สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปที่กำลังหัวหมุนกับการผ่อนบ้าน หรือมีแผนจะซื้อบ้านในอนาคตอันใกล้
ผมนี่แหละครับ ตัวแทนหมู่บ้านของคนเคยเครียดกับดอกเบี้ยบ้านที่พุ่งปรี๊ดเหมือนจะไปแตะขอบฟ้า แต่ตอนนี้สบายใจเฉิบแล้ว! วันนี้ผมเลยอยากมาแบ่งปันเคล็ดลับเด็ดที่เปลี่ยนชีวิตคนผ่อนบ้านให้ฟินขึ้นเป็นกอง นั่นก็คือ "การรีไฟแนนซ์บ้าน" นั่นเองครับ! หลายคนอาจจะเคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทำยังไง แล้วมันดีจริงเหรอ? บอกเลยว่าดีจริง ยิ่งกว่าดี! ถ้าคุณไม่ทำ บอกเลยว่าพลาด!
รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร?
เอาแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ มันก็เหมือนกับการ "เปลี่ยนคู่" ครับ! ไม่ใช่คู่ชีวิตนะ! แต่เป็นการเปลี่ยน "สถาบันการเงิน" ที่เรากู้เงินผ่อนบ้านอยู่ จากธนาคารเดิม ไปหาธนาคารใหม่ ที่เขาเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่า ดอกเบี้ยถูกกว่า หรืออาจจะเพิ่มวงเงินให้เราเอาไปใช้จ่ายอื่นๆ ได้ด้วย (ถ้ามี) พูดง่ายๆ คือเราไปหาคู่ใหม่ที่ดีกว่าเดิมนั่นแหละครับ! ซึ่งปกติแล้วเราจะทำกันเมื่อผ่อนกับธนาคารเดิมมาได้สัก 3 ปี หรือครบกำหนดสัญญาโปรโมชันของธนาคารเดิมนั่นเองครับ
ทำไมต้องรีไฟแนนซ์? มันดีต่อใจยังไง?
โอ้โห! ถามว่าทำไมต้องรีไฟแนนซ์เนี่ย มันเหมือนถามว่าทำไมเราต้องหาโปรโมชันโทรศัพท์ถูกๆ ใช้ หรือทำไมต้องหาของลดราคาครับ? ก็เพราะมันช่วย "ประหยัดเงิน" ในกระเป๋าเราได้เป็นแสนๆ บาทเลยนะ!
1. ลดดอกเบี้ยมหาศาล นี่คือเหตุผลหลักเลยครับ! ดอกเบี้ยที่ลดลงไปแค่ 0.5% - 1% ต่อปี ดูเหมือนน้อยใช่ไหมครับ? แต่คิดดูสิครับ กู้บ้านเป็นล้าน เป็นสิบล้าน แถมผ่อนกัน 20-30 ปีเนี่ย ดอกเบี้ยมันทบไปเรื่อยๆ พอได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง มันเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยครับ เงินส่วนต่างตรงนี้เอาไปทำอะไรได้อีกเยอะ!
2. ผ่อนหมดไวขึ้น เมื่อดอกเบี้ยถูกลง เงินที่เราจ่ายไปในแต่ละเดือนก็จะไปตัดเงินต้นได้มากขึ้นครับ ผลลัพธ์คือเราจะสามารถผ่อนบ้านหมดได้เร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย! บางคนลดไปได้เป็นปีๆ เลยนะครับ ลองคิดดูสิครับว่าเราจะหลุดพ้นจากภาระนี้เร็วขึ้นไปอีกกี่ปี มันน่าภูมิใจขนาดไหน!
