ้มครอง (ในอดีต): ปกติแล้วกฎหมายทั่วโลก (รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ของไทย) จะมีหลักการ Safe Harbor คือ ถ้าแพลตฟอร์มเป็นแค่ "ตัวกลาง" ที่เปิดพื้นที่ให้คนมาลงคอนเทนต์ แพลตฟอร์มจะไม่ต้องรับผิดชอบความผิดของผู้ใช้ เว้นแต่ เมื่อได้รับแจ้งแล้วไม่ยอมเอาลง (Notice and Takedown)
ความรับผิดชอบที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน: แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้วครับ หลายประเทศทั่วโลกเริ่มออกกฎหมายกดดันให้ Big Tech ต้องมีหน้าที่ "ป้องกันล่วงหน้า" (Duty of Care) ไม่ใช่รอให้คนแจ้งแล้วค่อยลบ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ผิดกฎหมายร้ายแรงอย่างสื่อลามกอนาจาร หรือคลิปความรุนแรง
สรุปคือ: ในทางเทคนิค Facebook อาจจะอ้างได้ว่าตนเองเป็นแค่ "ท่อส่งสาร" และได้ลบเพจไปแล้วเมื่อยืนยันความผิด แต่ในแง่ของ ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) และประสิทธิภาพของระบบคัดกรอง Facebook ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าสอบตกอย่างสิ้นเชิงในเคสนี้
แล้วกรณีมีคนดังในสังคม ตลอดจนหน่วยงานของรัฐที่เข้าไปชม
นี่แหละครับที่เป็นประเด็นให้คนพูดถึงกันหนาหู เพราะในยุคนี้เวลาไลฟ์สด Facebook มันจะแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า "มีใครกำลังดูอยู่บ้าง" หรือบางทีระบบมันก็ดันขึ้นแจ้งเตือนบนหน้าฟีดของคนอื่นว่า "คนนี้...กำลังรับชมวิดีโอนี้อยู่"
พอเป็นเรื่องฉาวหรือคอนเทนต์ระดับไวรัล ก็เลยโป๊ะแตกกันเพียบครับ ซึ่งกลุ่มคนดังหรือบัญชีหน่วยงานรัฐที่หลุดเข้าไปดู มักจะเกิดจาก 3 กรณีหลักๆ นี้ครับ:
1. ลืมสลับบัญชี (Account) — ปัญหายอดฮิตของแอดมิน
หน่วยงานรัฐหรือเพจคนดังหลายแห่ง มักจะใช้ระบบผู้ดูแล (Admin) ร่วมกันหลายคน หรือตัวคนดังเองก็มีทั้งบัญชีส่วนตัวและบัญชีเพจทางการอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเดียวกัน
พอเห็นลิงก์หรือเห็นคนแชร์ต่อๆ กันมาด้วยความอยากรู้ เลยกดคลิกเข้าไปดูทันทีโดย "ลืมเช็กว่าตอนนี้ตัวเองล็อกอินในนามเพจหน่วยงานหรือนามส่วนตัวอยู่" * ผลลัพธ์คือ ชื่อเพจทางการของหน่วยงานหรือชื่อคนดังโชว์เด่นหรากลางคอมเมนต์หรือในรายชื่อผู้เข้าชม ทำเอาลูกเพจแคปหน้าจอกันสนุกสนาน กลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่ทำความเสียหายต่อภาพลักษณ์องค์กรอย่างมาก
2. อัลกอริทึม "หลุมพราง" ของ Facebook
บางคนไม่ได้ตั้งใจจะกดเข้าไปดูด้วยซ้ำ แต่ระบบ Feed ของ Facebook ยุคนี้ (โดยเฉพาะหน้า Watch หรือ Reels) เวลาเราไถหน้าจอลงมาเรื่อยๆ หากคลิปนั้นกำลังมีคนดูเยอะ ระบบมันจะ "เล่นวิดีโออัตโนมัติ (Auto-play)" ทันที
แค่ปล่อยให้คลิปเล่นผ่านตาเพียงไม่กี่วินาที อัลกอริทึมก็อาจจะนับยอด View หรือดึงโปรไฟล์ขึ้นว่าเข้ามาร่วมดูแล้ว ถือเป็นหลุมพรางทางเทคโนโลยีที่ทำให้คนดังและข้าราชการหลายคนซวยเพราะไม่ทันระวัง
3. ความอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าใครออกใคร
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่อง "อยากรู้อยากเห็น" เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าจะข้าราชการ นักการเมือง หรือดารานักร้อง ก็คือคนธรรมดาที่มีความอยากรู้ตามกระแสสังคม เพียงแต่พอมี "หัวโขน" หรือตำแหน่งหน้าที่การงานค้ำคออยู่ การเข้าไปมีส่วนร่วมในพื้นที่สีเทาเข้มแบบนี้ย่อมถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมและจริยธรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบที่ตามมา: ตอนนี้ในโลกออนไลน์เริ่มมีการ "แคปหน้าจอ" รายชื่อเพจหน่วยงานรัฐหรือคนดังที่โผล่เข้าไปดูในไลฟ์นั้นมาส่งต่อกันแล้ว ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงมากสำหรับคนทำงานสายมาร์เก็ตติ้งและแอดมินเพจว่า "ก่อนจะกดดูอะไรแปลกๆ ต้องเช็กบัญชีให้ชัวร์ทุกครั้ง" ไม่งั้นตำแหน่งหน้าที่การงานอาจจะปลิวตามเพจต้นทางไปได้ง่ายๆ ครับ
ไลฟ์สดอนาจาร : กับสิ่งที่สังคมควรตระหนัก
ประเด็นที่น่ากลัวและต้องระวังกันมากๆ สำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดียในตอนนี้คือ
"มาตรา 14 (5) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์"
โทษทางกฎหมายที่ต้องระวัง
ทางตำรวจไซเบอร์ย้ำชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่คนโพสต์หรือเจ้าของเพจต้นทางเท่านั้นที่จะโดนดำเนินคดี แต่คนที่เข้าไปมีส่วนร่วมก็เสี่ยงรับโทษหนักเช่นกัน:
คนโพสต์/คนไลฟ์ (มาตรา 14 (4)):
ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คนกดไลก์ / กดแชร์ / ส่งต่อ (มาตรา 14 (5)):
กฎหมายมองว่าเป็นการ "เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลลามกอนาจาร" มีโทษเท่ากับผู้กระทำความผิดหลัก คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นเดียวกัน
สถานการณ์ล่าสุด
เพจต้นทางถูกลบแล้ว: ขณะนี้เพจที่ปล่อยไลฟ์ดังกล่าวได้ปลิวออกจากระบบไปเรียบร้อยแล้ว แต่มีรายงานข่าวมาว่ายังมีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง แต่ทางตำรวจไซเบอร์ (บก.ตอท.) กำลังแกะรอย URL ต้นทางเพื่อหาตัวเจ้าของเพจและบุคคลที่อยู่ในคลิปมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
จี้ตรวจสอบมาตรการ Facebook:
รัฐบาลเตรียมประสานงานกับทาง Facebook ประเทศไทย เพื่อตั้งคำถามว่าเหตุใดระบบ AI หรือระบบคัดกรองเนื้อหาของแพลตฟอร์มถึงปล่อยให้มีการไลฟ์สดอนาจารยาวนานจนกลายเป็นไวรัลวงกว้าง ทั้งที่ขัดต่อมาตรฐานชุมชนอย่างร้ายแรง
คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่: หากพบเห็นคลิปหรือคอนเทนต์ขยะลักษณะนี้ในฟีด "ห้ามกดไลก์ ห้ามคอมเมนต์ และห้ามแชร์เด็ดขาด" เพราะอัลกอริทึมจะยิ่งดันยอดให้คนเห็นเพิ่มขึ้น และเราจะเสี่ยงผิดกฎหมายด้วย
