บันทึกประจำวัน ปฏิบัติธรรมวัดหนองป่าพง ระยะเวลา 8 วัน วันที่ 4-11 เม.ย. 69

การเตรียมตัว

การเข้าปฏิบัติธรรมสามารถ Walk-in เข้าไปได้เลยค่ะ
ผู้ชาย: เป็นชุดปฏิบัติธรรมสีขาวทั้งเสื้อและกางแกง
ผู้หญิง: เป็นชุดปฏิบัติธรรมเสื้อขาวแขนสามส่วนกับสไบสีขาว และกระโปรงหรือผ้าถุงสีดำเท่านั้น
อุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัว: สบู่, ยาสีฟัน, แปรงสีฟัน, แชมพู (แบบกลิ่นอ่อนๆ) และผงซักฟอกค่ะ นอกจากนี้จะเป็นพวก สารส้มดับกลิ่นตัว, นาฬิกาปลุก, ไฟฉาย (จำเป็นต้องใช้มากๆ เพราะเป็นทางเดินในป่าไม่ได้ปูด้วยปูนซีเมนต์และทางก็มืดมากๆ), แว่นตา (สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางสายตา) และยาประจำตัว (ถ้ามี) หรือผ้าอนามัย
ส่วนเสื่อนอน หมอน ผ้าห่ม ทางวัดและสำนักชีมีใว้ให้ค่ะ
ข้อแนะนำ: ผู้หญิงไม่ควรไปช่วงที่เป็นประจำเดือนค่ะ โดยเฉพาะคนที่มีอาการหนักๆ เช่นปวดท้องมากๆ ปวดตามสะโพกอะไรแบบนี้ ไม่ได้มีการถืออะไรหรอกนะคะ แต่เพราะมันเหนื่อย และเพลียเอามากๆ ค่ะ

คำนำ
          ในการไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเราค่ะ ไปด้วยกันกับแฟนซึ่งไปบวชเป็นผ้าขาวถือศีล 8 เหมือนกัน แต่อยู่แยกขาดกันคนละโซนเลยค่ะ นี่ก็เป็นครั้งแรกของแฟนเหมือนกัน ในส่วนฝั่งผู้ชายจะลงรายละเอียดในตอนท้ายสุดค่ะ ที่ตัดสินใจไปเพราะเราตั้งใจจะไปกันนานมากแล้ว วางแผนกันเป็นปีเลย แล้วก่อนจะไปเราสัมภาษณ์งานได้ค่ะ เป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษออนไลน์ ซึ่งตรงนี้เพื่อนเราเป็นเจ้าของบริษัทอยู่แล้วจึงไม่ได้บนบานอะไรไว้ ส่วนตัวคิดว่าเราก็มีดีพอตัวอยู่แล้วด้วย พอได้งานก็บอกกับเพื่อนว่าจะยังไม่รับงานนะ ขอไปปฏิบัติธรรมแล้วค่อยกลับมาเตรียมเอกสารการสอนให้เรียบร้อยก่อน เพื่อนเราก็โอเค ก่อนที่จะไปเราเตรียมหาข้อมูลเยอะมากๆ เพราะข้อแรกมันไกลค่ะ เราอยู่ชัยบาดาล, ลพบุรี ระยะทางไปอุบลก็ไกลอยู่นะ ดีที่ไม่ต้องโทรจองสามารถ Walk-in ได้เลย แต่ต้องดูว่าเป็นช่วงวันที่ไม่มีกิจกรรม+ประจำปีของทางวัดนะ ซึ่งเราก็ไม่ทราบข้อมูลพวกนี้อาจจะต้องไปอ่านรายละเอียดหน้าเว็บของวัดเอาเองอีกที และข้อที่สองของใช้ต่างๆ ควรพร้อมและครบถ้วนถ้าซื้อแล้วไม่ได้ใช้ก็เสียดายตัง ค่าชุดปฏิบัติธรรม 1 คนต่อ 2 ชุดก็หมดไปรวมๆ 2,560 บาทแล้วค่ะ