3. ลดภาระผ่อนต่อเดือน บางทีเราอาจจะอยากให้ยอดผ่อนต่อเดือนเบาลง จะได้มีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น การรีไฟแนนซ์ก็ช่วยได้ครับ เพราะได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง เราก็สามารถเลือกให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงได้ หรือจะคงยอดเดิมไว้แต่เงินต้นลดเร็วขึ้นก็ได้ครับ
4. เพิ่มสภาพคล่อง (Cash Out) ข้อนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินก้อนไปลงทุน หรือใช้จ่ายฉุกเฉินครับ บางธนาคารจะเสนอให้เรากู้เพิ่มจากวงเงินเดิม โดยใช้บ้านหลังเดิมเป็นหลักประกัน ซึ่งดอกเบี้ยก็จะถูกกว่าการกู้สินเชื่อส่วนบุคคลเยอะเลยครับ แต่อย่าลืมนะว่าเราก็จะเพิ่มภาระผ่อนเข้าไปอีก ต้องคิดให้ดีๆ นะครับ
เมื่อไหร่คือเวลาที่ใช่ในการรีไฟแนนซ์?
โดยทั่วไปแล้วครับ ช่วงเวลาทองคำคือ "เมื่อครบ 3 ปี" ที่เราผ่อนกับธนาคารเดิมครับ เพราะส่วนใหญ่โปรโมชันดอกเบี้ยถูกๆ ของธนาคารเดิมจะหมดลงในช่วงนี้ และหลังจาก 3 ปีไปแล้ว ดอกเบี้ยจะพุ่งพรวดแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ!
แต่ถ้าธนาคารเดิมของคุณมีเงื่อนไข "ห้ามรีไฟแนนซ์ก่อนกี่ปี" ก็ต้องไปดูสัญญาดีๆ นะครับ ไม่งั้นอาจจะเจอค่าปรับมหาโหดได้ (อันนี้เจอมาแล้วครับ เกือบซวย!)
เตรียมตัวยังไงให้พร้อม เหมือนจะไปรบ?
ไม่ต้องห่วงครับ ไม่ยากอย่างที่คิด!
1. เช็คสัญญาธนาคารเดิม ดูก่อนเลยว่าเราติดสัญญาห้ามรีไฟแนนซ์กี่ปี มีค่าปรับอะไรไหม
2. ประเมินเครดิตตัวเอง สำคัญมากครับ! ลองเช็คเครดิตบูโร (Credit Bureau) ของตัวเองดูว่าสถานะเป็นยังไง มีหนี้เสียอะไรไหม ถ้าเครดิตดี การขอรีไฟแนนซ์ก็จะง่ายขึ้นเยอะครับ
3. เตรียมเอกสารให้พร้อม เอกสารสำคัญเยอะหน่อยครับ ทั้งสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง โฉนดบ้าน สัญญาเงินกู้เดิม ฯลฯ เหมือนตอนยื่นกู้รอบแรกเป๊ะๆ เลยครับ
4. สำรวจตลาด ลองติดต่อธนาคารต่างๆ เพื่อขอสอบถามโปรโมชันรีไฟแนนซ์ครับ อย่าเพิ่งเลือกธนาคารแรกที่เจอ ลองเปรียบเทียบข้อเสนออย่างน้อย 2-3 แห่ง เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุด
ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์ (ง่ายกว่าที่คิดเยอะ!)
1. ยื่นเรื่องขอสินเชื่อกับธนาคารใหม่ เตรียมเอกสารครบปุ๊บก็ยื่นเรื่องได้เลยครับ
2. รอผลอนุมัติ ธนาคารใหม่จะใช้เวลาพิจารณาและประเมินหลักประกันของเราครับ
3. แจ้งธนาคารเดิม เมื่อธนาคารใหม่ส่งเรื่องอนุมัติมาแล้ว เราก็เอาไปแจ้งธนาคารเดิมของเราว่าจะทำการรีไฟแนนซ์ครับ
4. ทำสัญญาที่กรมที่ดิน ขั้นตอนนี้จะคล้ายกับการซื้อขายบ้านเลยครับ ต้องไปทำเรื่องไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเดิม และจดจำนองใหม่กับธนาคารใหม่ที่กรมที่ดิน มีค่าธรรมเนียมต่างๆ เล็กน้อยครับ
5. เสร็จสิ้น! ทีนี้เราก็ผ่อนบ้านกับธนาคารใหม่ด้วยดอกเบี้ยสุดคุ้มได้แล้วครับ
ข้อควรระวัง (อันนี้สำคัญมาก!)
