ผมได้ลองผิดลองถูกมาหลายวิธี เพื่อที่จะให้เราไม่ต้องอย่างเป็นทุกข์ สุดท้ายเลยพอสรุปได้ว่าแนวทางการอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ ควรปรับที่แนวคิดของเราเอง ภาษาอังกฤษคงคือคำว่า mindset ละมั้ง ในที่นี้ผมอธิบายสำหรับคนหาเช้ากินค่ำน่ะครับ
ผมได้กำหนดว่าคำว่า ไม่ทุกข์ มันมีส่วนประกอบจากอะไรบ้าง ก็ได้คร่าวตามนี้ ผมอาจจะไม่ถูกน่ะ อันนี้คือคิดเอาเอง
1. มีสถานการเงินที่ไม่มีปัญหาหรืออยู่ในสถานะที่จัดการได้
2. มีสุขภาพที่เหมาะสมตามวัย ไม่ได้บอกห้ามแก่ ห้ามเจ็บป่วย แต่ขอให้เป็นไปตามธรรมชาติ
3. มีครอบครัวกัลยาณมิตรที่ดี
4. มีปัจจัยพื้นฐานที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพ
5. มีระบบความคิดที่ดีหรือ mindset ที่ดี
พูดตามตรงคนหาเช้ากินค่ำมีเท่านี้ผมว่าก็ไม่ทุกข์ละ ส่วนระบบความคิดที่ทำให้ เราทุกข์น้อยลงคือ
1. ไม่ประมาท วางแผนการเงิน การใช้จ่ายให้ดี ศึกษาแผนการเงงินแบบองค์รวม
2. จงโฟกัสในสิ่งที่เราควบคุมได้ แล้วทำอันนั้นให้ดี อะไรที่คุมไม่ได้ หาแผนสำรองรับมือมัน
3. จงทำทุกอย่างให้เต็มที่สุดความสามารถ แล้วผลจะเป็นยังไงก็ช่างมัน คิดถึงผลที่แย่ที่สุดไว้ พอเกิดจริงก็ไม่เครียดเพราะได้เห็นมาแล้วผ่านระบบความคิด
4. อย่าประมาทในการใช้ชีวิต
ทั้งหมดพูดง่ายแต่ทำยาก แต่ผมว่าคนเรามีความคิดมีปัญญากันอยู่แล้ว สิ่งที่มักจะขาดคือการรู้เท่าทัน ผมคิดง่ายๆปัญญหรือ mindset ที่ดีแบบโลกๆก็ช่วยได้มากแล้ว ผมได้ฟังยูทูปแล้วพิจารณาการเอามาใช้ ผมขอเอ่ยชื่อที่ผมฟังก็แล้วกันครับ มีหลวงพ่อจรัญ อ.พุทธทาส เป็นหลัก ไม่ได้ลบหลู่ท่านอื่นแต่สองท่านนี้ผมฟังแล้วเข้าใจ เหมาะกับคนธรรม/ดาหาเช้ากินค่ำแบบเราๆ
ทั้งสองท่านเน้นที่สติ ซึ่งมันช่วยได้จริง เราที่คิดว่ามีสติ แต่พอเอาจริงมันแค่สติของการอยู่รอดเท่านั้นไม่ใช่ติที่รู้ละเอียด การฝึกสติถ้าละเอียดพอใจวูบก็รู้อาการโกรธก็รู้ แม้กระเสียงของการเต้นหัวใจก็รู้ แต่ในที่นี้เราเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน
วิธีฝึกในยูทูปมีเยอะ ถ้าเอาง่ายๆก็ตามรู้อาการต่างๆของร่างกายไปเรื่อยๆ ยกเว้นตอนใช้จิตทำงาน
ผลที่ได้ เหมือนมีเครื่องหน่วงเวลา เห็นอาการเห็นความรู้สึกได้ง่ายขึ้น ไม่ได้ไม่มีเลย ก็ยังอยู่ แต่ไม่แสดงอาการทางกายหรือวาจา มันจะยั้งได้ทันในใจเราก่อน พอมีสติมันเลยรู้ว่าที่ปัญญามันมีให้ใช้ตลอดส่วนนึงมาจากสติ ถ้ายิ่งเป็นมี mindset ดี จะยิ่งเข้าใจง่าย
ผมเลยเจอว่าเมื่อมีสติและปัญญา คนปกติถ้ามีระบบความคิดที่ดีจะรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ อะไรทำแล้วมีประโยชน์หรือมีโทษ ความรู้เหล่านี้บวกสติมันจะกลาย ศีลอัตโนมัติ ไปเลย ไม่ต้องท่องต้องจำ เข้าใจแค่ว่า เราจะทำอะไรก็ตามขอให้เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นก็พอ อะไรก็ตามที่เบียดเบียนตัวเองจนเกินไป หรือเบียนเบียนผู้อื่น ไม่ควรทำ พอได้เท่านี้มันก็ง่าย
