[CR] จากกรุงเทพฯ สู่เมืองลับแล: เมื่อทริป 4 วัน 3 คืน ทำให้เรารู้ว่าน้ำใจคนอุตรดิตถ์น่าประทับใจกว่าที่คิด

4 วัน 3 คืน เที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ : หัวถั่ว in จ.อุตรดิตถ์
สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทุกท่าน กระทู้นี้อยากมาแชร์ทริปที่สนุกและ adventure ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต โดยพวกเราแก๊งหัวถั่ว (ชื่อกลุ่มของพวกเราเอง) ได้ตั้งใจเดินทางไปเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วย concept low cost high experience โดยเจตนาในการเที่ยวครั้งนี้ พวกเราต้องการเปิดประสบการณ์การเดินทางใหม่ ๆ ออกไปทานอะไรที่ไม่เคยทาน ออกไปเที่ยวในแบบที่ไม่เคยไป เรียนรู้วัฒนธรรมของจังหวัดอุตรดิตถ์และความเป็นชุมชนในปัจจุบัน มาครับ ตามไปเที่ยวกับพวกเราแก๊งหัวถั่วกันเลยครับ
วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569 - เริ่มออกเดินทาง
พวกเรานัดกันไปเจอที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยนัดกันล่วงหน้าก่อนการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง พวกเราเลือกเป็นตู้นอนติดแอร์ จะได้พักผ่อนกันก่อนออกเดินทาง โดยรถไฟจะเริ่มออกเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 22.30 น. ไปถึงปลายทางอุตรดิตถ์ 05.51 น.

วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569 – Day 1 เรียนรู้วัฒนธรรม
ถึงแล้วสถานีจังหวัดอุตรดิตถ์ พวกเราตั้งใจจะไปหาอะไรกินยามเช้าที่ตลาดคลองโพ (ศิริพัฒนา) ด้วยการเดินไปเป็นระยะทางประมาณ 800 เมตร

ถึงตลาดแล้ว คนขายของเยอะมาก ๆ พวกเราได้แยกกันไปซื้อของที่อยากทานมา

มานั่งรวมกันที่ร้านกาแฟโบราณ โดยพวกเราก็ถามเขาแล้วว่าสามารถนำอาหารอย่างอื่นมาทานได้มั้ย ซึ่งพี่ ๆ เขาก็อนุญาต นี่เป็นความประทับใจแรก คนที่นี่ใจดีมาก ๆ

พวกเราก็เรียก Grab เพื่อไปที่พัก ความตั้งใจแรกของพวกเราคือจะนั่งรถสองแถวเที่ยวทั้งทริป แต่หลังจากที่มาถึง พวกเราก็รู้เลยว่าที่นี่แทบไม่มีสองแถวเลย

ถึงแล้วววว ที่พักวันแรกของเราคือบ้านอุ่นไอรักลับแล เป็นบ้านไม้ทรงไทยยกสูง โดยเราเลือกที่นี่เพราะใกล้สถานที่ที่เราอยากจะไปเที่ยวหลาย ๆ ที่ และมีจักรยานให้คนละคัน ซึ่งตรงคอนเซปต์ในการเที่ยวของเราครั้งนี้มาก ๆ ก็คือ low cost high experience

พวกเราก็เอาของไปเก็บกันเสร็จแล้ว พร้อมออกเดินทาง ที่แรกที่เราจะไปก็คือวัดเสาหิน จะปั่นจักรยานไปตาม Google Maps ปั่นเป็นขบวนชิดซ้ายขอบทาง โดยเป็นแถวเพื่อความปลอดภัย

ถึงแล้วว วัดแรกที่เราตั้งใจจะมาไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยก่อนที่จะเดินทางท่องเที่ยวกัน แต่เป็นการเริ่มต้นที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะวัดยังไม่เปิด 5555555 แต่ไม่เป็นไร พวกเราต้องเดินทางไปกันต่อ

ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์เมืองลับแล เราจะเห็นประตูเมืองลับแลขนาดใหญ่โดดเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล

บรรยากาศข้างในก็เล่าถึงความเป็นมาของเมืองลับแล ทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิตชาวบ้าน และภาษาพื้นเมืองในอดีต ที่ยังคงมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ๆ
 
ที่นี่มีตำนานที่ดังมากเกี่ยวกับ ‘เมืองลับแล’ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเมืองลี้ลับและเป็นเมืองแม่หม้าย โดยมีกฎสำคัญคือห้ามพูดโกหกเด็ดขาด ตามตำนานเล่าว่าหากใครผิดสัจจะหรือพูดไม่จริง ก็อาจถูกขับไล่ออกจากเมือง ทำให้เมืองลับแลเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความเชื่อ และเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน



