วันก่อนผมยังตกใจที่โทนี่ เฟอร์นันเดสออกมาวิจารณ์ AOT แต่วันนี้ยิ่งตกใจมากกว่าที่ AOT ออกมาตอบในโทนแบบนี้
ทอท. ยันปรับค่า PSC เป็นประโยชน์ของประเทศ ดึงรายได้พัฒนาสนามบิน นอกจากเหตุผลจะยังดูไม่ค่อยแข็งแล้ว มันยังให้ฟีลตั้งรับมากกว่าเปิดรับฟังหรือหาทางปรับปรุง เท่าที่ควรจะเป็นด้วยซ้ำ จริง ๆ มันคล้าย ๆ โหมดของฝ่ายบริการลูกค้า เวลาเจอ complaint คือรีบอธิบาย รีบป้องกันตัวเองมากกว่าจะโฟกัสที่แก้ปัญหา พอเป็นแบบนั้นไปนานๆ มันก็เลยกลายเป็นว่าภารกิจหลักคือ “กันตัวเอง” มากกว่า “แก้ระบบ”สุดท้ายก็ไม่แปลกที่เวลาไปเทียบกับสนามบินเพื่อนบ้าน อันดับมันเลยไม่ขยับเท่าที่ควร ทั้งที่เรื่องค่า PSC หรือโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่ได้ต่างกันมากแล้วก็ตาม
ปัญหาของย่อหน้านี้คือ
1) “1% low-cost” = การทำให้ประเด็นเล็กเกินจริง (minimization framing) มันไม่ได้สะท้อนผลกระทบจริงต่อผู้โดยสารเพราะ LCC อาจมี volume สูงในบางเส้นทาง/บางสนามบิน และผลกระทบ “กระจายต่อผู้บริโภค/ราคา” ไม่ได้อยู่ที่สัดส่วนสายการบินอย่างเดียว
2) “เสียงส่วนใหญ่ = ต้องถูกกว่า” = Fallacy แม้ full service จะเยอะกว่า แต่ไม่ได้แปลว่า policy ต้อง ignore minority นโยบายโครงสร้างพื้นฐานปกติควร balance stakeholder ไม่ใช่ majority rule แบบตรงตัว มันไม่ใช่การบริหารบริษัทที่ไม่แคร์ลูกค้าส่วนน้อยก็ได้ อันนี้คือโครงสร้างประเทศ
3) “คัดค้าน = ประเทศเสียประโยชน์” = slippery slope fallacy/framing เป็นการโยงมั่วจาก “ไม่เห็นด้วยกับราคา” → “ประเทศจะพัฒนาช้า” แต่ไม่มี causal evidence ในย่อหน้า จึงดูเป็นการ “กดน้ำหนักทางการเมือง” มากกว่า argument ส่วน ประโยคที่โยงว่า “สายการบินไทยเรียกร้องไม่ได้” + “อาจเสียผลประโยชน์ประเทศ” มันทำให้ฝั่งคัดค้านดูเป็น “ตัวถ่วง” โดยอัตโนมัติ
สนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหาหลายอย่างที่คนพูดถึงกันมานาน ทั้งห้องน้ำไม่พอ รถติดตรงโซนรับ–ส่ง ไม่มีที่นั่งรอหน้าเกต ระบบสแกนหน้ายังใช้ไม่ครบ แล้วก็เรื่องควันบุหรี่ในสนามบิน หลายเรื่องพอถูกพูดถึงในโซเชียล ถึงเริ่มมีการขยับแก้ทีหลัง อย่างควันบุหรี่ที่เป็นปัญหามานาน หรือระบบไบโอเมตริกที่ก็มีเสียงสะท้อนก่อนแล้วค่อยค่อยขยายใช้จริง แม้แต่กรณีคลิปจากด่านตรวจคนเข้าเมืองที่เป็นประเด็น ก็กลายเป็นกระแสใหญ่จนมีการพูดถึงในต่างประเทศเลยรู้สึกว่าเสียงวิจารณ์จากคนข้างนอก ไม่ได้เป็นตัวถ่วงเสมอไป บางทีก็เป็นตัวเร่งให้ของที่ควรแก้ มันได้ถูกแก้จริงๆ ด้วยซ้ำ
4) เทียบสนามบินเพื่อนบ้าน = selective comparison fallacy เป็นการเลือกตัวที่สนับสนุน narrative (แพงกว่า) แต่ไม่พูดบริบทอื่น เช่นโครงสร้างรายได้/ค่าครองชีพ/ปริมาณผู้โดยสาร ไม่พูดถึงตัวเลือกอื่นเช่น มาเลเซีย เวียดนาม
ปัญหาอยู่ที่ย่อหน้าสุดท้าย
จริงๆ การยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารมันไม่ได้มาจากการทุ่มเงินอย่างเดียว มันมีแบบใช้เงินและไม่ใช้เงิน
- แบบใช้เงิน: เทคโนโลยีช่วยได้ก็จริง
- แบบไม่ใช้เงิน: แต่เรื่องท่าที การรับฟัง หรือการไม่ทำตัวเหมือนอยู่คนละฝั่งกับผู้โดยสารกับสายการบินก็สำคัญเหมือนกัน บางอย่างไม่ต้องใช้งบเลย แต่มีผลกับความรู้สึกคนมากกว่าอีก ถ้าบริหารแบบไม่ค่อยฟังกัน ต่อให้ระบบดีแค่ไหน มันก็ยังรู้สึกไม่โอเคอยู่ดี และมันก็ยากจะไปเทียบสนามบินอย่างชางงีได้ ทั้งที่ชางงีก็มักถูกเอามาเป็นตัวอย่างเวลาอ้างเรื่อง PSC เพราะสุดท้ายปัญหามันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือวิธีคิดและท่าทีในการให้บริการด้วย
AOT ตอบโต้โทนี่ เฟอร์นันเดสเรื่องขึ้นค่า PSC: เหมาะสมแค่ไหน?
ปัญหาของย่อหน้านี้คือ
ปัญหาอยู่ที่ย่อหน้าสุดท้าย