          ในส่วนของการปฏิบัติธรรมที่วัดนี้จะไม่มีการสอนเป็นคอสเหมือนที่อื่นๆ เค้าทำกันค่ะ จะเป็นการปฏิบัติด้วยตัวเอง มาถึงจุดนี้ก็อยากจะแชร์ให้กับคนที่กำลังตัดสินใจอยู่ค่ะ ถ้าอยากได้เป็นคอสขอแนะนำไปที่วัดอื่นค่ะ เราจะได้ไม่ผิดหวังกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ จิตใจจะได้ไม่มัวหมอง ในระหว่างที่เราปฏิบัติงานตามกิจของวัดด้วยค่ะ ซึ่งก็เยอะมากๆ พอสมควร จนทำให้เพื่อนคนนึงที่เข้ามาบวชทีหลังเราถึงกับบ่นอุบว่ามาแล้วเหมือนไม่ได้มาปฏิบัติธรรมเลย ทีวัดป่านานาชาติที่เป็นเครือเดียวกันเค้ามีให้ทำแบบไม่ต้องมาทำงานแบบนี้ (เค้าคงไม่ได้หาข้อมูลก่อนมาปฏิบัติธรรมก่อนแน่ๆ คงคิดว่าการฏิบัติจะเหมือนกันทุกวัดมั้งคะ) คือเราต้องรู้พื้นฐานของการปฏิบัติธรรมของวัดหนองป่าพงก่อน ที่นี่จะเน้นการมองดูจิตของเรากำลังทำอะไร มีสติรู้ในอิริยาบท 4 ประมาณนี้ค่ะ
การปฏิบัติธรรมมันก็เหมือนเรากินอาหารนะ รสใครรสมัน ชอบแบบไหนให้กินแบบนั้น หากอยากเข้าใจมากกว่านี้ลองไปฟังเรื่องอุปลมณี (หลวงปู่ชา) ที่หลวงพ่อจันดี กนฺตสาโร ได้กรุณาอ่านหนังสือแล้วอัดคลิปเสียงไว้ในยูทูปดูค่ะ ฟังช่วงตอนที่ 1 และ 13 ก็น่าจะพอเข้าใจเรื่องราวความเป็นมาและภาพรวมต่างๆ ได้มากขึ้นค่ะ ตามลิงค์นี้ได้เลยค่ะ => คลิก!!!
          อย่างไรก็ตาม สำหรับเราที่เห็นชัดเจนเลยนะ คือแม่ชีที่นี่มักจะคอยสอดแทรกการสอนช่วงที่เราทำงานกันมากกว่า เช่น ชี้ให้เราเห็นว่า หากเราไม่มีสติตอนใช้มีดทำอาหารก็จะถูกมีดบาด หรือเผลอยืนดื่มน้ำ และชี้ให้เห็นถึงการที่เราได้ทำกิจฯ ของวัดก็เหมือนได้ทำบุญไปในตัว ฯลฯ ซึ่งถ้าเราไม่ได้พิจารณาตามดีๆ จะไม่เห็นเลย

ปฏิบัติธรรมวันที่ 1 (4/4/69)
          ออกเดินทางจากบ้าน (ชัยบาดาล) ตี 5:10 น. จริงๆ ตั้งใจว่าจะออกตี 4 ครึ่ง มัวแต่เช็คบ้านและที่ออกล่าช้าหน่อยเพราะนึกว่าตัวเองลืมปิดประตูหลังบ้านเลยต้องวกกลับมาเช็คอีกรอบ ดีนะที่ไปยังไม่ไกล
          ถึงวัดหนองป่าพงเวลา 13:40 น. ระหว่างทางจากบ้านไปวัดหนองป่าพงแวะเข้าห้องน้ำและหาอะไรกิน แวะรวมๆ ประมาณ 3 ปั๊มได้มั้ง ก่อนถึงวัดก็แวะอีกปั๊มที่ใกล้ที่สุดเพื่อเติมน้ำมัน สำรองไว้ตอนกลับ คือช่วงที่เรามาปฏิบัติธรรมดันมีเหตุการณ์ไม่สงบของโลก คืออเมริการ่วมมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านทำให้น้ำมันในไทยมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนค่ะ เลยต้องเตรียมไว้ก่อน
          เข้าไปในวัดก็รู้สึกได้ถึงความเงียบ สงบ และความขลังแบบที่ใครสักคนต้องขนลุกตื่นเต้นเหมือนได้ไปคอนฯ ของศิลปินที่ชอบ ใช่ค่ะ… เราศรัทธาในธรรมเนียมปฏิบัติของหลวงปู่ชาพอได้เข้ามาในที่ๆ ท่านเคยอยู่ที่นี่ก็แอบขนลุกอยู่ไม่น้อยเลย