พอทำไปเรื่อยมันกลายเป็นช่วยเหลือผู้อื่นบ่อยขึ้นอยากให้ผู้อื่นได้ดี กลายเป็นลดอัตตาได้ แม้แต่กระทั้งเจอสัตว์ แมลงในบ้านก็หาทางไล่แทนที่จะฆ่า เพราะสติมันเหมือนมายั้งไว้ แบบว่าเห้ยจะทำอะไร คิดดีๆก่อน เบียดเบียนเค้าหรือเปล่าหรือแค่ไล่ไปก็พอเป็นต้น
ผมก็ยังทำวิธีนี้ไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่า ทำแล้วมันทุกข์น้อยลง ทำอะไรให้ใครเขาไม่สำนึกบุญคุณก็ช่างเขา เรารู้ว่าหน้าที่เราในฐานะสามี เพื่อน ลูก พนักงานคืออะไร และเรารู้ว่าสิ่งที่พึงกระทำคืออะไร ส่วนผลก็ช่างมัน ตอนนี้ชีวิตเบาขึ้นเยอะ การเงินไม่กังวลแล้ว แต่ก็ต้องหาไว้เพราะหน้าที่ เมื่อทำครบก็จบตายก่อนได้ใช้เงินก็ช่างมัน หาให้คนอื่นใช้ก็ช่างมัน เพราะหน้าที่ของเราเราทำมันเต็มที่แล้ว
สุดท้ายนี้สำหรับคนที่อยากอยู่อย่างไม่ทุกข์ลองพิจารณาดูได้ก่อนทำตามว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ในรายละเอียดปลีกย่อยมีอีกมาก ปัญหาต่างๆและการรับมือก็ไม่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าจิตที่นุ่มนวลควรแก่การงานมันจะเป็นอิสระและคล่องแคล่วในรับมือปัญหาเฉพาะหน้าเสมอถ้าสติเรารู้เท่าทัน
ขอบคุณครับ
แนวทางของการอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์หรือให้ทุกข์น้อยที่สุดสำหรับคนธรรมดา
ผมได้กำหนดว่าคำว่า ไม่ทุกข์ มันมีส่วนประกอบจากอะไรบ้าง ก็ได้คร่าวตามนี้ ผมอาจจะไม่ถูกน่ะ อันนี้คือคิดเอาเอง
1. มีสถานการเงินที่ไม่มีปัญหาหรืออยู่ในสถานะที่จัดการได้
2. มีสุขภาพที่เหมาะสมตามวัย ไม่ได้บอกห้ามแก่ ห้ามเจ็บป่วย แต่ขอให้เป็นไปตามธรรมชาติ
3. มีครอบครัวกัลยาณมิตรที่ดี
4. มีปัจจัยพื้นฐานที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพ
5. มีระบบความคิดที่ดีหรือ mindset ที่ดี
พูดตามตรงคนหาเช้ากินค่ำมีเท่านี้ผมว่าก็ไม่ทุกข์ละ ส่วนระบบความคิดที่ทำให้ เราทุกข์น้อยลงคือ
1. ไม่ประมาท วางแผนการเงิน การใช้จ่ายให้ดี ศึกษาแผนการเงงินแบบองค์รวม
2. จงโฟกัสในสิ่งที่เราควบคุมได้ แล้วทำอันนั้นให้ดี อะไรที่คุมไม่ได้ หาแผนสำรองรับมือมัน
3. จงทำทุกอย่างให้เต็มที่สุดความสามารถ แล้วผลจะเป็นยังไงก็ช่างมัน คิดถึงผลที่แย่ที่สุดไว้ พอเกิดจริงก็ไม่เครียดเพราะได้เห็นมาแล้วผ่านระบบความคิด
4. อย่าประมาทในการใช้ชีวิต
