อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้องหมดไฟ

อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้องหมดไฟ
.
เวลาเปลี่ยน! ยุคสมัยเปลี่ยน! ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป! ธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองในอดีตหลายอย่างก็ถึงคราวเสื่อมถอย บางอย่างปรับตัวได้ก็ไปต่อ บางอย่างปรับตัวไม่ได้ก็ค่อยๆ หายไป ในช่วงเวลาประมาณปี 2520 – 2540 ถือเป็นยุคที่คาเฟ่ได้รับความนิยมมาก

ภาพจำของคาเฟ่สมัยนั้นคือที่สุดของสถานบันเทิงไทย เป็นที่รวมตัวของผู้คนที่ต้องการความบันเทิงหลังเลิกงาน ภายในคาเฟ่มีทั้งเสียงเพลงลูกทุ่ง – ลูกกรุง มีตลกหลากหลายคณะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ความบันเทิง แน่อนว่ายุคนั้นมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจอย่างมหาศาล และคาเฟ่เหล่านี้ยังเป็นจุดกำเนิดทำให้เกิดดาราตลกที่โด่งดังมากมายมาถึงตอนนี้ด้วย
.
📌ปี 2531 – 2538 ยุคทองของ “คาเฟ่” ในเมืองไทย
.
ตำนานคาเฟ่ในเมืองไทยมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับขั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรับอิทธิพลของชาติตะวันตก เปลี่ยนจากร้านอาหารธรรมดาให้เริ่มมีเพลงสากลบรรเลง และในช่วงปี 2515 – 2520 ได้พัฒนามาสู่ไนต์คลับ
.
หลังจากนั้นก็เริ่มกลายมาเป็นรูปแบบคาเฟ่ที่เราคุ้นเคย คือมีอาหาร / เครื่องดื่ม ให้บริการ มีตลกและนักร้องมาให้บริการ หลังจากที่เริ่มมีคาเฟ่ในรูปแบบนี้เกิดขึ้น ก็เกิดอีกหลายคาเฟ่เปิดทยอยตามมา อย่างเช่น ดาราคาเฟ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกการนำ คณะตลกมาเป็นจุดขายหลัก จนกลายเป็นต้นแบบให้คาเฟ่อื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ ต้องมีตลกโชว์
.
ถ้าพูดถึงยุคทองของคาเฟ่ก็น่าจะอยู่ในช่วงปี 2531 – 2538  คาดว่าจะมีคาเฟ่ขนาดใหญ่ - ขนาดกลางรวมกันไม่ต่ำกว่า 100 – 150 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล กระจายตัวในย่านเศรษฐกิจสำคัญเช่น ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ , รัชดา-พระราม 9 , ศรีนครินทร์ - บางนา , ย่านฝั่งธนบุรี โดยมีคาเฟ่ชื่อดังที่รู้จักกันดีก็เช่น พระราม 9 คาเฟ่ , วิลล่าคาเฟ่ , เจ-อาร์ คาเฟ่ , ธนบุรีคาเฟ่ , กรุงธนคาเฟ่ , ลัดดาคาเฟ่ เป็นต้น
.
ไม่ใช่แค่การเป็นศูนย์รวมความบันเทิงเท่านั้นแต่คาเฟ่ในยุคนั้นยังใช้แสดงสัญลักษณ์ทางสังคมของคนใหญ่คนโตในสังคม อย่างเช่น โต๊ะหน้าเวทีไม่ใช่พื้นที่ที่ใครจะนั่งก็ได้ ส่วนใหญ่เป็นโต๊ะจองของ VIP เพราะการได้นั่งโต๊ะหน้าเวทีและได้รับคำทักทายจากตลกหรือนักร้องคือการประกาศบารมีอย่างหนึ่ง
.
แม้แต่ตำแหน่งกัปตันของร้านคาเฟ่ในยุคนั้นก็ต้องมีทักษะมากเพราะต้องจำรายละเอียดของแขกคนสำคัญว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ต้องการเครื่องดื่มหรืออาหารแบบไหน ชอบนักร้องคนไหน หรือชอบอะไรเป็นพิเศษ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลจำเพาะที่ทำให้แขกระดับ VIP เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
.
