สวัสดีครับเพื่อนชาวพันทิป...
หลังจากที่ตอนก่อนผมได้เล่าเรื่องราวชีวิตวัยเด็กย่านนางเลิ้งไปแล้ว วันนี้ผมอยากจะมาชวนคุยเรื่องหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนในยุคนี้อาจจะนึกภาพตามยาก แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อราว 40-50 ปีก่อน นั่นคือเรื่องของ "ควันบุหรี่" และบทเรียนราคาแพงที่เกือบจะพรากสิ่งที่รักที่สุดในชีวิตของผมไป
1. ยุคสมัยที่ความเท่... วัดกันด้วยกลิ่นควัน
หากย้อนกลับไปราวปี 2508 ตอนที่ผมเริ่มย่างเข้าสู่วัยรุ่น สมัยนั้นบุหรี่ไม่ได้ถูกตราหน้าว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจเหมือนในปัจจุบันครับ ตรงกันข้ามเลย... คนรอบตัวสูบกันหมด ผู้ใหญ่สูบ คนทำงานสูบ พระเอกในหนังกลางแปลงยังต้องยืนคาบบุหรี่พ่นควันอย่างสง่างาม สำหรับเด็กวัยรุ่นยุคนั้น บุหรี่คือสัญลักษณ์ของความ "เท่" และความเป็นผู้ใหญ่
ช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมต้องออกไปผจญโลก เป็นกรรมกรเร่ร่อนตามงานวัดต่าง ๆ สังคมหล่อหลอมให้เราโตเร็ว เวลาพักงานทุกคนก็นั่งล้อมวง รุ่นพี่หลายคนยื่นบุหรี่ให้ลอง สำหรับเด็กที่ไม่มีอะไรจะเสียอย่างผมในตอนนั้น มันเหมือนไม่มีต้นทุนอะไรเลยครับ แค่ลองดู... ไม่คิดอะไรไกล แต่สูบไปสูบมา สุดท้ายก็ "ติด"
บางช่วงผมถึงกับยอมเป็นเบ๊คอยช่วยงานรุ่นพี่ แลกกับการได้บุหรี่มาสูบฟรี ๆ ตอนนั้นเราดีใจที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียเงิน แต่เมื่อมองย้อนกลับมาในวันนี้ ผมถึงเข้าใจสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า... ของบางอย่างที่ดูเหมือนไม่มีต้นทุนในตอนเริ่มต้น จริง ๆ แล้วมันกำลังสะสมต้นทุนและคิดดอกเบี้ยรอไว้ในอนาคตอย่างเงียบเชียบที่สุด
2. เมื่อบุหรี่กลายเป็นอวัยวะที่ 33
ผมสูบต่อเนื่องยาวนานข้ามผ่านยุคมหาวิทยาลัยจนเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ราวปี 2523 บุหรี่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว ยุคนั้นบนรถเมล์ ในห้องทำงาน แฟลต หรือร้านอาหาร ทุกคนสูบกันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเมื่อหน้าที่การงานสูงขึ้น ความรับผิดชอบและความเครียดก็ดาหน้าเข้ามา ปริมาณการสูบของผมขยับจากวันละซอง กลายเป็นวันละ 2 ซอง (40 มวน) โดยไม่รู้ตัว
เวลาไปต่างประเทศ ของที่ระลึกที่ผมต้องหิ้วกลับมาเสมอไม่ใช่ขนมหรือเสื้อผ้า แต่คือบุหรี่ของประเทศนั้น ๆ โดยที่ผมไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า นั่นคือการพกพานิสัยอันตรายติดตัวไปทุกหย่อมหญ้า
3. จุดเปลี่ยนในรถยนต์ และควันมือสองที่ทำร้ายคนที่รัก
จุดที่ทำให้ผมเริ่มตื่นจากฝันร้าย คือช่วงเริ่มสร้างครอบครัว ก่อนแต่งงานผมเคยไปเฝ้าเรือนหอ แล้วสูบบุหรี่จัดจนเผลอทำไฟไหม้เตียงลามไปแถบหนึ่ง แต่นั่นยังไม่สะเทือนใจเท่าตอนที่มีลูก...
