หลายคนอาจจะยังเข้าใจว่า กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือยานยนต์พลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตในบ้านเราตอนนี้ เป็นเพียงเรื่องของรสนิยม ความต้องการเทคโนโลยีล้ำๆ หรือเป็นแค่ความสมัครใจของผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริงเชิงโครงสร้างและนโยบายระหว่างประเทศมันไม่ใช่เลยครับ
เบื้องหลังที่แท้จริงคือ
"กรอบข้อบังคับระดับโลก" ที่ประเทศคู่ค้าและประเทศไทยได้ร่วมลงนามและให้สัตยาบันไว้ในเวทีสากล ซึ่งกำหนดกรอบเวลาในการควบคุมสภาพภูมิอากาศไว้อย่างเด็ดขาด เงื่อนไขเหล่านี้กำลังกลายเป็นกลไกบังคับเชิงโครงสร้างให้ภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคมขนส่งของไทย ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามคือ ตัวเลขเส้นตาย
"ปี
2035" บังคับให้ประเทศไทยต้องทำอะไรบ้าง? และถ้าเราทำไม่ได้ตามเป้าหมายระดับสูง โดยเฉพาะการลดปริมาณคาร์บอนให้ได้ถึง
47% ภายในปี
2035 ประเทศเราจะต้องเผชิญกับวิกฤตและการกีดกันทางการค้าอย่างไรบ้าง? ผมขอสรุปมาให้ดูครับ
1. เส้นตายปี 2035 กติกาโลกใหม่ กับช่องว่าง 10% ที่ยุโรปยอมถอย
ภายใต้กรอบความตกลงปารีส ทุกประเทศทั่วโลกถูกบังคับให้ต้องส่งแผนการดำเนินงานด้านภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้นทุกๆ 5 ปี ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่กรอบเป้าหมายใหม่ที่เรียกว่า
NDC 3.0 (กรอบเวลาปี
2035)
-โจทย์บังคับระดับโลก
ในแผน NDC 3.0 นี้ นานาชาติบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องยกระดับเพดานการลดก๊าซเรือนกระจกขึ้นไปให้ถึง ร้อยละ
40 ถึง
47% ภายในปี
2035 (ขยับขึ้นจากเป้าหมายเดิมปี 2030 ที่อยู่ราว 30-40%) ซึ่งภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนเป็นอันดับต้นๆ และถูกเพ่งเล็งมากที่สุดคือ ภาคพลังงานและภาคการขนส่ง
-กติกาฝั่งยุโรปยอมผ่อนปรน
อย่างไรก็ตาม ฝั่งสหภาพยุโรป (EU) เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนกติกาครั้งสำคัญ จากเดิมที่จะแบนรถยนต์น้ำมัน 100% ในปี 2035 ล่าสุดยอมผ่อนปรนตามแรงกดดันของกลุ่มอุตสาหกรรม โดยปรับเป้าหมายเป็น บังคับลดการปล่อยไอเสียสะสมเฉลี่ยลง
90% ภายในปี
2035 และเปิดช่อง 10% ที่เหลือให้เครื่องยนต์สันดาปหรือไฮบริดที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาด เช่น e-Fuels หรือ Biofuels ไปต่อได้
-โจทย์ ZEV ของไทย
ฝั่งบอร์ดอีวีของประเทศไทยยังคงยึดแนวทางเชิงรุกเพื่อรับมือกติกาโลก โดยตั้งเป้าหมายว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคล
รถกระบะ
และรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่จดทะเบียนในไทย
ต้องปรับเปลี่ยนไปสู่ยานยนต์ไร้มลพิษ
(ZEV) ครบ
100% ภายในปี
2035 เพื่อตัดวงจรคาร์บอนในภาคเมืองขนานใหญ่
#จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าภายในปี 2035 ไทยลดคาร์บอนได้ไม่ถึง 47%
หากเราล้มเหลวในการไต่ไปให้ถึงเป้าหมายนี้ ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องโดนตำหนิในเวทีโลก แต่จะส่งผลกระทบต่อปากท้องและระบบเศรษฐกิจของไทยโดยตรง
-อุตสาหกรรมส่งออกรถยนต์ดั้งเดิมล่มสลาย เมื่อตลาดส่งออกหลักของไทยประกาศแบนหรือจำกัดรถยนต์ที่ปล่อยไอเสียเกือบทั้งหมดภายในปี 2035 หากโรงงานในไทยปรับตัวไม่ทันเนื่องจากโครงสร้างพลังงานไม่เอื้ออำนวย เราจะสูญเสียสถานะศูนย์กลางยานยนต์ทันที โรงงานในไทยจะกลายเป็นเพียง
"สุสานเทคโนโลยีเก่า" ที่ค่ายรถยนต์ใช้ระบายสต็อกเครื่องยนต์สันดาปตกรุ่นเข้ามาดัมพ์ขายในประเทศจนระบบอุตสาหกรรมพังพินาศ
2. หมุดหมายปี 2050 ข้อบังคับไฟลนก้นสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ของไทย