อีกเหตุผลน่าสนใจที่ยุคนั้นคาเฟ่รุ่งเรืองถึงขีดสุดเนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังโตแบบก้าวกระโดด เป็นยุคที่เชื่อว่าประเทศไทยกำลังจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย คนมีกำลังซื้อสูง การเจรจาธุรกิจใดๆ มักเกิดขึ้นในร้านอาหารหรือคาเฟ่ และที่สำคัญสุดคือยุคนั้นยังไม่มีสื่อออนไลน์หากต้องการดูตลกหรือฟังเพลงการไปคาเฟ่คือทางเลือกที่ดีที่สุด
.
📌รายได้ของคาเฟ่ใหญ่ๆในยุคนั้น หลักล้านบาท/วัน
.
วิเคราะห์ถึงรายได้ของคาเฟ่ในยุครุ่งเรือง คาดว่ามีเงินสะพัดรวมกันหลายพันล้านบาทต่อปี และมีกระแสเงินสดหมุนเวียนเร็วมาก อย่างเช่นพระราม 9 คาเฟ่ หรือ วิลล่าคาเฟ่ มีข้อมูลระบุว่าเคยทำรายได้ทุกช่องทางสูงกว่า 5 แสน  - 1.5 ล้านบาท/คืน ซึ่งในยุคนั้นเงินจำนวนนี้ถือว่าสูงมาก โดยรายได้มาจาก 3 ส่วนหลักๆคือ
.
✅ อาหารและมิกเซอร์ ซึ่งขายในราคาที่สูงกว่าร้านอาหารทั่วไป 2-3 เท่า เพราะต้องการให้รายได้จากส่วนนี้ครอบคลุมค่าเช่าและค่าพนักงานของร้าน
.
✅ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการเปิดเหล้านอกคือรายได้หลักที่สะท้อนกำลังซื้อของลูกค้าในยุคนั้นได้อย่างดี
.
✅ ค่าพวงมาลัย ซึ่งรายได้ส่วนนี้มีจำนวนมากในแต่ละคืนอาจมีการคล้องพวงมาลัยรวมกันหลักแสนบาท ซึ่งร้านจะหักส่วนแบ่งประมาณ 20-30% (หรือตามเงื่อนไขตกลง) เพื่อเป็นค่าบริหารจัดการส่วนที่เหลือจึงเป็นของศิลปิน
.
คาเฟ่ในยุคนั้นสร้างรายได้ดีแค่ไหนชี้วัดได้อีกอย่างคือจากการวิ่งรอกของคณะตลกต่างๆ หากเป็นคณะตลกที่มีชื่อเสียง ใน 1 คืนจะรับงานเฉลี่ย 6-10 คาเฟ่ต่อคืน
.
โดยคาดว่ายุคนั้นมีคณะตลกทั้งเล็กและใหญ่รวมกันเกือบ 100 คณะ หมุนเวียนกันแสดงไปตามคาเฟ่ต่างๆ โดยรายได้จากการแสดงในคาเฟ่เหล่านี้ถูกนำมาจ่ายให้กับสมาชิกในคณะ นอกจากเป็นยุคทองของคาเฟ่ก็ยังถือว่าเป็นยุคทองของตลกคาเฟ่ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย  
.
อย่างไรก็ดีแม้ภาพลักษณ์ของธุรกิจคาเฟ่จะสร้างรายได้ดีมาก แต่ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของผู้มีอิทธิพลและเงินสดจำนวนมาก คาเฟ่จึงต้องมี ผู้บริหาร ที่นอกจากจะเก่งเรื่องการตลาดและการบันเทิงแล้ว ยังต้องเก่งเรื่อง จิตวิทยาและการจัดการคนอย่างสูงด้วย
.
📌จากรุ่งเรืองสู่เงียบหาย คาเฟ่เมืองไทยเหลือไว้แค่ตำนาน
.
หลังจากที่พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ก็ถึงเวลาที่ธุรกิจคาเฟ่จะถึงขาลงเช่นกัน สัญญาณเริ่มชัดเจนตั้งแต่ปี 2540 และเหลือไว้แค่ตำนาน สาเหตุหลักๆ วิเคราะห์ได้ 4 ปัจจัยคือ
.
1️⃣ วิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ในยุค 80 คาเฟ่คือแหล่งรวมของบรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างและนักธุรกิจต่างๆ แต่เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งโครงการก่อสร้างหยุดชะงัก สถาบันการเงินบางแห่งถูกปิด เจ้าของธุรกิจล้มละลายกันนับไม่ถ้วน มีผลต่อรายได้ของคาเฟ่ทันที
.