แทบทุกเช้าที่ผมต้องขับรถพาลูกไปโรงเรียน ผมยังคงคาบบุหรี่และปล่อยให้ควันสีเทาอบอวลอยู่ภายในห้องโดยสารแคบ ๆ โดยที่ลูกตัวเล็ก ๆ ต้องนั่งสูดดมมันเข้าไปตลอดทาง ตอนนั้นผมยังคิดตื้น ๆ ว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่วันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป มันคือน้ำตาตกในครับ บางครั้งเราไม่ได้ทำร้ายแค่ตัวเอง แต่เรากำลังมัดมือชกให้คนที่เรารักต้องมารับผลกรรมที่เราก่อ โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์เลือกเลย
ยิ่งสะตึ้งใจขึ้นไปอีกเมื่อตอนที่ผมดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงาน และได้จัดทำโครงการประกันชีวิตหมู่ มีสมาชิกคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดอย่างน่าเวทนา น่าตกใจตรงที่ประวัติเขาไม่เคยสูบบุหรี่เลยแม้แต่มวนเดียวในชีวิต แต่เขาต้องมาตายเพราะรับ "ควันบุหรี่มือสอง" จากสามีที่สูบจัดในบ้านทุกวัน
ภาพนั้นมันกระแทกเข้ามาในใจผมอย่างจัง... สิ่งที่ผมเคยคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความสุขส่วนตัว แท้จริงแล้วมันไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวเลย มันคืออาวุธร้ายที่ผมกำลังส่งต่อให้คนรอบข้างมานานนับสิบปี
4. 31 พฤษภาคม 2532: วันประกาศอิสรภาพ
จนกระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคม 2532 ทางองค์กรของเราได้จัดงาน “วันงดสูบบุหรี่โลก” ขึ้นเป็นครั้งแรก ผมได้มีโอกาสเชิญ คุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงงาม มาเป็นวิทยากรบรรยาย ท่านพูดได้ลึกซึ้งและเห็นภาพชัดเจนมาก ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของคุณหมอในวันนั้นมันเปลี่ยนความคิดของผมไปโดยสิ้นเชิง
ในวินาทีนั้นเอง ผมตัดสินใจประกาศต่อหน้าตัวเองและครอบครัวว่า... "ผมจะเลิกสูบบุหรี่นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป"
ช่วงแรกมันเหมือนตกนรกครับ ร่างกายโหยหา ทรมานมาก แต่ใจผมมันเลือกที่จะ "เผชิญหน้า" แทนการเดินหนี เวลาเพื่อน ๆ ตั้งวงสูบ ผมเลือกที่จะเดินเข้าไปนั่งในวงล้อมนั้นเลย เพื่อทดสอบและฝึกจิตใจตัวเองว่า ถ้าใจเรานิ่งพอ สิ่งเร้าภายนอกจะทำอะไรเราไม่ได้ แล้วผมก็ผ่านมันมาได้... ทีละชั่วโมง ทีละวัน ทีละความอยาก จนความทรมานนั้นค่อย ๆ จางหายไป
บทสรุป 37 ปีแห่งการได้ชีวิตคืนมา
ผลลัพธ์หลังจากชนะใจตนเองคือ ร่างกายของผมค่อย ๆ ฟื้นฟู จากคนผอมแห้งแรงน้อย น้ำหนักแค่ 52 กิโลกรัม ผิวพรรณก็เริ่มมีน้ำมีนวล ร่างกายกระปรี้กระเปร่าจนกลับมาออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ เหมือนเราได้ชีวิตใหม่ที่สะอาดกลับคืนมา
จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้ จะเป็นการครบรอบ 37 ปีเต็ม ที่ผมไม่ได้แตะต้องมันอีกเลย
เมื่อมองย้อนกลับไป การเลิกบุหรี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในวันเดียว แต่มันคือผลของการ "ตัดสินใจที่เด็ดขาดเพียงครั้งเดียว" แล้วเลือกที่จะ "ทำซ้ำในทุก ๆ วัน" ของชีวิตครับ
ผมอยากใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ชาวพันทิปทุกคนที่กำลังคิดจะเลิก หรือกำลังต่อสู้กับมันอยู่ การเลิกบุหรี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาดีหรือวิธีการของใครเลยครับ แต่อยู่ที่ "ใจ" ของเราคำเดียวเท่านั้น ถ้าใจคุณมั่นคงพอ คุณจะผ่านมันไปได้ และได้พบกับชีวิตที่เบา สะอาด และเป็นอิสระอย่างแท้จริงเหมือนกับผมครับ.