จากเดิมที่ประเทศไทยเคยประกาศเป้าหมายกว้างๆ ว่าจะเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และบรรลุ Net Zero ในปี 2065 แต่กระแสโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บีบให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยกำลังเร่งพิจารณา ปรับขยับเป้าหมาย
Net Zero ให้เร็วขึ้น
15 ปี
มาอยู่ที่ปี
2050 เพื่อให้เท่ากับมาตรฐานสากลของยุโรปและประเทศคู่ค้าหลัก
-กฎหมายขับเคลื่อนภายใน
ปัจจุบันภาครัฐกำลังเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเตรียมจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) บีบให้ระบบโลจิสติกส์และบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ ต้องรีบเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุก รถกระบะ และยานยนต์พลังงานสะอาด เพื่อควบคุมต้นทุนทางภาษีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ผลกระทบในปี 2050 หากไทย "ทำไม่ได้"
-ภาระงบประมาณประเทศวิกฤต
รัฐบาลจะต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลสองทาง ทางแรกคือค่าปรับและค่าชดเชยคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศจากการไม่สามารถทำได้ตามคำมั่นสัญญา และทางที่สองคืองบประมาณสาธารณสุขที่ต้องสูญเสียไปกับการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจของประชากรจากปัญหามลพิษและ PM 2.5 สะสมที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
3. ประเด็นสำคัญ ประเทศไทยจะโดน "กีดกันทางการค้า" อย่างไรบ้าง?
กติกาโลกใหม่ได้เปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน
"ต้นทุนค่าแรง" ไปสู่
"ต้นทุนคาร์บอน" เรียบร้อยแล้ว หากประเทศไทยปรับระบบขนส่งและโครงสร้างอุตสาหกรรมเป็นพลังงานสะอาดไม่ทัน เราจะโดนมาตรการกีดกันทางการค้าในคราบสิ่งแวดล้อม เล่นงานอย่างหนัก
-กำแพงภาษีคาร์บอนลามสู่ทุกสินค้า (ขยายผลจาก CBAM)
สหภาพยุโรปได้เข้าสู่เฟสการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจริงกับวัตถุดิบต้นน้ำอย่าง เหล็ก และอลูมิเนียม ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักในการผลิตโครงสร้างยานยนต์ หากไทยทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ประเทศคู่ค้าจะขยายขอบเขตกำแพงภาษีนี้เข้ามาลงโทษสินค้าส่งออกของไทยทุกชนิด ตั้งแต่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป ไปจนถึงสินค้าเกษตร เพราะกระบวนการขนส่งและโลจิสติกส์ในประเทศของเราปล่อยคาร์บอนสูงเกินไป จนทำให้สินค้าไทยราคาแพงขึ้นและแข่งขันไม่ได้ในตลาดโลก
-วิกฤตการย้ายฐานทุน
บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติและกองทุนระดับโลกที่มีเงื่อนไขด้าน ESG จะพากันถอนทุนคืน และย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนอัจฉริยะ หรือดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) หนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดที่ชัดเจนและบรรลุเป้าหมายได้จริงมากกว่า เพราะ "
ของจากไทยไม่สะอาดพอ" ที่จะนำไปนับสัดส่วนคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานของเขา
เป้าหมายลดคาร์บอน 47% ภายในปี 2035 ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ เพื่อความสวยงาม แต่มันคือ
"ดัชนีชี้วัดความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศไทย" นโยบายการสนับสนุนของภาครัฐในปัจจุบัน (เช่น มาตรการ EV 3.0 / 3.5 หรือสิทธิประโยชน์จาก BOI) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องเร่งดึงให้ค่ายรถยนต์ระดับโลก ย้ายฐานการผลิตเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะเข้ามาในไทยให้เร็วที่สุด
เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะช่วยปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและภาคการขนส่งของประเทศ ให้สะอาดพอที่จะผ่านเกณฑ์มาตรฐานและกำแพงภาษีใหม่ของโลกได้ทันเวลา ก่อนที่ประเทศเราจะถูกกีดกันทางการค้าครับ
เจาะข้อผูกพันสากลที่บีบให้ไทยต้องเปลี่ยนสู่ยานยนต์พลังงานสะอาด
เบื้องหลังที่แท้จริงคือ "กรอบข้อบังคับระดับโลก" ที่ประเทศคู่ค้าและประเทศไทยได้ร่วมลงนามและให้สัตยาบันไว้ในเวทีสากล ซึ่งกำหนดกรอบเวลาในการควบคุมสภาพภูมิอากาศไว้อย่างเด็ดขาด เงื่อนไขเหล่านี้กำลังกลายเป็นกลไกบังคับเชิงโครงสร้างให้ภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคมขนส่งของไทย ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามคือ ตัวเลขเส้นตาย "ปี 2035" บังคับให้ประเทศไทยต้องทำอะไรบ้าง? และถ้าเราทำไม่ได้ตามเป้าหมายระดับสูง โดยเฉพาะการลดปริมาณคาร์บอนให้ได้ถึง 47% ภายในปี 2035 ประเทศเราจะต้องเผชิญกับวิกฤตและการกีดกันทางการค้าอย่างไรบ้าง? ผมขอสรุปมาให้ดูครับ
1. เส้นตายปี 2035 กติกาโลกใหม่ กับช่องว่าง 10% ที่ยุโรปยอมถอย
ภายใต้กรอบความตกลงปารีส ทุกประเทศทั่วโลกถูกบังคับให้ต้องส่งแผนการดำเนินงานด้านภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้นทุกๆ 5 ปี ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่กรอบเป้าหมายใหม่ที่เรียกว่า NDC 3.0 (กรอบเวลาปี 2035)
-โจทย์บังคับระดับโลก
ในแผน NDC 3.0 นี้ นานาชาติบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องยกระดับเพดานการลดก๊าซเรือนกระจกขึ้นไปให้ถึง ร้อยละ 40 ถึง 47% ภายในปี 2035 (ขยับขึ้นจากเป้าหมายเดิมปี 2030 ที่อยู่ราว 30-40%) ซึ่งภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนเป็นอันดับต้นๆ และถูกเพ่งเล็งมากที่สุดคือ ภาคพลังงานและภาคการขนส่ง
-กติกาฝั่งยุโรปยอมผ่อนปรน
อย่างไรก็ตาม ฝั่งสหภาพยุโรป (EU) เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนกติกาครั้งสำคัญ จากเดิมที่จะแบนรถยนต์น้ำมัน 100% ในปี 2035 ล่าสุดยอมผ่อนปรนตามแรงกดดันของกลุ่มอุตสาหกรรม โดยปรับเป้าหมายเป็น บังคับลดการปล่อยไอเสียสะสมเฉลี่ยลง 90% ภายในปี 2035 และเปิดช่อง 10% ที่เหลือให้เครื่องยนต์สันดาปหรือไฮบริดที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาด เช่น e-Fuels หรือ Biofuels ไปต่อได้
-โจทย์ ZEV ของไทย
ฝั่งบอร์ดอีวีของประเทศไทยยังคงยึดแนวทางเชิงรุกเพื่อรับมือกติกาโลก โดยตั้งเป้าหมายว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่จดทะเบียนในไทย ต้องปรับเปลี่ยนไปสู่ยานยนต์ไร้มลพิษ (ZEV) ครบ 100% ภายในปี 2035 เพื่อตัดวงจรคาร์บอนในภาคเมืองขนานใหญ่
#จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าภายในปี 2035 ไทยลดคาร์บอนได้ไม่ถึง 47%
หากเราล้มเหลวในการไต่ไปให้ถึงเป้าหมายนี้ ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องโดนตำหนิในเวทีโลก แต่จะส่งผลกระทบต่อปากท้องและระบบเศรษฐกิจของไทยโดยตรง
-อุตสาหกรรมส่งออกรถยนต์ดั้งเดิมล่มสลาย เมื่อตลาดส่งออกหลักของไทยประกาศแบนหรือจำกัดรถยนต์ที่ปล่อยไอเสียเกือบทั้งหมดภายในปี 2035 หากโรงงานในไทยปรับตัวไม่ทันเนื่องจากโครงสร้างพลังงานไม่เอื้ออำนวย เราจะสูญเสียสถานะศูนย์กลางยานยนต์ทันที โรงงานในไทยจะกลายเป็นเพียง "สุสานเทคโนโลยีเก่า" ที่ค่ายรถยนต์ใช้ระบายสต็อกเครื่องยนต์สันดาปตกรุ่นเข้ามาดัมพ์ขายในประเทศจนระบบอุตสาหกรรมพังพินาศ
2. หมุดหมายปี 2050 ข้อบังคับไฟลนก้นสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ของไทย
จากเดิมที่ประเทศไทยเคยประกาศเป้าหมายกว้างๆ ว่าจะเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และบรรลุ Net Zero ในปี 2065 แต่กระแสโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บีบให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยกำลังเร่งพิจารณา ปรับขยับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี มาอยู่ที่ปี 2050 เพื่อให้เท่ากับมาตรฐานสากลของยุโรปและประเทศคู่ค้าหลัก
