เดชรัต ชวนถก ปราบโกง หรือรวยก่อน เผยข้อมูลชี้เป็นเงื่อนไขเกื้อหนุน ต้องทำพร้อมกัน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5731601
.

.
เดชรัต ชวนถก ปราบโกง หรือรวยก่อน เผยข้อมูลชี้เป็นเงื่อนไขเกื้อหนุน ต้องทำพร้อมกัน
.
วันที่ 25 พฤษภาคม นาย
เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า
.
ปราบโกง VS รวยก่อน
.
สืบเนื่องจากข่าวปาฐกถาของ อ.เชน เรื่อง มุ่งพัฒนาปากท้องก่อน ถ้ารายได้ดีแล้ว คงไม่มีใครอยากโกง ซึ่งผมได้สอบถามถึงข้อมูลหลักฐาน หรือทฤษฎีที่ อ.เชนใช้ในการบรรยาย และมีเพื่อนๆ ส่งเข้ามาหลายท่าน ผมจึงสรุปให้ฟังในโพสต์นี้
.
ผมคิดว่า ประเด็นนี้สำคัญ เพราะเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว และไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงการเลือกข้างระหว่าง ‘ปากท้อง’ กับ ‘ปราบโกง’
.
และผมขอย้ำว่า ผมสรุปตามหลักฐานเท่าที่เพื่อนส่งมา และผมค้นพบนะครับ และอยากได้รับหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้ความเข้าใจในเรื่องนี้ถ่องแท้และแลกเปลี่ยนกันได้กว้างขวางยิ่งขึ้นครับ ทั้งนี้ เพื่อให้โพสต์นี้อ่านง่าย ผมจะทยอยใส่ข้อมูลหลักฐานที่สืบค้นกันมาไว้ในคอมเมนท์นะครับ
.
ประเด็นแรก ประเทศรายได้สูง โกงน้อย จริงหรือไม่?
.
ก่อนจะตอบ ขอย้ำว่า ผมกล่าวถึง “ประเทศที่มีรายได้สูง” นะครับ ไม่ใช่ “คนรวย” แล้วโกงหรือไม่โกง
.
ข้อมูลทางสถิติบ่งชี้ว่า ประเทศที่มีรายได้สูงกับระดับคอรร์รัปชั่น ที่มีความสัมพันธ์ผกผันกันจริง เมื่อระดับรายได้ของคนในประเทศสูงขึ้น ระดับคอรร์รัปชั่นมีแนวโน้มลดลง
.
อย่างไรก็ตาม ประเทศรายได้สูงไม่ได้คอร์รัปชั่นต่ำเพราะคนรวยขึ้นแล้วเลิกโกงเอง แต่เพราะในเส้นทางการพัฒนา ประเทศเหล่านั้นสร้างสถาบัน กฎหมาย ระบบราชการ และกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้นไปพร้อมกัน
.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สิงค์โปร์ที่เอาจริงเอาจังกับการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น ซึ่งมีผลสำคัญในการดึงดูดใจนักลงทุน และทำให้เกิดการลงทุนและการพัฒนประเทศที่รวดเร็ว
.
ในทางตรงกันข้าม บางประเทศที่มีรายได้สูงแล้ว ก็ยังมีการคอร์รัปชั่นกันมาก โดยเฉพาะในประเทศที่มีการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง (เช่น ร่ำรวยจากแร่ธาตุและน้ำมัน) รวมถึงในบางประเทศก็อาจมีการล็อบบี้กัน เพื่อประโยชน์ของธุรกิจรายใหญ่เป็นต้น
.
เพราะฉะนั้น การเพิ่มระดับรายได้ของประชากรแล้วระดับการคอร์รัปชั่นจะลดลงจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เกิดขึ้นจากการเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชั่นไปพร้อมกันด้วย
.
ประเด็นที่สอง คนในประเทศที่รายได้สูงแล้วไม่อยากโกง จริงหรือไม่??
