กรณีศึกษา ทำไม รถไฟมาเลเซียถึงมีประสิทธิภาพ โดยไม่ง้อรถไฟความเร็วสูง /โดย ลงทุนแมน

กระทู้สนทนา
ถ้าวัดกันเรื่องการพัฒนาระบบรางของหลายประเทศ โครงการรถไฟความเร็วสูง ก็น่าจะเป็นเกณฑ์การแข่งขันที่ถูกเอามาเปรียบเทียบกัน ทั้งประเทศไทย รวมถึงเพื่อนบ้านอย่าง ลาว และอินโดนีเซีย

แต่รู้หรือไม่ ?
เพื่อนบ้านอีกรายอย่างมาเลเซีย กลับมีระบบการขนส่งทางรางที่มีประสิทธิภาพกว่าใครในอาเซียน โดยไม่ต้องง้อระบบรถไฟความเร็วสูงเหมือนประเทศอื่น ๆ

ทำไมมาเลเซีย ถึงพัฒนารถไฟให้มีประสิทธิภาพได้ โดยไม่ต้องทุ่มงบสร้างรถไฟความเร็วสูง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

https://www.facebook.com/share/p/1cS6XuFfdD/?mibextid=wwXIfr


แต่เดิมมาเลเซียใช้ระบบรถไฟรางเดี่ยวที่มีขนาดความกว้าง 1 เมตร และรถไฟก็ยังคงเป็นหัวรถจักรดีเซล เช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อ 100 ปีก่อน

แต่มาเลเซียเพิ่งจะมีแผนพัฒนาและปรับปรุงระบบรางให้ทันสมัยในปี 1989

ซึ่งมาเลเซียก็ได้เริ่มต้นโครงการ KTM Komuter หรือโครงการรถไฟฟ้าชานเมือง โดยเริ่มปรับปรุงระบบรางจากรางเดี่ยวให้เป็นรางคู่ พร้อมกับติดตั้งระบบเสาจ่ายไฟฟ้าบนรางรถไฟ

ต่อมาก็มีรถไฟฟ้าชานเมืองอีกโครงการคือ KTM Komuter 2 ซึ่งเป็นสายแรกใน Klang Valley หรือกรุงกัวลาลัมเปอร์และเขตปริมณฑลในปี 1995

เมื่อรถไฟฟ้าชานเมืองรอบกรุงกัวลาลัมเปอร์ประสบความสำเร็จ มาเลเซียก็มีการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าไปยังภูมิภาคอื่น ๆ อย่างเช่น การปรับปรุงรางรถไฟเก่า ให้เป็น Komuter Train

ในปี 2010 รัฐบาลมาเลเซียได้เปิดตัว ETS หรือ Electric Train Service รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 140 ถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งกลายมาเป็นไม้ตายสำคัญในการพลิกโฉมการคมนาคมของประเทศให้ทันสมัยขึ้นทันตา

เพราะแทนที่จะทุ่มเงินมหาศาลไปกับการสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงขึ้นมาใหม่ทั้งหมด มาเลเซียเลือกใช้วิธีที่ชาญฉลาดและคุ้มค่ากว่า

ด้วยการอัปเกรดบนระบบรางเดี่ยวขนาด 1 เมตรเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้กลายเป็นทางคู่ขนานเพื่อให้รถไฟวิ่งสวนกันได้โดยไม่ต้องจอดรอหลีก

พร้อมกับติดตั้งระบบไฟฟ้าเข้าไปเพื่อเปลี่ยนจากรถไฟดีเซลแบบเก่า มาเป็นรถไฟฟ้าที่รวดเร็วและเสถียรกว่าเดิม

โมเดลนี้ถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานที่คุ้มค่าอย่างมาก เพราะสามารถยกระดับการเดินทางของประชาชนได้ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็น

ความสำเร็จของโมเดลนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากเส้นทางสายแรกที่เชื่อมระหว่างกรุงกัวลาลัมเปอร์และเมืองอีโปะฮ์ ซึ่งสามารถย่นเวลาการเดินทางจากเดิม 3 ชั่วโมงครึ่ง ให้เหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

ซึ่งความสะดวกสบายนี้ไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน แต่ยังช่วยชุบชีวิตทางเศรษฐกิจให้กับเมืองอีโปะฮ์ จากอดีตเมืองทางผ่านที่ซบเซา ให้กลับมาคึกคักและกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างรวดเร็ว

ด้วยระยะเวลาการเดินทางที่สั้นลงจนทำให้ชาวเมืองหลวงสามารถนั่งรถไฟมาท่องเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับได้อย่างสบาย ๆ

การเข้ามาของระบบรถไฟ ETS จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการคมนาคม แต่คือการกระจายเม็ดเงินและโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

หลังจากความสำเร็จในเฟสแรก
รัฐบาลมาเลเซียได้เดินหน้าขยายเส้นทางรถไฟทางคู่และระบบ ETS ขึ้นไปทางตอนเหนือจนถึงสถานีปาดังเบซาร์ ซึ่งติดกับชายแดนไทยที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

