[CR] 9 ชีวิตกับ Backpack Trip จันทบุรี 3วัน2คืน เที่ยวแบบวิถีชุมชน ได้อะไรมากกว่าที่คิด


เวลาพูดถึงจันทบุรี ทุกคนมักนึกถึงอะไรกันบ้างครับ ส่วนใหญ่อาจนึกถึงไปล่องแพกินปูดูเหยี่ยว เดินเล่นทะเลถ่ายรูปคาเฟ่สวยๆเที่ยวน้ำตกเย็นๆ  แต่ทริปนี้ต่างออกไปนิดนึง เพราะพวกเรา 9 คนมีโอกาสได้ไปเที่ยวจันทบุรีแบบ “ตามวิถีชุมชน” เป็นเวลา 3วัน2คืน ซึ่งทุกคนอาจจะคิดว่าจะเป็นทริปเรียบๆ ใช้ชีวิตช้าๆ ธรรมดา แต่พอได้ลองไปอยู่จริง ได้พูดคุยกับคนในชุมชน ได้เห็นวิถีชีวิต และความเรียบง่ายที่หาไม่ได้ในเมือง กลับทำให้ทริปนี้เป็นอีกหนึ่งสนุกมีความทรงจำที่อบอุ่นกว่าที่คิดไว้มากเลยแหละครับ          
กระทู้นี้เลยอยากมาแชร์ทั้งบรรยากาศ สถานที่ เรื่องราวระหว่างทาง และประสบการณ์เล็กๆ ที่พวกเราได้เจอ เผื่อจะเป็นไอเดียให้ใครที่อยากลองเที่ยวแบบ Local หนีบรรยากาศวุ่นวายในเมืองมาพักในชุมชนแบบ slow life ที่ไม่ไกลกรุงเทพดูสักครั้ง
สำหรับวันแรกนะครับพวกเราทุกคนรวมตัวกันออกจากกรุงเทพด้วยรถตู้ตอน 7 โมงเช้า เดินทางจากกรุงเทพไปไม่ไกลครับเพียง 3 ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงจุดหมายแรกของเรากันแล้วนั่นก็คือ  “ชุมชนบางสระเก้า” ผมเชื่อว่าหลายๆคนไม่เคยได้ยินชื่อชุมชนนี้ครับ ชุมชนบางสระเก้าเป็นชุมชนเล็กๆตั้งอยู่ที่อำเภอแหลมสิงห์ เป็นชุมชนเล็กๆแต่อบอุ่นมาก ชาวบ้านพึ่งพากันและกัน น่ารักกันมากๆครับ อย่างแรกเมื่อพวกเราไปถึงเราได้รับการต้อนรับจากผู้ใหญ่สถิต อดีตผู้ใหญ่บ้านของชุมชนบางสระเก้าครับ ผู้ใหญ่สถิตได้แนะนำชุมชนแห่งนี้และการงานอาชีพของชาวบ้านทั้งการเลี้ยงผึ้งชันโรง การทำเสื้อจันทบูรอันโด่งดัง หรือแม้แต่การทำใบกกซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทำเสื่อจันทบูรเลยแหละครับ ซึ่งเราก็ได้ซิ่งรถซาเล้งของหมู่บ้านทัวร์รอบๆเพื่อได้เห็นวิถีชุมชนจริงๆ ได้ไปร่วมทอเสื่อ ร่วมตัดใบกก และทัวร์รอบชุมชนเลยครับใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เราก็ได้จบทัวร์ซาเล้งที่วัดบางสระเก้า ซึ่งอยู่ข้างๆตลาดสี่มุมเมรุ เป็นตลาดที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงเลยครับเนื่องจากตลาดตั้งอยู่รอบเมรุทั้ง 4 มุม ทำให้ได้ชื่อตลาด 4 มุมเมรุมานั่นเอง แต่เสียดายที่พวกผมน่าจะไปวันธรรมดาซึ่งยังไม่เย็นมาก ทำให้ตลาดยังมีร้านเปิดน้อยอยู่เลยครับ

