JJNY : คนไทยจนลง รวยขึ้นคือ ‘รบ.’│โรม-โตโต้ ดูงานเรือนจำ│‘ลิซ่า’ จับตาเปิดทางใช้เงิน กทปส.│สหรัฐขยายมาตราการสกัดอีโบลา

คนไทยกำลังจนลง รายได้เท่าเดิม-รายจ่ายเพิ่ม แต่ที่รวยขึ้นคือ ‘รัฐบาล’ รายได้เพิ่ม 3.7%
.
.
สภาพัฒน์ฯ ปล่อยตัวเลขเศรษฐกิจชุดแรกของปีนี้ออกมาแล้ว โดย ‘ดนุชา พิชยนันท์’ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ระบุว่า GDP ช่วงไตรมาสแรกปี 2569 เติบโตได้ 2.8% (YoY) ถือว่ามากกว่าไตรมาสที่แล้วที่โต 2.5%
.
‘ดนุชา’ อธิบายว่า การลงทุนรวม การส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง 
นอกจากนี้ ในด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้าขยายตัว 17.8% เพิ่มจาก 9.4% ในไตรมาสก่อน ตามการขยายตัวของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก 
.
สินค้าที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น (คิดจากมูลค่า) ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า (19.6%) อุปกรณ์สื่อสาร (140.1%) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์  (45.4%) เครื่องประดับ (107.3%) รถกระบะและรถบรรทุก (53.6%) และคอมพิวเตอร์ (20.2%) 
.
ส่วนสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ รถยนต์นั่ง (39.1%) และอากาศยาน เรือ แท่น และรถไฟ  (ลดลง 18.0%) 
.
การส่งออกสินค้าไปตลาดส่งออกหลักส่วนใหญ่ขยายตัวต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นตลาดสหรัฐฯ จีน  อาเซียน และสหภาพยุโรป แต่ก็ยังมีบางตลาดที่การส่งออกลดลงไม่ว่าจะเป็น CLMV เกาหลีใต้ ไปจนถึงตะวันออกกลางที่ประเด็นความขัดแย้งกำลังดำเนินอยู่
.
เป็นยังไงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น?
.
คำถามคือ การเติบโต 2.8% ในไตรมาสแรกของประเทศไทยถือว่ามากหรือน้อยแค่ไหน? สภาพัฒน์ฯ ยกตัวอย่างข้อมูลการเติบโตของ ‘ประเทศสำคัญ’ มาให้เป็นตัวเทียบ ดังนี้
.
• ไต้หวัน 13.7%
• เวียดนาม 7.8%
• ฮ่องกง 5.9%
• อินโดนีเซีย 5.6%
• มาเลเซีย 5.4%
• สิงคโปร์ 4.6%
• เกาหลีใต้ 3.6%
• ฟิลิปปินส์ 2.8%
• ไทย 2.8%
.
‘ดนุชา’ บอกว่า สภาพัฒน์ฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.5% – 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) โดยมาจาก การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน  รวมทั้งพรก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก  
.
รายได้ภาครัฐเติบโต 3.7% ในปีนี้
.
สภาพัฒน์ฯ ยังเปิดเผยผ่านรายงานตัวเต็มว่า ในช่วงไตรมาสแรก รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิ 602,329 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.7% จาก 4 เหตุผลด้วยกัน
.
รายได้จากกรมสรรพากร เพิ่มขึ้น 2.8% ตามการเพิ่มขึ้นของการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศ 
.
รายได้จากกรมสรรพสามิต เพิ่มขึ้น 2.6% ตามการเพิ่มขึ้นของการจัดเก็บภาษี น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน และภาษีรถยนต์ เป็นสำคัญ สอดคล้องกับการขยายตัวของยอดการจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) 125.9% และ 26.5% ตามลำดับ 
.
รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้ เพิ่มขึ้น 18.7% จากการนำส่งรายได้เหลื่อมปีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการจ่ายเงินปันผลของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 
.
ส่วนราชการอื่น นำส่งรายได้เพิ่มขึ้น 3.1% เนื่องจากการนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรเพื่อการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 
.
อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า การจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.7% เนื่องจากการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (FTA) เพิ่มขึ้น ประกอบกับการนำเข้าสินค้าบางประเภทโดยเฉพาะ ปุ๋ยเคมี และสินค้าพลังงานชะลอตัวลง
.
‘ปัญหาหนี้’ ยังยอกอกคนไทย
.
หนึ่งเรื่องสำคัญที่สภาพัฒน์ฯ มองว่าจะเป็นปัญหากับเศรษฐกิจไทยคือ ‘หนี้’ ที่มีจำนวนมากแต่มีคุณภาพแย่ลง (เสี่ยงผิดนัดชำระเพิ่มขึ้น) ซึ่งจะทำให้แรงจับจ่ายในประเทศฟื้นตัวได้ยาก 
.
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP กลับมาเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ภายหลังจากที่ชะลอตัวลง อย่างต่อเนื่องในช่วง 7 ไตรมาสก่อนหน้า และยังคงอยู่สูงกว่าช่วงโควิด-19 
.
นอกจากปริมาณหนี้จะเพิ่มขึ้นแล้ว คุณภาพของหนี้ยังแย่อีกด้วยโดยเฉพาะในกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งถ้าแยกดูหนี้แต่ละประเภทจะเห็นประเด็นนี้ได้ชัดเจน
สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังขยายตัวได้ แต่สินเชื่อธุรกิจ SMEs หดตัวและมีคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลง โดยมีหนี้เสีย (NPL) เพิ่มจาก 8.51% เป็น 9.12% ในไตรมาสนี้
.
นอกจากนี้ ธุรกิจยังได้รับผลกระทบจากการที่ครัวเรือนไร้แรงจับจ่าย ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความสามารถในการจ่ายหนี้ที่ลดลงของธุรกิจ ในระยะยาวทำให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดโดยเฉพาะกับ SMEs ที่มีความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าธุรกิจใหญ่
.
สินเชื่อครัวเรือนแม้ว่าแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อไม่ได้ปรับลดลงมากนัก แต่ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับว่าประชาชนมีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำลงจากค่าเดินทางและสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งขึ้นจนรายได้ที่แท้จริงลดลง ส่งผลให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อแก่ภาคครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง 
.
‘ดนุชา’ เน้นว่าในกลุ่มที่รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ธนาคารจะให้กู้ยากขึ้น มีการขอหลักประกันเพิ่ม และให้กู้น้อยลง ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นข้อจำกัดที่สำคัญต่อการบริโภคในระยะต่อไป 
.
และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมเงินให้กู้ยืมจากสหกรณ์และโรงรับจำนำจึงเพิ่มขึ้นสวนทางธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมา
.
เรื่องที่ประเทศไทยต้องจัดการในปีนี้
.
สุดท้ายแล้ว ‘ดนุชา’ บอกว่า สภาพัฒน์ฯ จำแนกประเด็นสำคัญที่รัฐต้องจัดการเอาไว้อย่างน้อย 4 เรื่อง อย่างแรกคือการดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อผลักดันการค้าและลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจลง
.
เรื่องต่อมาคือการขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยต้องรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเร่งส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ (Local content) ตลอดจนขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
.
รัฐจะต้องดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยการเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรีย จากตะวันออกกลาง
.
นอกจากนี้ อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือนที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์ความขัดแย้ง
อ้างอิง: รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1/2569 โดยสภาพัฒน์ฯ
.