.
ข้อมูลที่ผมพบ เป็นไปในลักษณะที่ว่า “คนในประเทศที่มีรายได้สูงแล้ว ไม่ยอมให้คนโกง” หรือเอาจริงเอาจังกับการปราบโกงมากกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เกาหลีใต้ ซึ่งยังพบการโกงอยู่เป็นระยะ (ส่วนใหญ่ชนชั้นนำทางธุรกิจและการเมืองเป็นคนโกง) แต่เรื่องที่ดีคือ เกาหลีใต้เอาจริงเอาจังกับการจับโกงมาก และมักนำไปสู่การลงโทษโดยเด็ดขาด
.
ผมคิดว่า เรื่องนี้ อาจเกี่ยวพันกันในลักษณะที่เมื่อประชากรในประเทศมีรายได้สูงขึ้นจะลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ ซึ่งมักเป็นฐานรากของการคอร์รัปชั่นลงมา และไม่พอใจให้ใครมาคอร์รัปชั่นอีกมากกว่า
.
ประเด็นที่สาม ปราบคอร์รัปชั่นมา 100 ปีแล้วยังปราบไม่ได้ เร่งพัฒนาประเทศก่อนดีมั้ย?
.
ข้อค้นพบที่ได้คือ การคิดแบบนี้อาจย้อนแย้งกันเอง เพราะประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูง โดยเฉลี่ยมักมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า และเก็บรายได้เข้ารัฐได้ต่ำกว่าด้วย
.
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้เราอยากจะรวยก่อน แต่การปล่อยให้มีคอร์รัปชั่น (หรือไม่เอาจริงเอาจังกับคอร์รัปชั่น) จะทำให้เรารวยได้ยากขึ้น หรือรวยได้ช้าลงนั่นเอง
.
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบางงานวิจัยชี้ว่า การปล่อยให้มีคอร์รัปชั่น อาจทำให้เกิดความบิดเบี้ยวในโครงสร้าง จนไม่อาจทำให้ประเทศเติบโตจนเป็นประเทศที่ร่ำรวยขึ้นได้เลย
.
ตัวอย่างรูปธรรม เช่น ทำให้เกิดงบประมาณรั่วไหล การดำเนินโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ นักลงทุนไม่มั่นใจ SMEs เข้าถึงโอกาสยาก และคนเก่งไม่อยากอยู่ในระบบหรือไม่อยากอยู่ในประเทศนั่น
.
ประเด็นที่สี่ เราต้องปราบคอร์รัปชั่นให้หมดแล้วค่อยพัฒนาหรือ??
.
คำถามนี้มีคนคอมเมนท์ถามผมมา ผมพบว่า ข้อมูลส่วนใหญ่บ่งชี้ว่า แม้ว่าระดับการคอร์รัปชั่นจะลดต่ำลงแล้ว ประเทศนั่นก็ยังปราบ/ควบคุมคอร์รัปชั่นต่อไป (เช่น ในOECD ก็ยังให้ความสำคัญเรื่องนี้) แปลว่า สภาวะที่คอร์รัปชั่นหมดไปแบบถาวรอาจไม่ใช่ภาวะที่เป็นจริงในสังคมมนุษย์
.
ผมพบว่า ไม่มีประเทศใดที่จะไม่สนใจกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพียงเพื่อจะปราบคอร์รัปชั่นให้หมดไปก่อน ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่มีรายได้สูงส่วนใหญ่พัฒนาทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กันตามที่กล่าวมา
.
เส้นทางที่ถูกต้องและปลอดภัย
.
เพราะฉะนั้น งานวิจัยหลายชิ้นจึงสรุปว่า เส้นทางที่ถูกต้องและปลอดภัยจึงต้องเอาจริงเอาจังกับทั้งสองเรื่อง “ไปพร้อมๆ กัน” เพราะการทำทั้งสองทางจะเป็นการเสริมหนุนซึ่งกันและกัน
.