หลังจากเรียนรู้วิถีชุมชนที่ชุมชนบางสระเก้าเรียบร้อยแล้ว เราก็จะเดินทางไปยังที่พักของเราที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชน ซึ่งพวกเราจะไปพักที่ “อิงเนินโฮมสเตย์” เมื่อพวกเราไปถึงเราก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเลยจากคุณป้าเจ้าของที่พัก (คุณป้าใจดีมากกกก) พอได้เข้าด้านในทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน สวย สงบ น่าอยู่มาก เหมือนเวลาเรามานอนบ้านคุณยายเลย มีน้องแมวมาต้อนรับด้วย มาดูด้านในบ้านมีทั้งหมด 2 ชั้น โดยชั้นล่างจะเป็นห้องครัวและห้องนั่งเล่น ส่วนชั้น2เป็นห้องนอน แบ่งเป็นห้องเดียว 2 ห้องและห้องนอนรวม 1 ห้องพวกผมจึงอยากแนะนำที่พักที่นี่จริงๆครับ สวย สงบ น่าพักผ่อนมาก

เข้าสู่เช้าวันที่ 2 ครับพวกเราคุยกันว่าไหนๆก็มาถึงจันทบุรีแล้ว เราไปหาเที่ยวแลนด์มาร์คกันสักหน่อยดีกว่า ที่แรกที่เราจะเดินทางไปนั่นก็คือน้ำตกพลิ้ว
หนึ่งในน้ำตกชื่อดังของจันทบุรีและของประเทศไทยเลยด้วย พอถึงลานจอดรถเราก็ต้องเดินเท้าต่อขึ้นไปที่น้ำตกไม่ไกลไม่ใกล้ แต่ทางขึ้นจะเป็นทางชันเหนื่อยเอาเรื่องอยู่ครับ ยิ่งแดดประเทศไทยช่วงเมษา ทำเอาเสื้อผ้าจะละลายลงพื้น พอเดินไต่ถนนจนถึงน้ำตก เราจะพบความสวยงามที่คุ้มค่าความเหน็ดเหนื่อยครับ น้ำใสๆเย็นๆ มีปลามาคอยสปาเท้าเรา และแนะนำมาช่วงเช้าๆเลยครับคนน้อยถ่ายรูปสวย พวกผู้ชายก็นั่งเล่นเอาเท้าแช่น้ำ ผู้หญิงก็ไปถ่ายรูปกัน พอถ่ายรูปเสร็จก็เกือบเที่ยงพอดี เราจึงแวะร้านอาหารสวัสดิการที่ตั้งอยู่ระหว่างทางลงครับ เป็นข้าวแกงรสชาติใช้ได้อยู่ครับ พอถึงรถทุกคนก็เริ่มเดินทางต่อ