สถานที่ถัดไปเราจะไปกันที่พิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจก ไทยวนลับแล โดยเส้นทางในการเดินทางทรหดกว่าที่คิดมาก ๆ เป็นทั้งลูกรังและชัน แต่พวกเราก็สนุกมาก ๆ และผ่านมาได้ด้วยดี

โดยพิพิธภัณฑ์นี้ได้นำเสนอศิลปะและวัฒนธรรมการทอผ้า โดยเฉพาะ “ผ้าซิ่นตีนจก” ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมานับร้อยปี โดดเด่นด้วยลวดลายตีนจกที่มีความละเอียดอ่อน ประณีต และมีสีสันหลากหลาย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงผ้าโบราณล้ำค่า และเปิดให้ชมกระบวนการทอผ้าแบบดั้งเดิม รวมถึงมีกลุ่มทอผ้าในพื้นที่ที่ช่วยสืบสานงานหัตถกรรมนี้ไม่ให้สูญหาย ที่นี่ยังมีจำหน่ายผ้าหลาย ๆ แบบให้เลือกซื้อได้หลากหลาย และยังมีของที่ระลึกเล็ก ๆ ให้ได้ติดไม้ติดมือกลับ



หลังจากที่เรียนรู้วัฒนธรรมและความเป็นมาของลับแลแล้ว สิ่งที่ดังของที่นี่เลยก็คือข้าวพันผัก พวกเราอยากลองกันมาก ๆ ร้านแรกที่เราจะลองกินก็คือ ข้าวพันผัก Indy พวกเราพยายามสั่งอาหารที่หลากหลายเพื่อให้ได้ชิมอาหารหลาย ๆ อย่างของที่นี่
จากอาหารคาวแล้วก็ถึงคิวของหวาน ที่ที่เราเลือกจะไปก็คือสวนผลไม้ป้าเรียน บอกได้เลยว่าถ้าอยากแนะนำที่ที่หนึ่งที่ห้ามพลาดเลย ก็คือต้องที่นี่สำหรับสายผลไม้ เพราะอร่อยมากและใช้ผลไม้สด ๆ แท้ ๆ ไม่ได้ใส่ไซรัป ลองชิมกันได้ทุกเมนูเลยนะ อร่อยทุกเมนูเลย และเมนูก็มีความหลากหลาย รีวิวอย่างกับป้าเรียนจ้างมา แต่อร่อยถูกปากแน่นอนไปตามกันได้เลย

โดยสวนป้าเรียนค่อนข้างจะอยู่ไกลจากที่พักของเรามาก ๆ เราจึงวางแผนกันว่าพวกเราจะปั่นจักรยานกลับไปเก็บที่พักกันก่อน เนื่องจากเหนื่อยจากแดดกันมากแล้ว และพอตอนเย็นค่อยออกมาทานอาหารกัน
และที่สุดท้ายของวันแรกของพวกเราจะไปทานกันที่ ลำลำลับแล ซึ่งโด่งดังมากทั้งใน Google Maps และใน TikTok เราทานขันโตกและข้าวพันผักกัน ซึ่งในกลุ่มไม่มีใครเคยทานเลย ในขันโตกก็จะประกอบไปด้วยน้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม สามชั้นทอดน้ำปลา และไส้อั่ว โดยรวมอาหารอร่อยถูกปากพวกเรามาก เรากินขันโตกกันหมดเกลี้ยงแบบเกลี้ยง และสั่งสามชั้นทอดมาเพิ่ม เพราะอร่อยมาก ๆ แถมทางร้านยังมีไอศกรีมให้ทานอีกด้วย ไม่แน่ใจว่าแจกตลอดมั้ย แต่อร่อยมาก ๆ ทุกคนลองสั่งเพิ่มได้ ไม่มีผิดหวังแน่นอน โดยขันโตกชุดนี้ราคา 359 บาทนะครับ

ที่พักวันแรก
การเดินทางช่วงเย็นทั้งไปและกลับเป็นการเรียกผ่านทางแอปพลิเคชัน หลังจากถึงที่พักแล้วก็ค้นพบว่าเราเปิดไฟข้างในไว้และเปิดหน้าต่างบางบานเอาไว้ ซึ่งแมลงเยอะมาก ๆ เข้าไปในบ้านของเรา พวกเราเสียเวลาเยอะมากไปกับการจัดการแมลง ล่อให้ออกไปนอกบ้าน พวกเราปิดไฟในบ้านทั้งหมดและเปิดแฟลชให้แมลงไปอยู่ที่ไฟหน้าบ้าน หลังจากนั้นค่อยปิดหน้าต่างทั้งหมด และเข้าไปอยู่มืด ๆ ในห้องพัก