กล่าวคือ คอร์รัปชั่นที่ลดลงช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่ดีขึ้นก็ทำให้ประชาชนใส่ใจและเรียกร้องการปราบคอร์รัปชั่นมากขึ้นเช่นกัน
และผมเองก็เห็นด้วยกับทางเลือกนี้ ว่าเราจะต้องเอาจริงกับทั้งสองเรื่องนี้ไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น เราควรเอาจริงเอาจังกับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เราควรเอาจริงเอาจังกับการใช้ดุลพินิจที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต การเอาจริงเอาจังกับการแข่งขันที่เป็นธรรม และอื่นๆ
.
ยุทธศาสตร์ที่วันนี้ไม่ได้กล่าว
.
แม้กระทั่ง แผนยุทศาสตร์ของ อว. ในข้อ 7 จาก 8 ข้อ ที่ตัว อ.เชนเองกว่าไว้ในวันที่ 10 เมษายน ก็ระบุว่า “7.ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ”
.
นั่นแปลว่า สังคมไทยไม่อาจมองข้ามการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นไปได้ ไม่ว่าเราจะต้องการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและปากท้องเพียงใดก็ตาม
.
น่าเสียดายที่ยุทธศาสตร์ของ อว. ไม่ได้ถูกกล่าวควบคู่กันในวันนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ควรถูกกล่าวควบคู่กันในการพูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
.
ส่วนตัวผมสรุปว่า ยิ่งต้องการเร่งพัฒนาประเทศให้มีรายได้สูง ยิ่งควรเร่งปราบปรามคอร์รัปชั่น และไม่เคยคิดว่า ต้องให้คอร์รัปชั่นหมดไปก่อนแล้วค่อยพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เราจะต้องดำเนินการควบคู่กัน เพราะทั้งสองเรื่องไม่ใช่ภารกิจที่แข่งขันกัน แต่เป็นเงื่อนไขของกันและกัน
.
เพราะในโลกปัจจุบัน ประเทศที่แข่งขันได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงประเทศที่เติบโตเร็ว แต่คือประเทศที่ประชาชนเชื่อมั่นว่า ระบบเศรษฐกิจและรัฐทำงานอย่างเป็นธรรม
.
นั่นคงเป็นข้อสรุปที่ผมได้มาจากการรวบรวมความเห็นในวันนี้ และผมขอชี้แจงว่า การโพสต์ของผมเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เข้าใจข้อมูลหลักฐานหรือแนวคิดที่รอบด้านมากขึ้น และพร้อมรับฟังความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อนๆ เสมอครับ
.
https://www.facebook.com/decharut.sukkumnoed/posts/pfbid02SJFAW5rjupYWgTuiVZeEj99wTsNUaVbaDSAmwdDPfBhkBE2snkGfjdRKurwqqnqYl
.
.
วิสุทธิ์ ยกข้อมูลCPI ย้อน ยศชนัน คอร์รัปชั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ แต่มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5731398
.
วิสุทธิ์ ยกข้อมูลCPI ย้อน ยศชนัน บอกการคอร์รัปชั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ แต่มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ชี้ เป็นปัญหาสำคัญที่แก้เป็นลำดับ ไม่แพ้ปากท้อง อัด อย่าพยายามหาข้ออ้างใดมาลดทอนความสำคัญของปัญหา
.
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม นาย
วิสุทธิ์ ตันตินันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นาย
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาถกฐาพิเศษในการเสวนาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งระบุว่าหากประชาชนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น การคอร์รัปชั่นจะลดลง จึงต้องเน้นเรื่องปากท้องนั้นว่า
.