-กฎหมายขับเคลื่อนภายใน
ปัจจุบันภาครัฐกำลังเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเตรียมจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) บีบให้ระบบโลจิสติกส์และบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ ต้องรีบเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุก รถกระบะ และยานยนต์พลังงานสะอาด เพื่อควบคุมต้นทุนทางภาษีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ผลกระทบในปี 2050 หากไทย "ทำไม่ได้"
-ภาระงบประมาณประเทศวิกฤต
รัฐบาลจะต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลสองทาง ทางแรกคือค่าปรับและค่าชดเชยคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศจากการไม่สามารถทำได้ตามคำมั่นสัญญา และทางที่สองคืองบประมาณสาธารณสุขที่ต้องสูญเสียไปกับการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจของประชากรจากปัญหามลพิษและ PM 2.5 สะสมที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
3. ประเด็นสำคัญ ประเทศไทยจะโดน "กีดกันทางการค้า" อย่างไรบ้าง?
กติกาโลกใหม่ได้เปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน "ต้นทุนค่าแรง" ไปสู่ "ต้นทุนคาร์บอน" เรียบร้อยแล้ว หากประเทศไทยปรับระบบขนส่งและโครงสร้างอุตสาหกรรมเป็นพลังงานสะอาดไม่ทัน เราจะโดนมาตรการกีดกันทางการค้าในคราบสิ่งแวดล้อม เล่นงานอย่างหนัก
-กำแพงภาษีคาร์บอนลามสู่ทุกสินค้า (ขยายผลจาก CBAM)
สหภาพยุโรปได้เข้าสู่เฟสการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจริงกับวัตถุดิบต้นน้ำอย่าง เหล็ก และอลูมิเนียม ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักในการผลิตโครงสร้างยานยนต์ หากไทยทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ประเทศคู่ค้าจะขยายขอบเขตกำแพงภาษีนี้เข้ามาลงโทษสินค้าส่งออกของไทยทุกชนิด ตั้งแต่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป ไปจนถึงสินค้าเกษตร เพราะกระบวนการขนส่งและโลจิสติกส์ในประเทศของเราปล่อยคาร์บอนสูงเกินไป จนทำให้สินค้าไทยราคาแพงขึ้นและแข่งขันไม่ได้ในตลาดโลก
-วิกฤตการย้ายฐานทุน
บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติและกองทุนระดับโลกที่มีเงื่อนไขด้าน ESG จะพากันถอนทุนคืน และย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนอัจฉริยะ หรือดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) หนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดที่ชัดเจนและบรรลุเป้าหมายได้จริงมากกว่า เพราะ "ของจากไทยไม่สะอาดพอ" ที่จะนำไปนับสัดส่วนคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานของเขา
เป้าหมายลดคาร์บอน 47% ภายในปี 2035 ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ เพื่อความสวยงาม แต่มันคือ "ดัชนีชี้วัดความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศไทย" นโยบายการสนับสนุนของภาครัฐในปัจจุบัน (เช่น มาตรการ EV 3.0 / 3.5 หรือสิทธิประโยชน์จาก BOI) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องเร่งดึงให้ค่ายรถยนต์ระดับโลก ย้ายฐานการผลิตเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะเข้ามาในไทยให้เร็วที่สุด
เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะช่วยปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและภาคการขนส่งของประเทศ ให้สะอาดพอที่จะผ่านเกณฑ์มาตรฐานและกำแพงภาษีใหม่ของโลกได้ทันเวลา ก่อนที่ประเทศเราจะถูกกีดกันทางการค้าครับ