แล้วก็ได้เวลานอนของพวกเรา พบกันใหม่วันพรุ่งนี้ครับ
วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569 – Day 2
 
ที่พักก็มีอาหารเช้าให้พวกเราก็เรียกไม่ค่อยถูกว่าแต่ละอย่างเรียกว่าอะไรโดยรวมก็พอทานได้ครับ

เราออกเดินทางกันต่อด้วยรถสองแถวตลอดวันที่ 2

เราเดินทางถึงกาดน้อยลับแล มีกิจกรรม workshop มากมาย พี่ ๆ ที่กาดน้อยน่ารักกันมาก พวกเราขอทำอะไร เขาก็ให้ทำหมดเลย



และอะไรใหม่ ๆ ที่บอกก็คือ ชื่อพี่ที่เป็นเจ้าของกาดน้อยครับ “พี่ใหม่” ทุกคนจำตัวละครลับนี้ไว้ดี ๆ นะครับใช่ครับคือคนที่พาเราไปล้มต้นกล้วยในภาพนี้แหละครับ

เราทำกิจกรรมกันเหนื่อยแล้ว ก็ไปทานอาหารกันที่ร้านป้าเบิ้มก๋วยเตี๋ยวไทย ราคาอาหารถูกมาก ๆ และอร่อยด้วย


เราก็นั่งสองแถวที่เราเหมาไว้ทั้งวันไปที่วัดพระแท่น มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจัดแสดงงานศิลปะ เครื่องใช้โบราณ และประวัติความเป็นมาของวัด ตัววัดช่วงที่เราไปกำลังทำนุบำรุงใหม่อยู่



และเราก็เดินทางไปกันต่อที่วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ซึ่งเราไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับวัดมาก แต่เข้าไปแล้วรู้สึกสงบ ภายในโบสถ์มีคุณลุงนั่งเล่นระนาด ได้ฟีลย้อนยุคมาก ๆ และตัววัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งก็จะมีทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นก็คือวิหารหลวงเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ หลังคาลดหลั่น 3 ชั้น
โดยที่พักวันที่ 2 ของเราจะอยู่ตรงข้ามวัดพระแท่นเลย ก็คือทุ่งยั้งเฮ้า เราพักอยู่ชั้นบน โดยจะเป็นห้องใหญ่พักรวมกันทั้งหมด



เพื่อน ๆ จำพี่ใหม่ที่กาดน้อยได้มั้ยครับ ใช่ พี่ใหม่คนเดิมนั่นแหละครับ หากิจกรรมให้ทำเพิ่ม โดยนัดกันช่วงเย็น ๆ จะพาไปตลาดกลางคืนที่สุโขทัย และใช่ครับ พวกเราก็ไปกับเขาด้วย

ที่แรกจะไปกันที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีอาหารเยอะมาก ๆ

พวกเราไปกันต่อที่วัดตระพังทองและแวะตลาดรถไสที่นี้ก็อาหารขายเยอะมากๆเหมือนกันแต่พวกเราทานกันไม่ไหวแล้ว

จบวันที่ 2 ด้วยการที่พี่ใหม่พาเรากลับไปส่งที่พัก
วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 – Day 3
เริ่มต้นวันสุดท้าย เราไปทานอาหารเช้ากันที่ร้านป้าบา ทานก๋วยเตี๋ยวคนละชามที่ร้านป้าบา แนะนำก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยและอร่อยมากกก

และเราก็กลับไปที่กาดน้อยลับแล เพราะวันนี้เรานัดกับพี่ใหม่เอาไว้อีกแล้วว่าเราจะกลับมาทำ workshop ข้าวพันไม้ โดยหลังจากถึงแล้ว พี่ใหม่ก็ให้พวกเราไปตัดขนุนก่อน เก็บมะม่วง เก็บมะละกอ และก็ทำข้าวพันไม้





หลังจากทำกิจกรรม workshop มากมายแล้ว เราก็ไปเที่ยวน้ำตกก่อนกลับ เพื่อเป็นบรรยากาศผ่อนคลายก่อนกลับกรุงเทพกัน
ชื่อสินค้า:   กาดน้อยลับแล
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่