จากวันละ 2 ซองสู่วินาทีหักดิบ: บทเรียน 37 ปีแห่งอิสรภาพและต้นทุนชีวิตที่มองไม่เห็น
หลังจากที่ตอนก่อนผมได้เล่าเรื่องราวชีวิตวัยเด็กย่านนางเลิ้งไปแล้ว วันนี้ผมอยากจะมาชวนคุยเรื่องหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนในยุคนี้อาจจะนึกภาพตามยาก แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อราว 40-50 ปีก่อน นั่นคือเรื่องของ "ควันบุหรี่" และบทเรียนราคาแพงที่เกือบจะพรากสิ่งที่รักที่สุดในชีวิตของผมไป
1. ยุคสมัยที่ความเท่... วัดกันด้วยกลิ่นควัน
หากย้อนกลับไปราวปี 2508 ตอนที่ผมเริ่มย่างเข้าสู่วัยรุ่น สมัยนั้นบุหรี่ไม่ได้ถูกตราหน้าว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจเหมือนในปัจจุบันครับ ตรงกันข้ามเลย... คนรอบตัวสูบกันหมด ผู้ใหญ่สูบ คนทำงานสูบ พระเอกในหนังกลางแปลงยังต้องยืนคาบบุหรี่พ่นควันอย่างสง่างาม สำหรับเด็กวัยรุ่นยุคนั้น บุหรี่คือสัญลักษณ์ของความ "เท่" และความเป็นผู้ใหญ่
ช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมต้องออกไปผจญโลก เป็นกรรมกรเร่ร่อนตามงานวัดต่าง ๆ สังคมหล่อหลอมให้เราโตเร็ว เวลาพักงานทุกคนก็นั่งล้อมวง รุ่นพี่หลายคนยื่นบุหรี่ให้ลอง สำหรับเด็กที่ไม่มีอะไรจะเสียอย่างผมในตอนนั้น มันเหมือนไม่มีต้นทุนอะไรเลยครับ แค่ลองดู... ไม่คิดอะไรไกล แต่สูบไปสูบมา สุดท้ายก็ "ติด"
บางช่วงผมถึงกับยอมเป็นเบ๊คอยช่วยงานรุ่นพี่ แลกกับการได้บุหรี่มาสูบฟรี ๆ ตอนนั้นเราดีใจที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียเงิน แต่เมื่อมองย้อนกลับมาในวันนี้ ผมถึงเข้าใจสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า... ของบางอย่างที่ดูเหมือนไม่มีต้นทุนในตอนเริ่มต้น จริง ๆ แล้วมันกำลังสะสมต้นทุนและคิดดอกเบี้ยรอไว้ในอนาคตอย่างเงียบเชียบที่สุด
2. เมื่อบุหรี่กลายเป็นอวัยวะที่ 33
ผมสูบต่อเนื่องยาวนานข้ามผ่านยุคมหาวิทยาลัยจนเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ราวปี 2523 บุหรี่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว ยุคนั้นบนรถเมล์ ในห้องทำงาน แฟลต หรือร้านอาหาร ทุกคนสูบกันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเมื่อหน้าที่การงานสูงขึ้น ความรับผิดชอบและความเครียดก็ดาหน้าเข้ามา ปริมาณการสูบของผมขยับจากวันละซอง กลายเป็นวันละ 2 ซอง (40 มวน) โดยไม่รู้ตัว
เวลาไปต่างประเทศ ของที่ระลึกที่ผมต้องหิ้วกลับมาเสมอไม่ใช่ขนมหรือเสื้อผ้า แต่คือบุหรี่ของประเทศนั้น ๆ โดยที่ผมไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า นั่นคือการพกพานิสัยอันตรายติดตัวไปทุกหย่อมหญ้า
3. จุดเปลี่ยนในรถยนต์ และควันมือสองที่ทำร้ายคนที่รัก
จุดที่ทำให้ผมเริ่มตื่นจากฝันร้าย คือช่วงเริ่มสร้างครอบครัว ก่อนแต่งงานผมเคยไปเฝ้าเรือนหอ แล้วสูบบุหรี่จัดจนเผลอทำไฟไหม้เตียงลามไปแถบหนึ่ง แต่นั่นยังไม่สะเทือนใจเท่าตอนที่มีลูก...