ความคิดเช่นนี้ทำให้เราต้องกลับมาย้อนดูรายงานและผลวิจัยหลายๆ ชิ้นในอดีตเพื่อดูข้อเท็จจริง หากมองแค่งานวิจัย ต้องบอกว่าผลลัพธ์ออกมาหลากหลาย แต่ถ้ามองถึงข้อมูลเปรียบเทียบที่เราเอาไปอ้างอิงเพื่อการค้าการลงทุน ต้องบอกว่า แนวคิดของนายยศชนันนั้นไม่ถูกต้อง
.
นาย
วิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลแรกคือ ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่จัดทำโดยองค์กรโปร่งใสนานาชาติ โดยปี 2568 ไทยได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนต่ำตั้งแต่มีการสำรวจ โดยไทยอยู่ลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ถ้ามองย้อนไปในระยะยาก็ถือว่าถดถอยอย่างต่อเนื่องจากลำดับที่ 59 ในปี 2541 เมื่อเรามาเปรียบเทียบกับรายได้ต่อหัวประชากรของไทย ที่อยู่ที่ประมาณ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ไทยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าคู่แข่งทางเศรษฐกิจ เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่เมื่อมองไปที่คะแนนและลำดับของทั้งสองประเทศ กลับสูงกว่าเรา โดยเวียดนามอยู่ลำดับที่ 107 และอินโดนีเซียอยู่ลำดับที่ 111
.
นาย
วิสุทธิ์กล่าวด้วยว่า เมื่อมองไปทั่วโลกก็ยิ่งพบข้อเท็จจริงว่ามีอีกกว่า 20 ประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่กลับมีคะแนน CPI สูงกว่า อาทิ ภูฏาน รวันดา เบนิน กานา อินเดีย มองโกเลีย เอธิโอเปีย ทั้งนี้ ข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่น่าสนใจที่แม้จะเก่าสักหน่อยก็คือ Global Corruption Barometer 2020 ของภูมิภาคเอเชียที่ครอบคลุม 17 ประเทศ มีคำถามในผลสำรวจว่า ผู้ตอบแบบสอนถามมีการจ่ายสินบนหรือไม่ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่า 24 เปอร์เซ็นต์ตอบว่ามีทำให้ไทยอยู่ในลำดับที่ 5 จาก 17 ประเทศที่มีการจ่ายสินบน ลำดับนี้สูงกว่าประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า เช่น มองโกเลีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เวียดนาม เนปาล
.
“
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการคอร์รัปชั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ แต่มีปัจจัยอื่นๆ เช่น การสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็งดังประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย และการลดขั้นตอนภาครัฐที่เอื้อให้ทุจริต ดังกรณีของเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ที่สำคัญที่สุด เห็นจะเป็นความมุ่งมั่นทางการเมืองที่มองว่าคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องการแก้ไขเป็นลำดับแรกๆ ไม่แพ้ปัญหาปากท้อง และอย่าพยายามหาข้ออ้างใดมาลดทอนความสำคัญของปัญหานี้“ นาย
วิสุทธิ์กล่าว
.
.
ณัฐวุฒิ จี้ รัฐบาล เร่งแก้กฎหมาย ให้สอดรับ ‘สมรสเท่าเทียม’ ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส
https://www.khaosod.co.th/politics/news_10256358
.
“ณัฐวุฒิ” จี้ “รัฐบาล” เร่งแก้กฎหมาย ให้สอดรับ “สมรสเท่าเทียม” ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส บอก ต้องไม่ทำ Pride Month เป็นเพียงอีเวนต์รายปี ของ รบ.
.
24 พฤษภาคม 2569 – นาย
ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องรัฐบาลให้เร่งติดตามการทบทวนและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม
.
ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 โดยในกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตรา 68 ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐ ที่รับผิดชอบต้องประเมินผล และดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
.
