ขอชื่นชมในความ "ใส่ใจ" ของพนักงานสาขา และขอความกรุณาเร่งปลดอายัดบัญชี

เรียน ผู้บริหารและฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากการที่ผมตั้งใจจะย้ายธุรกรรมหลักมาไว้ที่ธนาคารของท่าน เนื่องจากบัญชีธนาคารสีเขียวที่ผมเคยใช้เป็นหลักมีการปรับลดวงเงินต่อวัน ผมจึงทยอยโอนเงินส่วนตัวเข้ามาเพื่อเตรียมใช้จ่ายและหมุนเวียนธุรกิจผ่านธนาคารกรุงศรีฯ แต่ดูเหมือนว่าผมจะได้รับประสบการณ์ที่ "พิเศษ" เกินกว่าที่คาดหวังไว้มาก
เมื่อผมเริ่มทำธุรกรรมมากขึ้น บัญชีของผมก็ถูกระงับชั่วคราว ในตอนแรกทางธนาคารแจ้งว่าเป็นเพราะเบอร์โทรศัพท์ไม่ตรงกับบัญชี ซึ่งผมก็รีบดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องทันที เรื่องน่าจะจบลงด้วยดี แต่ความประทับใจที่แท้จริงเริ่มขึ้นหลังจากนั้นครับ
ผมได้เดินทางไปติดต่อสาขาที่เปิดบัญชีเพื่อขอปลดระงับ พนักงานแจ้งว่า "ส่งเรื่องให้แล้ว" ผมจึงขับรถกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันจะถึงชั่วโมง พนักงานท่านเดิมก็โทรมาด้วยประโยคสุดแสนจะบริการว่า "ช่วยกลับมาที่สาขาหน่อย จะขอดูอะไรหน่อย" พอผมสอบถามว่าต้องการดูอะไร กลับได้รับคำตอบสั้นๆ ว่า "จะขอดูเบอร์โทรศัพท์"
ผมต้องขอชื่นชมในการบริหารเวลาของพนักงานท่านนี้จริงๆ ครับ ที่กรุณารอให้ผมขับรถถึงบ้านก่อนแล้วค่อยนึกขึ้นได้ว่าต้องตรวจสอบเรื่องเบอร์ ทั้งที่ตอนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็สามารถทำได้ แต่ด้วยความหวังดีและอยากให้บัญชีใช้งานได้เร็วๆ ผมจึงยอมเสียเวลาขับรถวนกลับไป
พอไปถึง พนักงานก็เรียกผมเข้าไปหาด้วยท่าทีราวกับผมเป็นผู้ต้องหาที่กำลังถูกสอบสวน มีการโทรเข้าเครื่องผมทั้งที่ยืนอยู่ตรงหน้า (คงเพื่อความมั่นใจว่าผมไม่ได้ใช้พลังจิตรับสาย) และให้กด *179*ตามด้วยเลข13หลัก เพื่อเช็กชื่อกับเบอร์ พอเห็นว่าตรงกัน พนักงานท่านนี้ก็เริ่มสวมบทบาทนักสืบต่อทันที
พนักงานแจ้งว่าผมทำธุรกรรมเยอะไป ขอให้แสดงหลักฐานรายได้ ซึ่งรายได้หลักของผมมาจากการเทรดทอง, Forex และ Bitcoin ผมก็ยินดีนำเอกสารการเทรดที่ชื่อตรงกับ Wallet มาให้ในวันถัดไปตามที่ร้องขอ แต่พอเห็นเอกสาร พนักงานของท่านกลับทำท่าที "ตกใจ" และพยายามจี้ถามทุกจุดราวกับเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง. ลงพื้นที่ตรวจค้นเอง พร้อมกับยิงคำถามเชิงบวกเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีว่า "แน่ใจนะว่าไม่ได้เป็นบัญชีม้า?" หรือ "แน่ใจนะว่าไม่ได้มารับจ้างโอนเงิน?" ช่างเป็นการตั้งคำถามที่ให้เกียรติลูกค้าดีจริงๆ ครับ
ยังไม่จบแค่นั้นครับ พนักงานยังจี้ถามถึงยอดเงิน 1 แสนบาทที่โอนเข้ามา ซึ่งผมก็ตอบไปชัดเจนว่า "ผมโอนจากบัญชีธนาคารสีเขียวของผมเอง เข้าบัญชีนี้ (ชื่อเดียวกัน)" การที่คนๆ นึงโอนเงินตัวเองเข้าบัญชีตัวเองเพื่อย้ายเงินมาทำธุรกรรม มันกลายเป็นเรื่องผิดปกติที่ต้องถูกซักไซ้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?
นอกจากนี้ พนักงานยังพยายามเค้นให้ผมระบุตัวตนของคนที่โอนเงินยอดย่อยๆ (หลักพันหลักหมื่น) โดยบอกข้อมูลผมแค่ "เลขบัญชี 4 ตัวท้าย" ในขณะที่แอปฯ ของผมถูกธนาคารบล็อกอยู่... ไม่ทราบว่าพนักงานของท่านคาดหวังให้ผมมีญาณทิพย์นั่งสมาธิระลึกชาติได้หรืออย่างไรครับ? พอผมตอบไม่ได้ พนักงานกลับมีท่าที "ดีใจ" อย่างออกหน้าออกตา และสั่งให้ผมไปหา "หลักฐานการยืมเงิน" มายืนยันให้ได้
ผมเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือกับมาตรการตรวจสอบของ "ศูนย์ใหญ่" ทุกประการครับ แต่พฤติกรรมของ "พนักงานสาขา" ท่านนี้ ดูจะเป็นความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวที่ก้าวล่วงเกินขอบเขตหน้าที่ ขาดความเป็นมืออาชีพ และไร้มารยาทอย่างรุนแรง การตั้งคำถามจี้จุดจับผิดในเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับหลักฐานรายได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนถูกคุกคามครับ
สุดท้ายนี้ ผมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เงินในบัญชีตัวเองที่ถูกระงับอยู่ รบกวนทางธนาคารช่วยเร่งตรวจสอบและดำเนินการปลดอายัดให้ด้วยครับ และถ้าเป็นไปได้ ฝากพิจารณาอบรมมารยาทพนักงานสาขาท่านนี้ด้วยนะครับ ว่าการให้บริการที่ดี กับ การอยากสวมบทบาทเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน... มันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ครับ
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่