ค่าใช้จ่ายแฝง การรีไฟแนนซ์มีค่าใช้จ่ายนะครับ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่กรมที่ดิน ค่าประเมินหลักประกัน ค่าอากรแสตมป์ ฯลฯ ซึ่งบางธนาคารอาจจะมีโปรโมชันฟรีค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ลองสอบถามดูให้ดีครับ
คำนวณจุดคุ้มทุน ลองคำนวณดูว่าค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ทั้งหมด เทียบกับดอกเบี้ยที่เราประหยัดได้ มันคุ้มค่ากันไหม บางทีถ้ากู้เหลือวงเงินน้อยแล้ว หรือเหลือระยะเวลาผ่อนไม่เยอะ การรีไฟแนนซ์อาจจะไม่คุ้มก็ได้ครับ
สรุปคือ การรีไฟแนนซ์บ้านเนี่ย เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลังมากๆ ครับ ถ้าใช้ถูกจังหวะและวางแผนดีๆ มันจะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มหาศาล และผ่อนบ้านหมดไวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อครับ
หวังว่าข้อมูลที่ผมเอามาฝากวันนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ ใครมีคำถาม หรือประสบการณ์รีไฟแนนซ์เด็ดๆ อยากแชร์ ก็มาคุยกันได้เลยนะครับ!
ขอให้ทุกคนผ่อนบ้านหมดไวๆ แล้วมาฉลองกันครับ!
รักนะ จุ๊บๆ
ครับ
รีไฟแนนซ์บ้าน: ปลดล็อกดอกเบี้ยมหาโหด! เทคนิคผ่อนสบาย หมดหนี้ไว มีเงินเหลือใช้
ผมนี่แหละครับ ตัวแทนหมู่บ้านของคนเคยเครียดกับดอกเบี้ยบ้านที่พุ่งปรี๊ดเหมือนจะไปแตะขอบฟ้า แต่ตอนนี้สบายใจเฉิบแล้ว! วันนี้ผมเลยอยากมาแบ่งปันเคล็ดลับเด็ดที่เปลี่ยนชีวิตคนผ่อนบ้านให้ฟินขึ้นเป็นกอง นั่นก็คือ "การรีไฟแนนซ์บ้าน" นั่นเองครับ! หลายคนอาจจะเคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทำยังไง แล้วมันดีจริงเหรอ? บอกเลยว่าดีจริง ยิ่งกว่าดี! ถ้าคุณไม่ทำ บอกเลยว่าพลาด!
รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร?
เอาแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ มันก็เหมือนกับการ "เปลี่ยนคู่" ครับ! ไม่ใช่คู่ชีวิตนะ! แต่เป็นการเปลี่ยน "สถาบันการเงิน" ที่เรากู้เงินผ่อนบ้านอยู่ จากธนาคารเดิม ไปหาธนาคารใหม่ ที่เขาเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่า ดอกเบี้ยถูกกว่า หรืออาจจะเพิ่มวงเงินให้เราเอาไปใช้จ่ายอื่นๆ ได้ด้วย (ถ้ามี) พูดง่ายๆ คือเราไปหาคู่ใหม่ที่ดีกว่าเดิมนั่นแหละครับ! ซึ่งปกติแล้วเราจะทำกันเมื่อผ่อนกับธนาคารเดิมมาได้สัก 3 ปี หรือครบกำหนดสัญญาโปรโมชันของธนาคารเดิมนั่นเองครับ
ทำไมต้องรีไฟแนนซ์? มันดีต่อใจยังไง?