เพื่อเสนอร่างแก้ไขต่อ คณะรัฐมนตรี ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ซึ่งครบกำหนดไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 แต่จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 480 วันแล้ว การแก้ไขกฎหมายเหล่านั้น กลับยังไม่แล้วเสร็จ
JJNY : เดชรัตเผยข้อมูลชี้เป็นเงื่อนไขเกื้อหนุน│วิสุทธิ์ย้อนยศชนัน│ณัฐวุฒิจี้เร่งแก้กม.│กัมพูชาค้านสร้างอ่างห้วยตามาเรีย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5731601
.
.
เดชรัต ชวนถก ปราบโกง หรือรวยก่อน เผยข้อมูลชี้เป็นเงื่อนไขเกื้อหนุน ต้องทำพร้อมกัน
.
วันที่ 25 พฤษภาคม นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า
.
ปราบโกง VS รวยก่อน
.
สืบเนื่องจากข่าวปาฐกถาของ อ.เชน เรื่อง มุ่งพัฒนาปากท้องก่อน ถ้ารายได้ดีแล้ว คงไม่มีใครอยากโกง ซึ่งผมได้สอบถามถึงข้อมูลหลักฐาน หรือทฤษฎีที่ อ.เชนใช้ในการบรรยาย และมีเพื่อนๆ ส่งเข้ามาหลายท่าน ผมจึงสรุปให้ฟังในโพสต์นี้
.
ผมคิดว่า ประเด็นนี้สำคัญ เพราะเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว และไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงการเลือกข้างระหว่าง ‘ปากท้อง’ กับ ‘ปราบโกง’
.
และผมขอย้ำว่า ผมสรุปตามหลักฐานเท่าที่เพื่อนส่งมา และผมค้นพบนะครับ และอยากได้รับหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้ความเข้าใจในเรื่องนี้ถ่องแท้และแลกเปลี่ยนกันได้กว้างขวางยิ่งขึ้นครับ ทั้งนี้ เพื่อให้โพสต์นี้อ่านง่าย ผมจะทยอยใส่ข้อมูลหลักฐานที่สืบค้นกันมาไว้ในคอมเมนท์นะครับ
.
ประเด็นแรก ประเทศรายได้สูง โกงน้อย จริงหรือไม่?
.
ก่อนจะตอบ ขอย้ำว่า ผมกล่าวถึง “ประเทศที่มีรายได้สูง” นะครับ ไม่ใช่ “คนรวย” แล้วโกงหรือไม่โกง
.
ข้อมูลทางสถิติบ่งชี้ว่า ประเทศที่มีรายได้สูงกับระดับคอรร์รัปชั่น ที่มีความสัมพันธ์ผกผันกันจริง เมื่อระดับรายได้ของคนในประเทศสูงขึ้น ระดับคอรร์รัปชั่นมีแนวโน้มลดลง
.
อย่างไรก็ตาม ประเทศรายได้สูงไม่ได้คอร์รัปชั่นต่ำเพราะคนรวยขึ้นแล้วเลิกโกงเอง แต่เพราะในเส้นทางการพัฒนา ประเทศเหล่านั้นสร้างสถาบัน กฎหมาย ระบบราชการ และกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้นไปพร้อมกัน
.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สิงค์โปร์ที่เอาจริงเอาจังกับการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น ซึ่งมีผลสำคัญในการดึงดูดใจนักลงทุน และทำให้เกิดการลงทุนและการพัฒนประเทศที่รวดเร็ว
.
ในทางตรงกันข้าม บางประเทศที่มีรายได้สูงแล้ว ก็ยังมีการคอร์รัปชั่นกันมาก โดยเฉพาะในประเทศที่มีการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง (เช่น ร่ำรวยจากแร่ธาตุและน้ำมัน) รวมถึงในบางประเทศก็อาจมีการล็อบบี้กัน เพื่อประโยชน์ของธุรกิจรายใหญ่เป็นต้น
.
เพราะฉะนั้น การเพิ่มระดับรายได้ของประชากรแล้วระดับการคอร์รัปชั่นจะลดลงจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เกิดขึ้นจากการเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชั่นไปพร้อมกันด้วย
.
