คำคมของไอน์สไตน์ต่อมุมมองการศึกษา





Education is not the learning of facts, but the training of the mind to think.
การศึกษาไม่ใช่การเรียนที่ข้อเท็จจริง แต่เป็นการฝึกวิธีคิด

ไอน์สไตน์ เชื่อว่า ในอนาคตความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทําให้ มนุษย์สามารถหาข้อเท็จจริงได้ไม่ยาก แม้ในสมัยของไอน์สไตน์ยังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ต แต่ด้วยความเป็นอัจฉริยะของเขาทําให้เขาสามารถมองเห็นโลกล่วงหน้าได้เป็นร้อยปีเลยทีเดียว

ประเทศสิงคโปร์ได้ปฏิรูประบบการศึกษาครั้งใหญ่ โดยเน้นสอนที่ทักษะ การคิดมากกว่าความรู้ การสอบในประเทศตะวันตก อนุญาตให้นําเครื่อง คิดเลขและหนังสือเข้าห้องสอบได้ เพราะคำถามในข้อสอบจะเป็นการถาม ทักษะการคิด เช่น ทําไมสหรัฐอเมริกาจึงเกิดสงครามกลางเมือง แทนที่จะถามว่าสงครามกลางเมืองเริ่มในปีใด หรือใคร ชื่ออะไรเป็นผู้นำฝ่ายเหนือ ผู้นำฝ่ายใต้ ข้อสอบคณิตศาสตร์ก็จะถามว่า 3 คูณ 5 หมายถึงอะไร ก. สาม บวกกันห้าครั้ง ข. ห้าบวกกันสามครั้ง ค. สามเท่าของห้า ง. ห้าเท่าของสาม จ. ถูกทุกข้อ แทนที่จะถามว่า 3 คูณ 5 เท่ากับเท่าไร

หลักสูตรการศึกษาต้องสอนเน้นไปที่ทักษะในการเรียนรู้และวิธีคิด ต้องให้นักศึกษาได้เห็นปัญหาและตั้งวงวิเคราะห์กันถึงแนวทางของการแก้ไข ซึ่งไม่จําเป็นต้องมีวิธีเดียว และผิดหรือถูกไม่ใช่เรื่องสําคัญ ที่สําคัญคือให้ เด็กได้รู้จักกระบวนการคิด ยอมรับความเห็นผู้อื่น รู้จักถูกปัญหา รู้ว่าจะไปหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ที่ไหน

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ระบบการศึกษาจะเน้นเรื่องการทํางานกลุ่มเพราะถ้านักเรียนมีทักษะนี้ก็ไม่จําเป็นต้องเรียนมากและกว้าง แต่เรียนเฉพาะจุดที่ตัวเองสนใจก็พอ เมื่อมาทํางานเป็นทีม ทุกคนก็รับผิดชอบในส่วนที่ตนเองถนัด ดังนั้นการเรียนในโรงเรียน กิจกรรมจึงเป็นสิ่งจําเป็น เช่น กิจกรรมกีฬาสี การซ้อมเชียร์ ประกวดทีมทําโครงการต่างๆ การแข่งขันเต้น เป็นทีม ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้แม้จะไม่ทําให้เก่งวิชาการ แต่ทักษะที่ได้นั้น มีค่ามากกว่าข้อเท็จจริงมากมายนัก


Intelligence is not the ability to store information, but to know where to find it.
ความฉลาดไม่ใช่ความสามารถในการเก็บข้อมูล แต่คือการรู้ว่าจะไปหาข้อมูลเหล่านั้นได้ที่ไหน

ถ้าเทียบข้อมูลคือวัตถุดิบ ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ที่ไม่มี วัตถุดิบอะไรเลย แต่ประเทศนี้รู้ว่าจะไปหาวัตถุดิบได้ที่ไหน สิงคโปร์จึงเป็นประเทศนายหน้าที่บริหารวัตถุดิบได้เก่งในอันดับต้นๆ ทําให้มีความมั่งคั่ง
ติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก แต่ข้อมูลต่างจากวัตถุดิบตรงที่มีอย่างไม่จํากัด และไม่ต้องอาศัยเนื้อที่
มากมายในการเก็บคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพียงเครื่องเดียวก็สามารถเก็บข้อมูลได้เท่ากับความจําของคนไทยทั้งประเทศ และถ้าต่ออินเทอร์เน็ตได้ ข้อมูลในนั้นจะมากกว่าความจําของมนุษย์โลกทั้งเจ็ดพันล้านคน เครื่องคิดเลขราคา เพียงหนึ่งร้อยบาทมีความสามารถในการคํานวณถูกต้องและไวกว่าคนที่เก่งคณิตศาสตร์มากที่สุดในประเทศไทย

ในสมัยของไอน์สไตน์ยังไม่มีระบบอินเทอร์เน็ต แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดคือห้องสมุด และจากหนังสือที่มีนับหมื่นเล่มทําให้ทักษะการหาข้อมูลจึงเป็นสิ่งจําเป็น แต่ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ทําให้การหาข้อมูลทําได้ง่ายขึ้นมาก ดังนั้น ความฉลาดของมนุษย์ในยุคนี้จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการวิเคราะห์ ประมวลผลข้อมูล และจินตนาการสร้างสรรค์