“แต่เรามาจันทบุรี เรายังไม่ได้ไปทะเลเลยนะ” นี่คือความคิดของคนในรถ ณ ตอนนั้นครับ เราเลยปักหมุดมุ่งตรงสู่หาดเจ้าหลาวซึ่งระยะทางค่อนข้างไกลอยู่ครับ แต่ระหว่างทางก็มีคนทักท้วงขึ้นมา “เราจะไปทะเลกันตอนบ่ายๆอย่างนี้จริงหรือเพื่อน” เราชะงักกันทั้งรถเลยครับรวมถึงคนขับรถด้วย เราจึงต้องหาที่แวะก่อนไปทะเลกัน ซึ่งเราได้เจอที่นึงน่าสนใจมากและผมอยากแนะนำสถานที่นี้ให้กับทุกท่านด้วย นั่นก็คือ “สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ” ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆกับทะเลเลยครับไม่ไกลจากหาดเจ้าหลาวมากด้วย ซึ่งที่แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ มีปลาหลากหลายสายพันธุ์มากมาย มีจุดเด่นเป็นอุโมงค์ปลา และที่ผมและเพื่อนตื่นเต้นมากที่สุดเลยคือปลาเก๋าขนาดตัวใหญ่มาก เผลอๆอาจใหญ่กว่ามอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆคันนึงเลยครับ ผมเลยอยากแนะนำที่นี่มากๆเหมาะกับทุกเพศทุกวัยและที่สำคัญ เข้าฟรีครับ
เวลาประมาณบ่าย 3 เราจะได้ไปทะเลกันจริงๆละ หลังออกจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เรามุ่งตรงไปที่หาดเจ้าหลาวครับ แต่เราติดปัญหาอย่างหนึ่ง เราหาทางลงหาดไม่เจอสักทีเจอแต่หาดที่ต้องเข้าผ่านโรงแรม ซึ่งผมก็คิดว่าหลายๆคนที่ไปก็อาจติดปัญหาเดียวกันครับ เราขับรถวนไปมาอยู่นานแสนนาน จนเจอทางลงจนได้ ทางลงนี้จะอยู่ที่ซอย เฉลิมบูรพาชลทิต 122 ซอยจะอยู่เยื้องๆกับ Mini Big C ครับตรงเข้าไปจอดรถริมหาดได้เลย พอเราเดินเล่นริมทะเลเอาเท้าแตะนำวาดรูปบนทรายจนพอใจแล้วเราก็ออกเดินทางกันต่อ
เราเริ่มคุยกันบนรถครับข้าวเย็นเราจะกินอะไรกันดี มีหลายทางเลือกมากจนมาจบที่การตัดสินใจว่าเรามาที่จันทบุรีเพื่อเรียนรู้วิถีชุมชน เราจึงเดินทางไปตลาดน้ำพุ เพื่อหาซื้อของกินท้องถิ่นของจันทบุรี หรืออาหารตามวิถีชาวบ้านนั่นเอง ใช้เวลาเดินอยู่นานพอสมควรเหมือนกันครับเนื่องจากเป็นตลาดที่เปิดร้านขายอยู่ตามแนวริมถนน ทำให้มีขนาดใหญ่และระยะทางไกล คนที่นำรถส่วนตัวมาอาจแวะตลาดนี่ลำบากหน่อยครับ พอเราได้ของกินแล้ว มีของกินชื่อดังของจันทบุรีหลากหลายเลย เช่น เส้นจันท์ผัดปู ทุเรียนกวน เราจึงนำกลับไปกินกันที่ที่พักและพักผ่อนรอลุยวันถัดไป
และวันสุดท้ายก็มาถึงพวกเราเก็บของออกจากที่พักตั้งแต่เช้าเพื่อเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกแห่งของจันทบุรีนั่นก็คือ ชุมชนริมน้ำจันทบูรและอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล เรามาถึงกันตอนประมาณ 9 โมงแต่เหมือนภายในจะมีพิธีบางอย่างอยู่ทำเราพวกเราไม่สามารถเข้าไปได้ เป็นที่น่าเสียดายมากๆครับ เราจึงเดินเท้าต่อไปยังชุมชนริมน้ำจันทบูรซึ่งอยู่ข้างๆกันเลย แต่ก็ติดตรงที่เราอาจจะไปเช้าเกินไปเหมือนกันทำให้ร้านไม่เปิดเยอะเท่าที่เราคาดหวังไว้ พอเราเดินเข้าไปเราก็เจอกับร้านขนมแปลกร้านนึง มีขนมที่ชื่อแปลกๆขายเต็มเลย เช่นชื่อ ขนมลิง ขนมหนุมานคลุกฝุ่น ขนมแดกงา เราจะพลาดได้อย่างไรต้องลองซื้อมาชิมกันครับ ส่วนรสชาติเป็นอย่างไรอย่ากให้คุณได้มาชิมกันเองครับ แต่ผมใบ้ให้ว่าเยี่ยมจริงๆ พวกเราเดินตามทางชุมชนไปเรื่อยๆครับ เพื่อนบางคนก็เริ่มหายเข้าร้านข้างทางจากความเหนื่อย บางคนก็หายเข้าร้านไอศกรีม บางคนหายเข้าร้านน้ำมะปื๊ด เป็นน้ำชื่อดังของจันทบุรีน่ะครับ รสชาติเปรี้ยวหวานอยากให้ทุกคนได้ลองครับ จนสุดท้ายก็เหลือกันอยู่ 3 คนเดินไปจนสุดตลาดจนเจอเป้าหมายของเพื่อนผมนั่นคือไอศกรีมจรวด ไอศกรีมชื่อดังของชุมชนริมน้ำจันทบูรครับ หน้าตาคล้ายไอศกรีมตัดโบราณเลยครับ ตอนนั้นเวลาก็ใกล้เที่ยงแล้วเราจึงนัดรวมตัวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังของจันทบุรี นั่นคือ “ก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง” ราคาไม่แพงแถมรสชาติอร่อยเป็นเอกลักษณ์มากๆครับเป็นอีกอย่างที่อยากแนะนำให้ทุกคนมาลองครับ
พออิ่มกันแล้วเราก็เดินต่อจากชุมชนริมน้ำจันทบูรไปยังตลาดพลอยนานาชาติซึ่งอยู่ข้างๆกันครับ จันทบุรีขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งพลอยของไทยและของโลกเลยก็ว่าได้ครับ ตลาดพลอยนานาชาติแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีพ่อค้าแม่ค้าและนักธุรกิจจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่นี่ ทั้งจากประเทศในแถบเอเชีย ยุโรป และอเมริกา บรรยากาศภายในตลาดคึกคักมากครับ มีแผงพลอยเรียงรายตลอดแนว ทั้งพลอยดิบที่เพิ่งขุดขึ้นมาและพลอยที่เจียระไนแล้วพร้อมนำไปทำเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นทับทิม ไพลิน มรกต นิล บุษราคัม หรือพลอยชนิดอื่นๆอีกหลากหลาย แค่เดินผ่านแต่ละแผงก็แทบอยากหยิบมาถือทุกก้อนเลยครับ แม้พวกเราจะไม่ได้ซื้อพลอยราคาสูงกลับบ้าน แต่เพียงได้มาเห็นและสัมผัสบรรยากาศตลาดพลอยระดับโลกแบบนี้ ก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆแล้วสำหรับทริปนี้ครับ