แทบทุกเช้าที่ผมต้องขับรถพาลูกไปโรงเรียน ผมยังคงคาบบุหรี่และปล่อยให้ควันสีเทาอบอวลอยู่ภายในห้องโดยสารแคบ ๆ โดยที่ลูกตัวเล็ก ๆ ต้องนั่งสูดดมมันเข้าไปตลอดทาง ตอนนั้นผมยังคิดตื้น ๆ ว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่วันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป มันคือน้ำตาตกในครับ บางครั้งเราไม่ได้ทำร้ายแค่ตัวเอง แต่เรากำลังมัดมือชกให้คนที่เรารักต้องมารับผลกรรมที่เราก่อ โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์เลือกเลย
ยิ่งสะตึ้งใจขึ้นไปอีกเมื่อตอนที่ผมดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงาน และได้จัดทำโครงการประกันชีวิตหมู่ มีสมาชิกคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดอย่างน่าเวทนา น่าตกใจตรงที่ประวัติเขาไม่เคยสูบบุหรี่เลยแม้แต่มวนเดียวในชีวิต แต่เขาต้องมาตายเพราะรับ "ควันบุหรี่มือสอง" จากสามีที่สูบจัดในบ้านทุกวัน
ภาพนั้นมันกระแทกเข้ามาในใจผมอย่างจัง... สิ่งที่ผมเคยคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความสุขส่วนตัว แท้จริงแล้วมันไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวเลย มันคืออาวุธร้ายที่ผมกำลังส่งต่อให้คนรอบข้างมานานนับสิบปี
4. 31 พฤษภาคม 2532: วันประกาศอิสรภาพ
จนกระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคม 2532 ทางองค์กรของเราได้จัดงาน “วันงดสูบบุหรี่โลก” ขึ้นเป็นครั้งแรก ผมได้มีโอกาสเชิญ คุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงงาม มาเป็นวิทยากรบรรยาย ท่านพูดได้ลึกซึ้งและเห็นภาพชัดเจนมาก ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของคุณหมอในวันนั้นมันเปลี่ยนความคิดของผมไปโดยสิ้นเชิง
ในวินาทีนั้นเอง ผมตัดสินใจประกาศต่อหน้าตัวเองและครอบครัวว่า... "ผมจะเลิกสูบบุหรี่นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป"
ช่วงแรกมันเหมือนตกนรกครับ ร่างกายโหยหา ทรมานมาก แต่ใจผมมันเลือกที่จะ "เผชิญหน้า" แทนการเดินหนี เวลาเพื่อน ๆ ตั้งวงสูบ ผมเลือกที่จะเดินเข้าไปนั่งในวงล้อมนั้นเลย เพื่อทดสอบและฝึกจิตใจตัวเองว่า ถ้าใจเรานิ่งพอ สิ่งเร้าภายนอกจะทำอะไรเราไม่ได้ แล้วผมก็ผ่านมันมาได้... ทีละชั่วโมง ทีละวัน ทีละความอยาก จนความทรมานนั้นค่อย ๆ จางหายไป
บทสรุป 37 ปีแห่งการได้ชีวิตคืนมา
ผลลัพธ์หลังจากชนะใจตนเองคือ ร่างกายของผมค่อย ๆ ฟื้นฟู จากคนผอมแห้งแรงน้อย น้ำหนักแค่ 52 กิโลกรัม ผิวพรรณก็เริ่มมีน้ำมีนวล ร่างกายกระปรี้กระเปร่าจนกลับมาออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ เหมือนเราได้ชีวิตใหม่ที่สะอาดกลับคืนมา
จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้ จะเป็นการครบรอบ 37 ปีเต็ม ที่ผมไม่ได้แตะต้องมันอีกเลย
เมื่อมองย้อนกลับไป การเลิกบุหรี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในวันเดียว แต่มันคือผลของการ "ตัดสินใจที่เด็ดขาดเพียงครั้งเดียว" แล้วเลือกที่จะ "ทำซ้ำในทุก ๆ วัน" ของชีวิตครับ
ผมอยากใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ชาวพันทิปทุกคนที่กำลังคิดจะเลิก หรือกำลังต่อสู้กับมันอยู่ การเลิกบุหรี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาดีหรือวิธีการของใครเลยครับ แต่อยู่ที่ "ใจ" ของเราคำเดียวเท่านั้น ถ้าใจคุณมั่นคงพอ คุณจะผ่านมันไปได้ และได้พบกับชีวิตที่เบา สะอาด และเป็นอิสระอย่างแท้จริงเหมือนกับผมครับ.