เอาล่ะ มาเริ่มกันที่การลงทะเบียนเลย เราต้องขับรถหาตึกประชาสัมพันธ์ก่อนเพื่อเข้าลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ในการขอเข้าปฏิบัติธรรมว่าจะอยู่ถึงวันที่เท่าไหร่ มากับใคร และแจ้งเบอร์ที่สามารถติดต่อได้หากมีกรณีฉุกเฉิน การลงทะเบียนใช้เวลาไม่นานนัก เพราะใช้แค่บัตรประชาชนไปเสียบกับเครื่องอ่านก็จบแล้ว มีกรอกรายละเอียดเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นอันสำเร็จค่ะ ตรงนี้จะมีหลวงพ่อท่านดูแลจุดประชาสัมพันธ์นี้ตลอด และท่านก็จะยื่นกำหนดการกิจกรรมปฏิบัติธรรมให้เราได้รับทราบค่ะ พอเราอ่านกำหนดการเสร็จ หลวงพ่อท่านกล่าวว่า “ฝ่ายชายไม่เท่าไหร่แต่ฝ่ายหญิงจะหนักหน่อยนะ เพราะต้องเข้าครัวแต่เช้ามืด” ซึ่งทางเราเองก็พอทราบจากการหาข้อมูลอยู่แล้วเลยแอบกังวลอยู่ว่าจะทำได้ไหมนะ ได้แค่ยิ้มอ่อนๆ ตอบท่านว่า “ก็พอทราบอยู่บ้างค่ะ หนูก็กลัวๆ อยู่เหมือนกัน แต่ก็สู้นะคะ”
          หลังจากที่ลงทะเบียนเสร็จ แฟนเราก็ขับรถไปส่งเราที่เขตสำนักชี ผู้ชายสามารถเข้าไปได้ค่ะ เฉพาะแค่เข้าไปส่งนะเพราะทางไปเขตสำนักชีค่อนข้างไกลเลย หลังจากที่เอากระเป๋าออกมาแล้ว ให้เราเข้าไปหาแม่ชีระเบียบก่อนเลยค่ะ แม่ชีจะให้เรากรอกข้อมูลต่างๆ ในแฟ้มที่ท่านเก็บไว้เอง รายละเอียดไม่เยอะแค่อยากรู้ความเป็นมาเฉยๆ เช่น ชื่ออะไร มาจากจังหวัดไหน มากับใคร มีอาชีพอะไร แล้วท่านก็จะถามเราว่า มาบวชด้วยสาเหตุอะไร จากนั้นท่านก็จะให้เราไล่ศีล 8 ให้ฟังจากนั้นแม่ชีจะทบทวนศีล 8 แต่ละข้อจะมีการย้ำในเรื่องต่างๆ และการพูดคุยกับเพศตรงข้าม บอกกฏบางอย่างเช่นการดื่มน้ำต้องนั่งดื่ม การกราบต้องกราบให้ถูกและต้องดูจังหวะคนอื่นให้ขึ้นลงพร้อมๆ กับเค้าเพื่อความสวยงาม ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมแม่ชีระเบียบบอกว่า “ให้เราดูที่จิตของเราตลอดเวลาไม่ว่าจะทำอะไรให้สำนึกรู้ตัวอยู่เสมอ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขในอดีตได้”
จบจากการคุยกันเสร็จแล้ว แม่ชีระเบียบจะก็ให้กุญแจห้องเรามาค่ะ เราได้ห้องเบอร์ 7 ข้างในมีแคร่นอน 1 หลังแค่นั้น ด้านในสุดของโถงตึกผู้ปฏิบัติธรรมเค้ามีตู้เก็บหมอน ผ้าห่มไว้ ให้เราเลือกได้ตามใจเลยค่ะ แต่ก็ฟิวเสื่อผืนหมอนใบอ่ะนะ และแถวๆ โถงหน้าห้องก็จะมีพัดลมให้ ก็เลือกเอาสักตัวเอาเข้าห้องได้เลย ของที่เป็นส่วนกลางสามารถหยิบใช้ได้เลยค่ะ ถ้าไม่ใช้แล้วก็วางไว้ตามเดิม ในตึกจะมีกาน้ำ และน้ำดื่มไว้ให้ค่ะ ถ้าของส่วนกลางบางอย่างหมดก็เดินไปขอแม่ชีระเบียบได้เลย ตรงนี้จะเน้นย้ำเรื่องของใช้ด้วยนะคะ ใช้แล้วต้องปิดด้วยค่ะ