ทั้งหมดพูดง่ายแต่ทำยาก แต่ผมว่าคนเรามีความคิดมีปัญญากันอยู่แล้ว สิ่งที่มักจะขาดคือการรู้เท่าทัน ผมคิดง่ายๆปัญญหรือ mindset ที่ดีแบบโลกๆก็ช่วยได้มากแล้ว ผมได้ฟังยูทูปแล้วพิจารณาการเอามาใช้ ผมขอเอ่ยชื่อที่ผมฟังก็แล้วกันครับ มีหลวงพ่อจรัญ อ.พุทธทาส เป็นหลัก ไม่ได้ลบหลู่ท่านอื่นแต่สองท่านนี้ผมฟังแล้วเข้าใจ เหมาะกับคนธรรม/ดาหาเช้ากินค่ำแบบเราๆ
ทั้งสองท่านเน้นที่สติ ซึ่งมันช่วยได้จริง เราที่คิดว่ามีสติ แต่พอเอาจริงมันแค่สติของการอยู่รอดเท่านั้นไม่ใช่ติที่รู้ละเอียด การฝึกสติถ้าละเอียดพอใจวูบก็รู้อาการโกรธก็รู้ แม้กระเสียงของการเต้นหัวใจก็รู้ แต่ในที่นี้เราเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน
วิธีฝึกในยูทูปมีเยอะ ถ้าเอาง่ายๆก็ตามรู้อาการต่างๆของร่างกายไปเรื่อยๆ ยกเว้นตอนใช้จิตทำงาน
ผลที่ได้ เหมือนมีเครื่องหน่วงเวลา เห็นอาการเห็นความรู้สึกได้ง่ายขึ้น ไม่ได้ไม่มีเลย ก็ยังอยู่ แต่ไม่แสดงอาการทางกายหรือวาจา มันจะยั้งได้ทันในใจเราก่อน พอมีสติมันเลยรู้ว่าที่ปัญญามันมีให้ใช้ตลอดส่วนนึงมาจากสติ ถ้ายิ่งเป็นมี mindset ดี จะยิ่งเข้าใจง่าย
ผมเลยเจอว่าเมื่อมีสติและปัญญา คนปกติถ้ามีระบบความคิดที่ดีจะรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ อะไรทำแล้วมีประโยชน์หรือมีโทษ ความรู้เหล่านี้บวกสติมันจะกลาย ศีลอัตโนมัติ ไปเลย ไม่ต้องท่องต้องจำ เข้าใจแค่ว่า เราจะทำอะไรก็ตามขอให้เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นก็พอ อะไรก็ตามที่เบียดเบียนตัวเองจนเกินไป หรือเบียนเบียนผู้อื่น ไม่ควรทำ พอได้เท่านี้มันก็ง่าย
พอทำไปเรื่อยมันกลายเป็นช่วยเหลือผู้อื่นบ่อยขึ้นอยากให้ผู้อื่นได้ดี กลายเป็นลดอัตตาได้ แม้แต่กระทั้งเจอสัตว์ แมลงในบ้านก็หาทางไล่แทนที่จะฆ่า เพราะสติมันเหมือนมายั้งไว้ แบบว่าเห้ยจะทำอะไร คิดดีๆก่อน เบียดเบียนเค้าหรือเปล่าหรือแค่ไล่ไปก็พอเป็นต้น
ผมก็ยังทำวิธีนี้ไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่า ทำแล้วมันทุกข์น้อยลง ทำอะไรให้ใครเขาไม่สำนึกบุญคุณก็ช่างเขา เรารู้ว่าหน้าที่เราในฐานะสามี เพื่อน ลูก พนักงานคืออะไร และเรารู้ว่าสิ่งที่พึงกระทำคืออะไร ส่วนผลก็ช่างมัน ตอนนี้ชีวิตเบาขึ้นเยอะ การเงินไม่กังวลแล้ว แต่ก็ต้องหาไว้เพราะหน้าที่ เมื่อทำครบก็จบตายก่อนได้ใช้เงินก็ช่างมัน หาให้คนอื่นใช้ก็ช่างมัน เพราะหน้าที่ของเราเราทำมันเต็มที่แล้ว
สุดท้ายนี้สำหรับคนที่อยากอยู่อย่างไม่ทุกข์ลองพิจารณาดูได้ก่อนทำตามว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ในรายละเอียดปลีกย่อยมีอีกมาก ปัญหาต่างๆและการรับมือก็ไม่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าจิตที่นุ่มนวลควรแก่การงานมันจะเป็นอิสระและคล่องแคล่วในรับมือปัญหาเฉพาะหน้าเสมอถ้าสติเรารู้เท่าทัน
ขอบคุณครับ