ไอน์สไตน์สิ้นชีวิตไปเกือบหกสิบไปแล้ว แต่คําคมของเขาที่กล่าวไว้ กลับมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ราวกับเขาหยั่งรู้อนาคตว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จากทฤษฎีของเขาจึงเขียนบอกให้โลก เริ่มปฏิวัติวิธีการศึกษาหาความรู้ก่อนล่วงหน้า เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์คนเดียว ของโลกที่เขียนเตือนเรื่องต่างๆ ไว้หลายสิบปีก่อนหน้า และคําเตือนครั้งสุดท้าย คือ หลังสงครามโลกครั้งที่สาม มนุษย์จะย้อนเทคโนโลยีกลับไปสู่ยุคหินอีก ครั้งหนึ่ง เขามีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก และบอกว่า ถ้าเขารู้ว่าจะมีระเบิด ปรมาณูแบบที่ไปทิ้งลงยังฮิโรชิมากับนางาซากิ เขาจะฉีกทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทิ้งตั้งแต่วันที่คิดได้วันแรก


Knowledge is not wisdom.
ความรู้ไม่ใช่ปัญญา

เราคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” นั่น ก็เพราะว่า ความรู้ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาคือความสามารถในการเรียนรู้ ซึ่งถ้ามี ปัญญาจะสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่สิ้นสุด

ปัญญาแบ่งออกเป็นสามระดับ คือ สุตมยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิด จากการได้ฟังและการเรียน จินตามยปัญญา คือปัญญาที่สําเร็จโดยการคิด ตรึกตรองจินตนาการ และภาวนามยปัญญา คือปัญญาในระดับที่ทําให้พ้นจากทุกข์

ไอน์สไตน์ได้ให้ความสําคัญกับจินตนาการและจินตามยปัญญามาก แต่ภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาในทางพุทธศาสนา คือปัญญาระดับสูงสุด ที่ต้องค้นหาตลอดชีวิต ซึ่งไอน์สไตน์เองก็พยายามอยู่ จึงหันมาศึกษาพุทธศาสนาตอนบั้นปลายของชีวิต

จากประสบการณ์ชีวิตของคนที่ได้รับการยกย่องว่าฉลาด อัจฉริยะที่สุด ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เขายังยืนยันว่าความรู้ไม่ใช่ปัญญา แน่นอน ว่าไอน์สไตน์มีจินตามยปัญญาสูงมาก แต่ก็ยังเข้าไม่ถึงปัญญาในระดับที่ สามารถหลุดพ้นจากทุกข์

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ศิษย์เอกพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เคยวิเคราะห์ ภูมิจิตและภูมิธรรมของไอน์สไตน์ ท่านบอกว่า ถ้าไอน์สไตน์มีโอกาสได้มา เจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน เขาจะบรรลุภาวนาปัญญาญาณไม่ยากเลย หรือ อาจถึงขั้นนิพพานด้วยซ้ำ ไอน์สไตน์เปรียบเสมือนบัวพ้นน้ำที่รอแสงแห่งธรรมสาดส่องเท่านั้นเอง


Wisdom is not a product of schooling bot of the lifelong attempt to acquire it.
ปัญญาไม่ใช่ผลิตผลที่ได้จากโรงเรียน แต่เป็นความพยายามที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต

เรามีการสอนความรู้เรื่อง “ระบบสืบพันธุ์” แต่ไม่มีบทเรียนใด ในโรงเรียนที่สอนถึงเรื่อง “ความรัก” เรามีการสอนความรู้เรื่อง “ฮอร์โมน” แต่ไม่มีบทเรียนใดในโรงเรียนที่สอนเรื่อง “ความโกรธ” เรามีการสอน “เศรษฐ ศาสตร์” แต่ไม่มีบทเรียนใดในโรงเรียนที่สอนเรื่อง “ความโลภ”

ระบบการศึกษาสอนแต่เรื่องความรู้ แต่ไม่สอนเรื่องปัญญา นักเรียน ที่จบออกมาต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง และพยายาม ลองผิดลองถูกในการแก้ปัญหาด้วยตนเองไปตลอดชีวิต บางคนอกหักมาตลอดจนชีวิตเข้าสู่วัยชราก็ยังไม่เกิดปัญญาว่า “ความรักทําให้คนตาบอด” บางคนโลภมาตลอด จนวาระสุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจ คําว่า “โลภมาก มักลาภหาย” บางคนขี้โกรธ ขี้โมโห จนครอบครัวพังทลาย ในบั้นปลายก็ยังไม่ตระหนักว่า “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” ถ้าเป็นเช่นนั้นถึงตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังโง่เหมือนเดิมแม้จะจบปริญญาเอกก็ตาม

ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสติเท่านั้น หลักสูตรการสอนที่สําคัญ ที่สุดสําหรับโรงเรียนคือต้องสอนให้นักเรียนมีสติ แล้วหลังจากนั้นปัญญาจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ น่าเสียดายที่โรงเรียนส่วนใหญ่ถอดวิชาการฝึกเจริญสติออก แล้วไปใส่วิชาท่องจําที่ไม่เกิดประโยชน์ในระยะยาวเข้าไปแทน อายุไม่ใช่ อุปสรรคต่อการเรียนรู้ แม้อายุหกสิบปีก็สามารถเข้าคอร์สคอมพิวเตอร์ ฝึกท่องโลกไซเบอร์สเปซหรือเล่นเกมก็ได้ โลกนี้มีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย ไม่มีวันหมด แม้มนุษย์จะมีอายุขัยถึงร้อยปีก็ตาม คนที่หยุดเรียนรู้ก็คือ คนที่ตายไปแล้วเท่านั้น
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่