          เนื่องจากเราเข้าไปก็ช่วงบ่าย 2 แล้วเลยได้เริ่มทำงานเลยค่ะ งานแรกของเราคือไปทำความสะอาดศาลาสวดของสำนักชี กว่าจะเสร็จก็ประมาณบ่าย 4 ได้มั้ง เสร็จแล้วก็ไปดื่มน้ำปานะค่ะ เราชอบโกโก้ของที่นี่มากๆ (เค้าไม่ได้ใส่นมนะ) น้ำปานะที่นี่สำหรับคนไม่ชอบหวานอาจจะไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ พอดื่มเสร็จแม่ชีที่อยู่ในครัวก็ไล่เราให้ไปอาบน้ำเลยเพราะเรายังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อด้วยซ้ำ หลายๆ คนก็ตกใจอยู่ว่าทำไมใส่เสื้อปกติ ตอนนั้นเราใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสีครีม แต่มีแม่ชีช่วยบอกว่าแม่ชีระเบียบอนุญาติให้ใส่แบบนี้เพราะจะได้เลอะทีเดียว เค้าเลยไม่ว่าอะไรกัน หลังจากที่อาบน้ำเสร็จเราก็เริ่มจัดของที่มีอยู่น้อยนิดให้ง่ายต่อการหยิบจับแค่นั้น เราก็พักผ่อนรอเวลาทำวัตรเย็นเลย ที่นี่จะมีการกราบวันละหลายครั้งหลายหนตามกฏของหลวงปู่ชาค่ะ กราบ 3 ครั้ง 1 รอบเพื่อระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยและรอบที่ 2 หันหน้าไปทางเจดีย์กราบ 3 ครั้งเพื่อระลึกถึงหลวงปู่ชาค่ะ ทั้งนี้การที่เรากราบแบบนี้หลวงปู่ได้บอกไว้ว่าจริงๆ ไม่ต้องกราบขนาดนี้ก็ได้ แต่อยากให้เป็นอุบายในการที่จะระลึกรู้ตัวอยู่เสมอว่าเราอยู่ที่ไหนและกำลังจะทำอะไรเท่านั้นเอง คืนแรกก็ผ่านไปได้ด้วยความง่วงนิดๆ เพราะไม่ชินที่ค่ะ จบคืนแรกไปตามนี้

ปฏิบัติธรรมวันที่ 2 (5/4/69)
          เช้านี้เราตื่นตี 2:50 น. เพื่ออาบน้ำเตรียมตัวไปทำวัตรเช้าค่ะ ทริคนี้ดีมากๆ สำหรับมือใหม่อย่างเราที่ไม่ชอบตื่นแต่เช้ามืด การทำวัตรเริ่มตั้งแต่ตี 3:15-4:50 น. แล้วก็ไปรอแม่ชีระเบียบพาไปโรงครัวค่ะ ตามธรรมเนียมปฏิบัติมักจะให้คนที่เข้ามาใหม่ไปเข็นรถช่วยแม่ก่อนค่ะ เราก็ไปรอกับพี่ที่เข้ามาพร้อมๆ กับเราอีกคน แต่พี่เค้าเข้ามาเมื่อวานตอนช่วงเช้า ตอนนี้แหล่ะที่ไฟฉายมีความสำคัญต้องเอาไปด้วยนะคะ การเดินออกไปจากสำนักชีถึงโรงครัวต้องใส่สไบไปด้วย อ้อ! เราต้องถอดรองเท้าไว้ที่เขตสำนักชีแล้วเดินเท้าเปล่าออกไปค่ะ พอเข้าไปในโรงครัวเราจะกราบ 3 ครั้ง 2 รอบค่ะ แล้วค่อยถอดสไบออกเพื่อความคร่องตัวในการทำงาน