โอ้โห! ถามว่าทำไมต้องรีไฟแนนซ์เนี่ย มันเหมือนถามว่าทำไมเราต้องหาโปรโมชันโทรศัพท์ถูกๆ ใช้ หรือทำไมต้องหาของลดราคาครับ? ก็เพราะมันช่วย "ประหยัดเงิน" ในกระเป๋าเราได้เป็นแสนๆ บาทเลยนะ!
1. ลดดอกเบี้ยมหาศาล นี่คือเหตุผลหลักเลยครับ! ดอกเบี้ยที่ลดลงไปแค่ 0.5% - 1% ต่อปี ดูเหมือนน้อยใช่ไหมครับ? แต่คิดดูสิครับ กู้บ้านเป็นล้าน เป็นสิบล้าน แถมผ่อนกัน 20-30 ปีเนี่ย ดอกเบี้ยมันทบไปเรื่อยๆ พอได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง มันเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยครับ เงินส่วนต่างตรงนี้เอาไปทำอะไรได้อีกเยอะ!
2. ผ่อนหมดไวขึ้น เมื่อดอกเบี้ยถูกลง เงินที่เราจ่ายไปในแต่ละเดือนก็จะไปตัดเงินต้นได้มากขึ้นครับ ผลลัพธ์คือเราจะสามารถผ่อนบ้านหมดได้เร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย! บางคนลดไปได้เป็นปีๆ เลยนะครับ ลองคิดดูสิครับว่าเราจะหลุดพ้นจากภาระนี้เร็วขึ้นไปอีกกี่ปี มันน่าภูมิใจขนาดไหน!
3. ลดภาระผ่อนต่อเดือน บางทีเราอาจจะอยากให้ยอดผ่อนต่อเดือนเบาลง จะได้มีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น การรีไฟแนนซ์ก็ช่วยได้ครับ เพราะได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง เราก็สามารถเลือกให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงได้ หรือจะคงยอดเดิมไว้แต่เงินต้นลดเร็วขึ้นก็ได้ครับ
4. เพิ่มสภาพคล่อง (Cash Out) ข้อนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินก้อนไปลงทุน หรือใช้จ่ายฉุกเฉินครับ บางธนาคารจะเสนอให้เรากู้เพิ่มจากวงเงินเดิม โดยใช้บ้านหลังเดิมเป็นหลักประกัน ซึ่งดอกเบี้ยก็จะถูกกว่าการกู้สินเชื่อส่วนบุคคลเยอะเลยครับ แต่อย่าลืมนะว่าเราก็จะเพิ่มภาระผ่อนเข้าไปอีก ต้องคิดให้ดีๆ นะครับ
เมื่อไหร่คือเวลาที่ใช่ในการรีไฟแนนซ์?
โดยทั่วไปแล้วครับ ช่วงเวลาทองคำคือ "เมื่อครบ 3 ปี" ที่เราผ่อนกับธนาคารเดิมครับ เพราะส่วนใหญ่โปรโมชันดอกเบี้ยถูกๆ ของธนาคารเดิมจะหมดลงในช่วงนี้ และหลังจาก 3 ปีไปแล้ว ดอกเบี้ยจะพุ่งพรวดแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ!
แต่ถ้าธนาคารเดิมของคุณมีเงื่อนไข "ห้ามรีไฟแนนซ์ก่อนกี่ปี" ก็ต้องไปดูสัญญาดีๆ นะครับ ไม่งั้นอาจจะเจอค่าปรับมหาโหดได้ (อันนี้เจอมาแล้วครับ เกือบซวย!)
เตรียมตัวยังไงให้พร้อม เหมือนจะไปรบ?
ไม่ต้องห่วงครับ ไม่ยากอย่างที่คิด!