วิธีที่ดีที่สุดคือให้กด Report (รายงาน) บนแพลตฟอร์มทันที หรือแจ้งเบาะแสไปที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441
มีคำถามว่ากรณีนี้ Facebook จะมีความผิดด้วยหรือไม่
มองในมุมหลักการและความเป็นจริง "Facebook (Meta) ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยากมากครับ" แม้ว่าในทางกฎหมายแพลตฟอร์มจะมีเกราะกำบังอยู่บ้าง แต่เคสปล่อยให้ไลฟ์สดอนาจารหลุดรอดจนระเบิดเป็นไวรัลขนาดนี้ ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของระบบคัดกรอง
หากมองลึกลงไปในแง่มุมต่างๆ จะเห็นได้ว่าทำไมสังคมและรัฐบาลถึงมองว่า Facebook ต้องร่วมรับผิดชอบ
1. ความล้มเหลวของ AI และระบบ Content Moderation
Facebook มักเคลมเสมอว่ามี AI ที่อัจฉริยะ คอยตรวจจับภาพโป๊เปลือยอนาจารได้เกือบ 100% ภายในไม่กี่วินาที แต่ในความเป็นจริง:
หลุดรอดง่ายเกินไป: เคสนี้เป็นการ "ไลฟ์สด" ซึ่งมีผู้ชมพร้อมกันจำนวนมหาศาล ระบบกลับไม่ตัดสัญญาณทันที ปล่อยให้ลากยาวจนกลายเป็นไวรัล
มาตรฐานสองด้าน: ผู้ใช้ทั่วไปมักบ่นว่า แค่โพสต์รูปศิลปะ รูปแม่ให้นมลูก หรือคำพูดหยอกล้อธรรมดา AI ของ Facebook กลับขยันแบนขยันบล็อก (สะกิดนิดเดียวปลิว) แต่พอเป็นคลิปอนาจารรุนแรงระดับนี้ ระบบกลับทำงานล่าช้าอย่างน่ากังขา
2. โมเดลธุรกิจที่ได้ประโยชน์จาก Traffic (Engagement)
ในมุมหนึ่ง แพลตฟอร์มได้ประโยชน์จาก "เวลา" ที่คนเข้าใช้งาน ยิ่งคลิปคาวๆ แบบนี้คนรุมดู รุมคอมเมนต์ อัลกอริทึมของ Facebook ยิ่งดัน Feed ให้คนเห็นมากขึ้นเพื่อเพิ่มตัวเลขยอดผู้ใช้งาน (Engagement) ซึ่งแปลเป็นรายได้โฆษณา สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงจริยธรรมว่า แพลตฟอร์มจงใจปล่อยให้คลิปอยู่นานเกินไปเพื่อปั่น Traffic หรือไม่
3. แง่มุมกฎหมาย (Safe Harbor) ปะทะ ความรับผิดชอบ
กฎหมายคุ้มครอง (ในอดีต): ปกติแล้วกฎหมายทั่วโลก (รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ของไทย) จะมีหลักการ Safe Harbor คือ ถ้าแพลตฟอร์มเป็นแค่ "ตัวกลาง" ที่เปิดพื้นที่ให้คนมาลงคอนเทนต์ แพลตฟอร์มจะไม่ต้องรับผิดชอบความผิดของผู้ใช้ เว้นแต่ เมื่อได้รับแจ้งแล้วไม่ยอมเอาลง (Notice and Takedown)
ความรับผิดชอบที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน: แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้วครับ หลายประเทศทั่วโลกเริ่มออกกฎหมายกดดันให้ Big Tech ต้องมีหน้าที่ "ป้องกันล่วงหน้า" (Duty of Care) ไม่ใช่รอให้คนแจ้งแล้วค่อยลบ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ผิดกฎหมายร้ายแรงอย่างสื่อลามกอนาจาร หรือคลิปความรุนแรง
สรุปคือ: ในทางเทคนิค Facebook อาจจะอ้างได้ว่าตนเองเป็นแค่ "ท่อส่งสาร" และได้ลบเพจไปแล้วเมื่อยืนยันความผิด แต่ในแง่ของ ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) และประสิทธิภาพของระบบคัดกรอง Facebook ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าสอบตกอย่างสิ้นเชิงในเคสนี้