ประเด็นที่สอง คนในประเทศที่รายได้สูงแล้วไม่อยากโกง จริงหรือไม่??
.
ข้อมูลที่ผมพบ เป็นไปในลักษณะที่ว่า “คนในประเทศที่มีรายได้สูงแล้ว ไม่ยอมให้คนโกง” หรือเอาจริงเอาจังกับการปราบโกงมากกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เกาหลีใต้ ซึ่งยังพบการโกงอยู่เป็นระยะ (ส่วนใหญ่ชนชั้นนำทางธุรกิจและการเมืองเป็นคนโกง) แต่เรื่องที่ดีคือ เกาหลีใต้เอาจริงเอาจังกับการจับโกงมาก และมักนำไปสู่การลงโทษโดยเด็ดขาด
.
ผมคิดว่า เรื่องนี้ อาจเกี่ยวพันกันในลักษณะที่เมื่อประชากรในประเทศมีรายได้สูงขึ้นจะลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ ซึ่งมักเป็นฐานรากของการคอร์รัปชั่นลงมา และไม่พอใจให้ใครมาคอร์รัปชั่นอีกมากกว่า
.
ประเด็นที่สาม ปราบคอร์รัปชั่นมา 100 ปีแล้วยังปราบไม่ได้ เร่งพัฒนาประเทศก่อนดีมั้ย?
.
ข้อค้นพบที่ได้คือ การคิดแบบนี้อาจย้อนแย้งกันเอง เพราะประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูง โดยเฉลี่ยมักมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า และเก็บรายได้เข้ารัฐได้ต่ำกว่าด้วย
.
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้เราอยากจะรวยก่อน แต่การปล่อยให้มีคอร์รัปชั่น (หรือไม่เอาจริงเอาจังกับคอร์รัปชั่น) จะทำให้เรารวยได้ยากขึ้น หรือรวยได้ช้าลงนั่นเอง
.
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบางงานวิจัยชี้ว่า การปล่อยให้มีคอร์รัปชั่น อาจทำให้เกิดความบิดเบี้ยวในโครงสร้าง จนไม่อาจทำให้ประเทศเติบโตจนเป็นประเทศที่ร่ำรวยขึ้นได้เลย
.
ตัวอย่างรูปธรรม เช่น ทำให้เกิดงบประมาณรั่วไหล การดำเนินโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ นักลงทุนไม่มั่นใจ SMEs เข้าถึงโอกาสยาก และคนเก่งไม่อยากอยู่ในระบบหรือไม่อยากอยู่ในประเทศนั่น
.
ประเด็นที่สี่ เราต้องปราบคอร์รัปชั่นให้หมดแล้วค่อยพัฒนาหรือ??
.
คำถามนี้มีคนคอมเมนท์ถามผมมา ผมพบว่า ข้อมูลส่วนใหญ่บ่งชี้ว่า แม้ว่าระดับการคอร์รัปชั่นจะลดต่ำลงแล้ว ประเทศนั่นก็ยังปราบ/ควบคุมคอร์รัปชั่นต่อไป (เช่น ในOECD ก็ยังให้ความสำคัญเรื่องนี้) แปลว่า สภาวะที่คอร์รัปชั่นหมดไปแบบถาวรอาจไม่ใช่ภาวะที่เป็นจริงในสังคมมนุษย์
.
ผมพบว่า ไม่มีประเทศใดที่จะไม่สนใจกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพียงเพื่อจะปราบคอร์รัปชั่นให้หมดไปก่อน ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่มีรายได้สูงส่วนใหญ่พัฒนาทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กันตามที่กล่าวมา
.
เส้นทางที่ถูกต้องและปลอดภัย
.
เพราะฉะนั้น งานวิจัยหลายชิ้นจึงสรุปว่า เส้นทางที่ถูกต้องและปลอดภัยจึงต้องเอาจริงเอาจังกับทั้งสองเรื่อง “ไปพร้อมๆ กัน” เพราะการทำทั้งสองทางจะเป็นการเสริมหนุนซึ่งกันและกัน
.