.
โรม-โตโต้ ดูงานเรือนจำ ได้เจอ อานนท์-ครูใหญ่-ไผ่ พร้อมข้อความ ฝากถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์
https://www.matichon.co.th/politics/news_5730022
.
โรม-โตโต้ ดูงานเรือนจำ ได้เจอ อานนท์-ครูใหญ่-ไผ่ พร้อมข้อความ ฝากถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์
.
จากกรณีที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่มี นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมคณะร่วมกันลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาข้อมูลประเด็นกระบวนการยุติธรรมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องราชทัณฑ์ในเรือนจำ และกระบวนการกลับคืนสู่สังคม
.
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ. ได้เผยผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวภายหลังร่วมคณะกมธ.การกฎหมายว่า

วันนี้ได้เข้าไปทำหน้าที่โดยกลไกกมธ.ตามที่ได้นำเสนอไป บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ได้มีโอกาสเข้าไปแดนต่างๆเพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง ต้องโทษ ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ พื้นที่คุ้นเคยของพวกเรา ได้คุยกับ อานนท์ คุยกับไผ่ ครูใหญ่ และ เก็ท พร้อมเพื่อนๆอีกหลายคน พวกเขาคงรู้สึกอบอุ่นขึ้นไม่น้อย เพราะนานทีจะมีเพื่อนมาเยี่ยมถึงในบ้าน ซึ่งไม่ง่ายเลย ทางอานนท์ กับครูใหญ่เป็นตัวแทนเพื่อนๆกล่าวส่งความคิดถึงและส่งกำลังใจมาถึงเพื่อนพี่น้องร่วมอุดมการณ์ทุกคน พวกเขาฝากบอกว่าสบายดี ทั้งกาย และใจ ไม่ต้องเป็นห่วง
.
ปล.ในภาพ เจ้าหน้าที่เขาเซ็นเซอร์ก่อนส่งมาให้เพื่อสิทธิของผู้ต้องขัง ดังนั้นใครเป็นใครดูออกมาไหมครับ ที่แน่ๆครูใหญ่หุ่นดีขึ้นมากครับ
.
https://x.com/TOTOPiyarat/status/2057796929829171215
.

.
‘ลิซ่า’ จับตารัฐบาลส่อเปิดทางใช้เงิน กทปส.ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก เตือนผิดวัตถุประสงค์ กสทช.
https://www.dailynews.co.th/news/5885077/
.
‘ลิซ่า ภคมน’ จับตารัฐบาลส่อเปิดทางใช้เงิน กทปส. ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก เตือนระวังผิดวัตถุประสงค์ กสทช. ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ การตัดสินใจใช้จ่ายเงินรัฐสำคัญมาก ย้ำอย่าลืมว่ากำลังจะกู้เงินสร้างหนี้ให้กับประเทศอีก 4 แสนล้าน
.
เมื่อวันที่ 23 พ.ค. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์แชร์ข่าว กสทช. รอกรมประชาสัมพันธ์ปิดดีลฟีฟ่า ชี้ใช้งบ กทปส. ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกได้ พร้อมข้อความระบุว่า
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่