สวนทางกับต้นทุน (Fixed Cost) ที่ปรับลดไม่ได้ ทั้งค่าจ้างศิลปินตลกและนักร้องให้มาแสดง รวมถึงค่าจ้างพนักงาน ตั้งแต่กัปตัน, พนักงานเสิร์ฟ ไปจนถึงเด็กรับรถ ที่แต่ละคาเฟ่อาจมีพนักงานไม่ต่ำกว่า 50 – 100 คน
.
ไม่นับรวมค่าน้ำค่าไฟค่าเช่าพื้นที่รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ อีกมากมาย
.
2️⃣ กฏหมายจัดระเบียบสังคมในปี 2547  ที่กำหนดเวลาเปิดปิดสถานบันเทิงในเวลา 00.00 น. หรือ 02.00 น. จากเดิมที่เคยเปิดได้ถึงเช้า กระทบโดยตรงต่อการทำงานของศิลปินที่ไม่สามารถวิ่งรอกได้ 6-10 แห่งเหมือนที่ผ่านมาทำให้รายได้ของศิลปินลดลง และทำให้เสน่ห์ของคาเฟ่ลดลง จำนวนลูกค้าก็เริ่มลดลงอย่างชัดเจนด้วย
.
3️⃣ การมาของ VCD และรายการทีวี  ในปี 2540 – 2548 ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ VCD เติบโตมากค่ายเพลง / ค่ายหนังเริ่มจ้างคณะตลกดังๆ มาทำแผ่นขาย ในมุมของคนที่ต้องการดูตลกการซื้อ VCD 1 แผ่นคุ้มค่ากว่าการเสียเงินไปเที่ยวคาเฟ่ จึงทำให้คาเฟ่มีรายได้ลดลงทันที
.
ผนวกกับรายการทีวีในยุคนั้นได้เริ่มจ้างตลกคาเฟ่ในรูปแบบการให้เงินเดือนประจำ มีหลายรายการที่เกิดขึ้นเช่นก่อนบ่ายคลายเครียด , สภาโจ๊ก , ชิงร้อยชิงล้าน ฯลฯ และเมื่อตลกมีชื่อเสียงจากทีวี มีโอกาสรับงานอีเวนท์มากขึ้นได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าการวิ่งโชว์ไปตามคาเฟ่ จึงทำให้เสน่ห์ของคาเฟ่เริ่มหายไปเรื่อยๆ
.
4️⃣ พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป คาเฟ่อาจจะได้รับความนิยมในคนรุ่นพ่อ (Baby Boomer) แต่สำหรับ Gen-X , และ Gen-Y มองคาเฟ่ในมุมที่ต่างไป คนรุ่นใหม่ชอบพื้นที่แบบ Pub & Restaurant มากกว่า หรือถ้าต้องการปาร์ตี้ก็ชอบรูปแบบผับบาร์ที่เปิดเพลงโดยดีเจ มีพื้นที่เต้นและแสงไฟสว่างส่องไปทั่ว ไม่ได้ต้องการพื้นที่แบบโต๊ะนั่งคุยดูนักร้องหรือตลกมาโชว์ที่คนรุ่นใหม่มองว่าสถานที่แบบนั้นมีไว้สำหรับพวกคนแก่ๆ
.
ปัจจุบันคาเฟ่ยุค 80 ที่เคยรุ่งเรืองมีเพียงแค่ตำนานให้พูดถึง คาเฟ่หลายแห่งถูกปล่อยรกร้างว่างเปล่า บ้างก็กลายเป็นสถานที่จอดรถ กรณีศึกษาของคาเฟ่ยุค 80 เป็นบทเรียนสำหรับนักธุรกิจได้อย่างดีโดยเฉพาะเรื่อง กับดักของ Fixed Cost ที่สูงเกินไป ธุรกิจที่จะอยู่รอดต้องสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายตามรายได้ที่เข้ามาจริง และต้องมีแผนรับมือกับการถูก Disrupt โดยเทคโนโลยี
.
ที่สำคัญสุดคือต้องพยายามสร้างลูกค้าใหม่ให้มีต่อเนื่อง การอาศัยเพียงแต่ฐานลูกค้าเดิมที่มีแต่จะหายไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เติมลูกค้าใหม่เข้ามาสุดท้ายธุรกิจก็ไปไม่รอด  การทำธุรกิจในยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแต่ใครเร็วกว่าปรับตัวได้ดีกว่าก็มีโอกาสอยู่รอดต่อไปได้นานขึ้น
.
ที่มา : ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่