กล่าวคือ คอร์รัปชั่นที่ลดลงช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่ดีขึ้นก็ทำให้ประชาชนใส่ใจและเรียกร้องการปราบคอร์รัปชั่นมากขึ้นเช่นกัน
และผมเองก็เห็นด้วยกับทางเลือกนี้ ว่าเราจะต้องเอาจริงกับทั้งสองเรื่องนี้ไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น เราควรเอาจริงเอาจังกับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เราควรเอาจริงเอาจังกับการใช้ดุลพินิจที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต การเอาจริงเอาจังกับการแข่งขันที่เป็นธรรม และอื่นๆ
.
ยุทธศาสตร์ที่วันนี้ไม่ได้กล่าว
.
แม้กระทั่ง แผนยุทศาสตร์ของ อว. ในข้อ 7 จาก 8 ข้อ ที่ตัว อ.เชนเองกว่าไว้ในวันที่ 10 เมษายน ก็ระบุว่า “7.ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ”
.
นั่นแปลว่า สังคมไทยไม่อาจมองข้ามการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นไปได้ ไม่ว่าเราจะต้องการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและปากท้องเพียงใดก็ตาม
.
น่าเสียดายที่ยุทธศาสตร์ของ อว. ไม่ได้ถูกกล่าวควบคู่กันในวันนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ควรถูกกล่าวควบคู่กันในการพูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
.
ส่วนตัวผมสรุปว่า ยิ่งต้องการเร่งพัฒนาประเทศให้มีรายได้สูง ยิ่งควรเร่งปราบปรามคอร์รัปชั่น และไม่เคยคิดว่า ต้องให้คอร์รัปชั่นหมดไปก่อนแล้วค่อยพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เราจะต้องดำเนินการควบคู่กัน เพราะทั้งสองเรื่องไม่ใช่ภารกิจที่แข่งขันกัน แต่เป็นเงื่อนไขของกันและกัน
.
เพราะในโลกปัจจุบัน ประเทศที่แข่งขันได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงประเทศที่เติบโตเร็ว แต่คือประเทศที่ประชาชนเชื่อมั่นว่า ระบบเศรษฐกิจและรัฐทำงานอย่างเป็นธรรม
.
นั่นคงเป็นข้อสรุปที่ผมได้มาจากการรวบรวมความเห็นในวันนี้ และผมขอชี้แจงว่า การโพสต์ของผมเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เข้าใจข้อมูลหลักฐานหรือแนวคิดที่รอบด้านมากขึ้น และพร้อมรับฟังความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อนๆ เสมอครับ
.
https://www.facebook.com/decharut.sukkumnoed/posts/pfbid02SJFAW5rjupYWgTuiVZeEj99wTsNUaVbaDSAmwdDPfBhkBE2snkGfjdRKurwqqnqYl
.
.
วิสุทธิ์ ยกข้อมูลCPI ย้อน ยศชนัน คอร์รัปชั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ แต่มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5731398
.
วิสุทธิ์ ยกข้อมูลCPI ย้อน ยศชนัน บอกการคอร์รัปชั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ แต่มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ชี้ เป็นปัญหาสำคัญที่แก้เป็นลำดับ ไม่แพ้ปากท้อง อัด อย่าพยายามหาข้ออ้างใดมาลดทอนความสำคัญของปัญหา
.
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาถกฐาพิเศษในการเสวนาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งระบุว่าหากประชาชนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น การคอร์รัปชั่นจะลดลง จึงต้องเน้นเรื่องปากท้องนั้นว่า
.