          ในส่วนของวันนี้เราเริ่มงานด้วยการเช็ดฝาชีค่ะ พอเสร็จแล้วใครเรียกเราไปทำอะไรเราก็ไปมั่วหมดเลย จำไม่ได้ละว่าทำอะไรไปบ้าง ช่วงงานมันเร่งแล้วอ่ะ ในเรื่องของทำครัวจะมี 2 กลุ่ม กลุ่มนึงจะเตรียมพวกผลไม้จัดอาหารที่พระบิณฑบาตรมา และอีกกลุ่มจะประกอบอาหาร ที่นี่เน้นเรื่องความสะอาดมากๆ ล้างผักผลไม้ต้องล้าง 3 น้ำ น้ำแรกจะผสมผงล้างผักผลไม้ และล้างออกด้วยน้ำเปล่า 2 น้ำ มือห้ามจับผ้าถุงเพราะผ้าถุงเราไม่สะอาดและเป็นการไม่สมควรแก่การเตรียมของถวายพระนั่นเอง จะมีผ้าเตรียมไว้ให้ค่ะ ของใช้ทุกอย่างถ้าไม่มั่นในการใช้งานให้ถามแม่ชีทุกคนได้เลย เพราะรายละเอียดเยอะมาก เราไป 7 วันยังจำได้ไม่หมดเลยค่ะ นอกจากการเตรียมอาหารแล้วยังมีการเตรียมสถานที่ด้วย เราต้องทำความสะอาดทุกวันเลยค่ะ
          เรื่องของการทานอาหาร เราจะเดินไปเอาชุดชามของเราค่ะ คือจะมีกะละมัง จานและช้อนสำหรับทานอาหารโดยเฉพาะ ในโรงครัวจะมีแคร่ไม้ให้เรานั่งทานค่ะ แต่จะแบ่งเป็นโซนตามอายุพรรษา ส่วนพวกเราจะนั่งกินในโซนด้านหลังสุดแต่ก็นั่งบนแคร่ค่ะ ในตอนที่พระเข้ามารับประเคนอาหารจากผ้าขาว, พิจารณาอาหารและรอพระตักอาหารใส่บาตร เราจะไม่เห็นพระเลยค่ะ เพราะฝั่งผู้หญิงจะปิดหน้าต่างและประตูโรงครัวไว้อย่างมิดชิด จะมีแค่แม่ชี 1 คนคอยสังเกตการณ์ภายนอกว่าพระตักอาหารครบทุกรูปเรียบร้อยแล้ว ทางฝั่งผู้หญิงคือแม่ชีก็จะออกไปตักอาหารต่อค่ะ ลำดับการตักอาหารจะเป็นดังนี้คือ พระที่มีพรรษามากจะได้ตักก่อนแล้วลดหลั่นลงไป ต่อด้วยสามเณร แล้วก็เป็นแม่ชี ตามด้วยผ้าขาว ต่อด้วยชีพราหมณ์อย่างเราค่ะ และสุดท้ายของแถวจะเป็นอุบาสกและอุบาสิกาที่เข้ามาทำบุญที่วัดค่ะ ซึ่งต้องบอกไว้เลยว่ามีทุกวันจริงๆ ค่ะ แอบตกใจอยู่เหมือนกันนะคะเราไม่เคยเห็นแบบนี้เลย อาหารสำหรับวันนี่ที่เราไปตักมา เราแค่ตักที่เราชอบกินมาอย่างละนิดอย่างละหน่อยแต่พอรวมๆ แล้วก็เยอะพอสมควรเลยเกือบกินไม่หมดแหน่ะ ของบางอย่างเราสามารถเก็บไว้กินก่อนเที่ยงได้นะคะ หรือถ้าเป็นจำพวกน้ำก็เก็บไว้เป็นน้ำปานะได้เหมือนกันแต่ต้องกินไม่เกินเวลาเช้าของวันรุ่งขึ้นค่ะ เราเอาขนมกับน้ำมาไม่กี่ชิ้นเอง แค่นี้ก็กินแทบไม่ทันละ คิดในใจแล้วว่าพรุ่งนี้เอาแค่ขนม 2 ชิ้นกับน้ำปานะมาก็พอ ที่เราเอามากินแบบนี้เพราะมีงานให้ทำต่ออีก กว่างานจะเสร็จก็ปาไปเกือบเที่ยงแล้วค่ะ จะเป็นงานล้างจาน เก็บอุปกรณ์ และซักผ้าค่ะ
          หลังจากเสร็จงานเช้า เช็คเวลาว่าจะเที่ยงหรือยัง ถ้าใกล้เที่ยงมากๆ ให้เราทานขนมที่เก็บมาก่อน แล้วค่อยไปทำอย่างอื่นค่ะ ส่วนมากเรากลับมาก็ซักผ้า อาบน้ำ แล้วนอนพักสักครู่ ตกบ่ายก็อ่านหนังสือธรรมที่เตรียมไปหรือใครจะปฏิบติธรรมแบบไหนก็ตามสะดวกเลยค่ะ ทั้งนี้เราชอบอ่านหนังสือมากกว่า
Part 1/4
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่