หลังจากนั้นเราก็แวะไปหาบุญใส่ตัวกันหน่อยครับโดยที่เราเดินทางไปวัดดังแห่งหนึ่ง นั่นคือ   “วัดพลับบางกะจะ” เป็นวัดที่เก่าแก่ และมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก และยังได้รับการสันนิษฐานว่า เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ใช้เป็นที่พักไพร่พลก่อนจะเข้าตีเมืองจันท์ในศึกสงครามกู้เอกราชอีกด้วย ตอนที่พวกผมเข้าวัดไปครั้งแรกรู้สึกได้ถึงความร่มรื่นความเย็นสบาย เดินชมโบสถ์เก่า ศาลากลางน้ำ ไหว้พระประธาน และไหว้สมเด็จพระเจ้าตากสิน

และที่สุดท้ายของทริปนี้ที่เราจะไปกันนะครับหลังจากได้บุญแล้วเราก็จะไปเสี่ยงโชคกันหน่อยโดยเราจะไปทำกิจกรรมขุดพลอยกันที่ บ่อพลอยเหล็กเพชรครับ บ่อพลอยนี้ถือว่าเป็นวิถีชีวิตชาวบ้านสมัยก่อน ทำอาชีพขุดพลอยขาย ซึ่งเราจะมาเรียนรู้อาชีพนี้กันครับ อย่างแรกนะครับเราจะต้องหาคนลงไปขุดพลอยในบ่อครับ ซึ่งคนที่แจ็คพอตนั่นก็คือ ผมเองครับ อย่างแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนชุดครับ และเดินตามพี่พนักงานไปที่หลุมขุดพลอย จากนั้นก็แค่ขุดดินใส่ถังครับ ขุดไปเรื่อยๆจนเต็ม 2 ถัง ผมพูดตรงๆเลยครับ ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย ต้องยอมรับว่าคนที่ทำอาชีพนี้ได้ต้องเก่งจริงๆครับ พอขุดเสร็จเราต้องเอาดินที่ขุดมาไปล้างเพื่อหาพลอยในนั้นครับ สรุปที่ผมขุดมา 20 นาทีได้นิลดำมาทั้งหมด 3 ก้อนด้วนครับ55555 ผมอาจจะทำบุญมาไม่พอ แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ทั้งเหนื่อยและสนุกมากๆครับ และทางบ่อพลอยได้แถมพลอยประจำวันเกิดมาให้ด้วย
จบทริป 3 วัน 2 คืน ที่จันทบุรี พวกเราไม่ได้แค่ได้มาเที่ยวหรือพักผ่อน แต่ยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในชุมชน ได้ลองใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ได้เห็นความอบอุ่นของผู้คน และได้ใช้เวลาร่วมกันกับเพื่อนๆ แบบเต็มที่ ถึงบางช่วงจะเหนื่อย วุ่นวาย หรือฮาปนกันไปบ้าง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีๆ ที่น่าจะจำไปอีกนาน อยากให้ทุกๆคนมาลองเที่ยวและออกเดินทางไปด้วยกันครับ

ทุกคนสามารถตามไปดูบรรยากาศการท่องเที่ยวครั้งนี้ของพวกเราได้ที่ลิ้งค์ที่แปะไว้ได้เลยครับ >>> https://www.youtube.com/watch?v=krSnuDkMPhQ
ชื่อสินค้า:   เที่ยวแบบวิถีชุมชน
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่