การยกระดับในครั้งนี้ช่วยลดเวลาการเดินทางจากชายแดนไทยไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ จากเดิมที่ต้องนั่งรถไฟดีเซลยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 5 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดในปี 2026 นี้ โครงข่ายคมนาคมของมาเลเซียได้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้คนไทยสามารถนั่งรถไฟ ETS จากชายแดนปาดังเบซาร์ ยิงยาวเข้ากัวลาลัมเปอร์ แล้วนั่งรถไฟต่อไปยังเมืองยะโฮร์บาฮ์รูทางตอนใต้ เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์ได้อย่างสะดวกสบาย

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบรถไฟของมาเลเซียประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่การสร้างราง แต่คือความถี่ในการให้บริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง

โดยในเส้นทางหลักจากกัวลาลัมเปอร์ไปยังยะโฮร์บาฮ์รู มีรถไฟ ETS วิ่งให้บริการถึงวันละ 7 รอบ หรือเฉลี่ยทุก ๆ 2 ถึง 3 ชั่วโมง

ขณะที่เส้นทางจากปาดังเบซาร์เข้ากัวลาลัมเปอร์ก็มีวิ่งถึงวันละ 6 รอบ ซึ่งยังไม่นับรวมรถไฟชานเมืองที่วิ่งเสริมอีก 18 รอบ

ในขณะที่ฝั่งประเทศไทยกลับมีรถไฟวิ่งจากหาดใหญ่มาเชื่อมต่อที่สถานีปาดังเบซาร์เพียงวันละ 3 รอบเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความลื่นไหลในการเดินทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

สิ่งสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มให้การเดินทางด้วยรถไฟของมาเลเซียสมบูรณ์แบบก็คือ สถานีกลาง อย่าง KL Sentral ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนาดใหญ่ที่รวบรวมระบบขนส่งสาธารณะทุกอย่างไว้ในที่เดียว

ไม่ว่าจะเป็นรถไฟชานเมือง รถไฟฟ้าในเมือง รถไฟเชื่อมสนามบิน รถไฟระหว่างเมือง และรถไฟฟ้าความเร็วปานกลาง ETS ที่วิ่งตัดสลับไปทั่วประเทศ

การบริหารจัดการเชิงโครงสร้างที่คิดมาอย่างครบวงจร ทั้งตัวราง ความถี่ของรถไฟ และสถานีศูนย์กลาง จึงกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้การรถไฟมาเลเซียก้าวไปไกลและจับต้องได้จริงในปัจจุบัน

แนวคิดการวางผังของมาเลเซียไม่ได้หยุดอยู่แค่การเชื่อมต่อรถไฟ แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมของ TOD (Transit-Oriented Development) หรือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน

โดยการเปลี่ยนสถานีอย่าง KL Sentral ให้กลายเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ที่รวบรวมทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน และคอนโดมิเนียมมาไว้ในที่เดียว

พร้อมทั้งปรับปรุงภายในสถานีให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและร้านค้าครบครัน เพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตคนเมือง

นอกจากโครงข่ายฝั่งตะวันตกแล้ว ปัจจุบันมาเลเซียกำลังเติมเต็มจิกซอว์ฝั่งตะวันออกด้วยโครงการ ECRL (East Coast Rail Link) ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วปานกลางสายใหม่ วิ่งเชื่อมตั้งแต่สถานีโกตาบารู รัฐกลันตัน ใกล้ชายแดนไทยฝั่งจังหวัดนราธิวาส ยาวไปจนถึงท่าเรือพอร์ตกลัง รัฐสลังงอร์ ซึ่งเป็นท่าเรือที่สำคัญที่สุดของประเทศ

โดยความพิเศษของสาย ECRL คือการสร้างรางมาตรฐานใหม่ขนาด 1.435 เมตร เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าหนักข้ามฝั่งประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งโครงการนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 93% และพร้อมเปิดให้บริการในปี 2027

อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นรถไฟความเร็วปานกลางก็ไม่ได้หมายความว่ามาเลเซียจะปฏิเสธโครงการรถไฟความเร็วสูง

โดยปัจจุบันรัฐบาลกำลังเจรจากับสิงคโปร์เพื่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่างสองประเทศ

แต่เนื่องจากมองว่าโครงการนี้ใช้วิธีแบกรับงบประมาณเองทั้งหมด อาจจะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมาเลเซียจึงเลือกเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนแทน เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินของภาครัฐ

บทเรียนจากมาเลเซียได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะยังไม่มีรถไฟความเร็วสูง แต่การมีรถไฟความเร็วปานกลางที่มีประสิทธิภาพ มีความถี่ในการวิ่งที่เหมาะสม และมีการบริหารจัดการสถานีที่ดี ก็เพียงพอที่จะเชื่อมโยงการคมนาคมตั้งแต่ชายแดนไทย ผ่านกัวลาลัมเปอร์ ไปจนถึงชายแดนสิงคโปร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นทั้งการค้าและการท่องเที่ยวได้จริงแล้ว
ประเทศมาเลเซีย ก็ไม่ต้องเสี่ยงแบกหนี้มหาศาลไปกับเมกะโปรเจกต์ที่ยังไม่รู้ว่าจะคืนทุนเมื่อไรนั่นเอง..
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่