ความคิดเช่นนี้ทำให้เราต้องกลับมาย้อนดูรายงานและผลวิจัยหลายๆ ชิ้นในอดีตเพื่อดูข้อเท็จจริง หากมองแค่งานวิจัย ต้องบอกว่าผลลัพธ์ออกมาหลากหลาย แต่ถ้ามองถึงข้อมูลเปรียบเทียบที่เราเอาไปอ้างอิงเพื่อการค้าการลงทุน ต้องบอกว่า แนวคิดของนายยศชนันนั้นไม่ถูกต้อง
.
นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลแรกคือ ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่จัดทำโดยองค์กรโปร่งใสนานาชาติ โดยปี 2568 ไทยได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนต่ำตั้งแต่มีการสำรวจ โดยไทยอยู่ลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ถ้ามองย้อนไปในระยะยาก็ถือว่าถดถอยอย่างต่อเนื่องจากลำดับที่ 59 ในปี 2541 เมื่อเรามาเปรียบเทียบกับรายได้ต่อหัวประชากรของไทย ที่อยู่ที่ประมาณ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ไทยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าคู่แข่งทางเศรษฐกิจ เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่เมื่อมองไปที่คะแนนและลำดับของทั้งสองประเทศ กลับสูงกว่าเรา โดยเวียดนามอยู่ลำดับที่ 107 และอินโดนีเซียอยู่ลำดับที่ 111
.
นายวิสุทธิ์กล่าวด้วยว่า เมื่อมองไปทั่วโลกก็ยิ่งพบข้อเท็จจริงว่ามีอีกกว่า 20 ประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่กลับมีคะแนน CPI สูงกว่า อาทิ ภูฏาน รวันดา เบนิน กานา อินเดีย มองโกเลีย เอธิโอเปีย ทั้งนี้ ข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่น่าสนใจที่แม้จะเก่าสักหน่อยก็คือ Global Corruption Barometer 2020 ของภูมิภาคเอเชียที่ครอบคลุม 17 ประเทศ มีคำถามในผลสำรวจว่า ผู้ตอบแบบสอนถามมีการจ่ายสินบนหรือไม่ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่า 24 เปอร์เซ็นต์ตอบว่ามีทำให้ไทยอยู่ในลำดับที่ 5 จาก 17 ประเทศที่มีการจ่ายสินบน ลำดับนี้สูงกว่าประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า เช่น มองโกเลีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เวียดนาม เนปาล
.
“สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการคอร์รัปชั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ แต่มีปัจจัยอื่นๆ เช่น การสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็งดังประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย และการลดขั้นตอนภาครัฐที่เอื้อให้ทุจริต ดังกรณีของเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ที่สำคัญที่สุด เห็นจะเป็นความมุ่งมั่นทางการเมืองที่มองว่าคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องการแก้ไขเป็นลำดับแรกๆ ไม่แพ้ปัญหาปากท้อง และอย่าพยายามหาข้ออ้างใดมาลดทอนความสำคัญของปัญหานี้“ นายวิสุทธิ์กล่าว
.
.
ณัฐวุฒิ จี้ รัฐบาล เร่งแก้กฎหมาย ให้สอดรับ ‘สมรสเท่าเทียม’ ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส
https://www.khaosod.co.th/politics/news_10256358
.
“ณัฐวุฒิ” จี้ “รัฐบาล” เร่งแก้กฎหมาย ให้สอดรับ “สมรสเท่าเทียม” ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส บอก ต้องไม่ทำ Pride Month เป็นเพียงอีเวนต์รายปี ของ รบ.
.
24 พฤษภาคม 2569 – นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องรัฐบาลให้เร่งติดตามการทบทวนและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม
.
ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 โดยในกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตรา 68 ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐ ที่รับผิดชอบต้องประเมินผล และดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
.
เพื่อเสนอร่างแก้ไขต่อ คณะรัฐมนตรี ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ซึ่งครบกำหนดไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 แต่จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 480 วันแล้ว การแก้ไขกฎหมายเหล่านั้น กลับยังไม่แล้วเสร็จ