แล้วกรณีมีคนดังในสังคม ตลอดจนหน่วยงานของรัฐที่เข้าไปชม
นี่แหละครับที่เป็นประเด็นให้คนพูดถึงกันหนาหู เพราะในยุคนี้เวลาไลฟ์สด Facebook มันจะแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า "มีใครกำลังดูอยู่บ้าง" หรือบางทีระบบมันก็ดันขึ้นแจ้งเตือนบนหน้าฟีดของคนอื่นว่า "คนนี้...กำลังรับชมวิดีโอนี้อยู่"
พอเป็นเรื่องฉาวหรือคอนเทนต์ระดับไวรัล ก็เลยโป๊ะแตกกันเพียบครับ ซึ่งกลุ่มคนดังหรือบัญชีหน่วยงานรัฐที่หลุดเข้าไปดู มักจะเกิดจาก 3 กรณีหลักๆ นี้ครับ:
1. ลืมสลับบัญชี (Account) — ปัญหายอดฮิตของแอดมิน
หน่วยงานรัฐหรือเพจคนดังหลายแห่ง มักจะใช้ระบบผู้ดูแล (Admin) ร่วมกันหลายคน หรือตัวคนดังเองก็มีทั้งบัญชีส่วนตัวและบัญชีเพจทางการอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเดียวกัน
พอเห็นลิงก์หรือเห็นคนแชร์ต่อๆ กันมาด้วยความอยากรู้ เลยกดคลิกเข้าไปดูทันทีโดย "ลืมเช็กว่าตอนนี้ตัวเองล็อกอินในนามเพจหน่วยงานหรือนามส่วนตัวอยู่" * ผลลัพธ์คือ ชื่อเพจทางการของหน่วยงานหรือชื่อคนดังโชว์เด่นหรากลางคอมเมนต์หรือในรายชื่อผู้เข้าชม ทำเอาลูกเพจแคปหน้าจอกันสนุกสนาน กลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่ทำความเสียหายต่อภาพลักษณ์องค์กรอย่างมาก
2. อัลกอริทึม "หลุมพราง" ของ Facebook
บางคนไม่ได้ตั้งใจจะกดเข้าไปดูด้วยซ้ำ แต่ระบบ Feed ของ Facebook ยุคนี้ (โดยเฉพาะหน้า Watch หรือ Reels) เวลาเราไถหน้าจอลงมาเรื่อยๆ หากคลิปนั้นกำลังมีคนดูเยอะ ระบบมันจะ "เล่นวิดีโออัตโนมัติ (Auto-play)" ทันที
แค่ปล่อยให้คลิปเล่นผ่านตาเพียงไม่กี่วินาที อัลกอริทึมก็อาจจะนับยอด View หรือดึงโปรไฟล์ขึ้นว่าเข้ามาร่วมดูแล้ว ถือเป็นหลุมพรางทางเทคโนโลยีที่ทำให้คนดังและข้าราชการหลายคนซวยเพราะไม่ทันระวัง
3. ความอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าใครออกใคร
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่อง "อยากรู้อยากเห็น" เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าจะข้าราชการ นักการเมือง หรือดารานักร้อง ก็คือคนธรรมดาที่มีความอยากรู้ตามกระแสสังคม เพียงแต่พอมี "หัวโขน" หรือตำแหน่งหน้าที่การงานค้ำคออยู่ การเข้าไปมีส่วนร่วมในพื้นที่สีเทาเข้มแบบนี้ย่อมถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมและจริยธรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบที่ตามมา: ตอนนี้ในโลกออนไลน์เริ่มมีการ "แคปหน้าจอ" รายชื่อเพจหน่วยงานรัฐหรือคนดังที่โผล่เข้าไปดูในไลฟ์นั้นมาส่งต่อกันแล้ว ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงมากสำหรับคนทำงานสายมาร์เก็ตติ้งและแอดมินเพจว่า "ก่อนจะกดดูอะไรแปลกๆ ต้องเช็กบัญชีให้ชัวร์ทุกครั้ง" ไม่งั้นตำแหน่งหน้าที่การงานอาจจะปลิวตามเพจต้นทางไปได้ง่ายๆ ครับ