1. เช็คสัญญาธนาคารเดิม ดูก่อนเลยว่าเราติดสัญญาห้ามรีไฟแนนซ์กี่ปี มีค่าปรับอะไรไหม
2. ประเมินเครดิตตัวเอง สำคัญมากครับ! ลองเช็คเครดิตบูโร (Credit Bureau) ของตัวเองดูว่าสถานะเป็นยังไง มีหนี้เสียอะไรไหม ถ้าเครดิตดี การขอรีไฟแนนซ์ก็จะง่ายขึ้นเยอะครับ
3. เตรียมเอกสารให้พร้อม เอกสารสำคัญเยอะหน่อยครับ ทั้งสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง โฉนดบ้าน สัญญาเงินกู้เดิม ฯลฯ เหมือนตอนยื่นกู้รอบแรกเป๊ะๆ เลยครับ
4. สำรวจตลาด ลองติดต่อธนาคารต่างๆ เพื่อขอสอบถามโปรโมชันรีไฟแนนซ์ครับ อย่าเพิ่งเลือกธนาคารแรกที่เจอ ลองเปรียบเทียบข้อเสนออย่างน้อย 2-3 แห่ง เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุด
ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์ (ง่ายกว่าที่คิดเยอะ!)
1. ยื่นเรื่องขอสินเชื่อกับธนาคารใหม่ เตรียมเอกสารครบปุ๊บก็ยื่นเรื่องได้เลยครับ
2. รอผลอนุมัติ ธนาคารใหม่จะใช้เวลาพิจารณาและประเมินหลักประกันของเราครับ
3. แจ้งธนาคารเดิม เมื่อธนาคารใหม่ส่งเรื่องอนุมัติมาแล้ว เราก็เอาไปแจ้งธนาคารเดิมของเราว่าจะทำการรีไฟแนนซ์ครับ
4. ทำสัญญาที่กรมที่ดิน ขั้นตอนนี้จะคล้ายกับการซื้อขายบ้านเลยครับ ต้องไปทำเรื่องไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเดิม และจดจำนองใหม่กับธนาคารใหม่ที่กรมที่ดิน มีค่าธรรมเนียมต่างๆ เล็กน้อยครับ
5. เสร็จสิ้น! ทีนี้เราก็ผ่อนบ้านกับธนาคารใหม่ด้วยดอกเบี้ยสุดคุ้มได้แล้วครับ
ข้อควรระวัง (อันนี้สำคัญมาก!)
ค่าใช้จ่ายแฝง การรีไฟแนนซ์มีค่าใช้จ่ายนะครับ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่กรมที่ดิน ค่าประเมินหลักประกัน ค่าอากรแสตมป์ ฯลฯ ซึ่งบางธนาคารอาจจะมีโปรโมชันฟรีค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ลองสอบถามดูให้ดีครับ
คำนวณจุดคุ้มทุน ลองคำนวณดูว่าค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ทั้งหมด เทียบกับดอกเบี้ยที่เราประหยัดได้ มันคุ้มค่ากันไหม บางทีถ้ากู้เหลือวงเงินน้อยแล้ว หรือเหลือระยะเวลาผ่อนไม่เยอะ การรีไฟแนนซ์อาจจะไม่คุ้มก็ได้ครับ
สรุปคือ การรีไฟแนนซ์บ้านเนี่ย เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลังมากๆ ครับ ถ้าใช้ถูกจังหวะและวางแผนดีๆ มันจะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มหาศาล และผ่อนบ้านหมดไวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อครับ
หวังว่าข้อมูลที่ผมเอามาฝากวันนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ ใครมีคำถาม หรือประสบการณ์รีไฟแนนซ์เด็ดๆ อยากแชร์ ก็มาคุยกันได้เลยนะครับ!
ขอให้ทุกคนผ่อนบ้านหมดไวๆ แล้วมาฉลองกันครับ!
รักนะ จุ๊บๆ
ครับ