เรื่องนักบุญที่ยอมตายพน้อมเด็กในสมัยนาซี ทั่งเศร้า และนับถือหัวใจท่านจริง ทำให้คิดว่าโลกนี้มีคนยอมตายเพื่อคนอื่นจริงๆ

มีคนเคยเถียง"... กันตอนดูหนังสควิชเกม เกาหลี ว่ามีคนยอมตายเพื่อคนอื่นแบบ
456พระเอกเรื่องนี้จริงเหรอ อ่านเรื่องในประวัติศาสตร์ ของท่านยานุช กอร์ซัก
ทำให้คิดถึงประเด็นนี้ โลกนี้คนดีที่ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน ยอมตายเพื่อ
คนอื่นมีจริงๆ ค่ะ ท่านสุดยอดเสียสละเพื่อเด็กจริงๆ ท่านไม่เกี่ยวข้องจะไม่ตายก็ได้
แต่ท่านยอมเข้าห้องรมแก๊ส ตายพร้อมเด็ก เพราะรักไม่อยากทิ้งเด็กจนนาทีสุดท้ายค่ะ


เด็กคนหนึ่งกำชายเสื้อของชายตรงหน้าไว้แน่นคุณพ่อเราจะไปไหนกันเหรอครับ"

ชายคนนั้นก้มลงมอง ยิ้มเหมือนทุกอย่างยังปกติดี

"ไปเที่ยวกันไง" เขาตอบ
"ครั้งนี้ไปไกลหน่อยนะ"

ขบวนเด็กกำพร้า 200 ชีวิตเดินเรียงแถวผ่านถนนแคบ ๆ ในเขตกักกันวอร์ซอ เสียงเพลงเบา ๆ ลอยปะปนกับความเงียบของผู้คนที่ยืนมอง

เด็ก ๆ ต่างจับมือกันไว้แน่น ขณะที่ชายในชุดเครื่องแบบหมอทหารเดินนำอยู่ข้างหน้า

ชื่อของเขาคือ ยานุส กอร์ชัก
.
.
ก่อนที่โลกจะพังทลายลงแบบนี้ เขาเคยสร้างโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมา

ในปี 1912 กลางกรุงวอร์ซอ เขาเปิดบ้านเด็กกำพร้าเล็ก ๆ ที่แหกทุกกฎเกณฑ์ในยุคนั้น

เขาไม่เชื่อว่าเด็กคือผู้ใหญ่ในอนาคต
แต่เขาเชื่อว่า "เด็กคือมนุษย์... ในตอนนี้"

ในบ้านหลังนั้น เด็ก ๆ มีศาลของตัวเอง
มีหนังสือพิมพ์ที่เขียนโดยพวกเขา
มีรัฐบาลเล็ก ๆ ที่ตัดสินปัญหากันด้วยเหตุผล ไม่ใช่คำสั่งจากผู้ใหญ่

กอร์ชักไม่ได้แค่เลี้ยงดู แต่เขาสอนให้เด็กทุกคนรู้จัก "เคารพตัวเอง" ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

แล้วสงครามก็มาถึง
.
.
เมื่อนาซีต้อนชาวยิวเข้าไปขังในเขตกักกันที่แออัดและเต็มไปด้วยโรคระบาด

กอร์ชักมีโอกาสเลือกหลายครั้ง เพื่อนฝูงพยายามจะพาเขาหนีไปยัง "ฝั่งอารยัน" ที่ปลอดภัย

แต่คำตอบของเขาไม่เคยเปลี่ยน

"คุณไม่ทิ้งลูกในวันที่พายุมา
และคุณจะไม่ทิ้งลูกในยามที่เขากำลังจะตาย"

ทุกวัน เขาต้องออกไปขออาหาร ขอยา ขออะไรก็ตาม เพื่อยื้อชีวิตลูก ๆ ของเขาไว้ให้ได้

และในขณะเดียวกัน เขาต้องทำให้เด็ก ๆ ยังเชื่อว่าโลกใบนี้มีความงามเหลืออยู่
.
.
5 สิงหาคม 1942 คำสั่งสุดท้ายมาถึง

รถไฟขบวนมรณะมารออยู่ที่ชานชาลา แม้จะมีลางบอกเหตุถึงอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า แต่ในบ้านเด็กกำพร้านั้นกลับแตกต่างออกไป

กอร์ชักปลุกเด็ก ๆ ให้ตื่น บอกให้ล้างหน้าให้สะอาด ใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดเท่าที่มี

"เราจะไปเที่ยวกัน"

เด็ก ๆ เดินเป็นแถว ถือธงสีเขียวที่พวกเขาคุ้นเคย ร้องเพลงเบา ๆ เหมือนวันที่เคยซ้อมกันเล่น ๆ ในบ้านหลังเก่า

มันดูเหมือนขบวนพาเหรดของโรงเรียน มากกว่าขบวนของคนที่กำลังจะหายไปจากโลกนี้

กอร์ชักเดินนำอยู่ข้างหน้า อุ้มเด็กตัวเล็กสองคนไว้ในอ้อมแขน เด็กที่เหลือเกาะชายเสื้อเขาไว้แน่น

เมื่อถึงจุดขึ้นรถไฟ ทหารนายหนึ่งจำเขาได้ กระซิบเสนอโอกาสสุดท้าย

"คุณไปได้ ผมจะปล่อยคุณ"

เขามองไปที่กลุ่มเด็ก ๆ ที่ยืนเบียดกันอยู่ข้างหลัง แล้วส่ายหน้าเพียงเสี้ยววินาที

"คุณไม่เข้าใจหรอก...
เด็กพวกนี้ไม่ใช่งานของผม พวกเขาคือชีวิตของผม"
.
.
รถไฟพาพวกเขาไปยังค่ายเทรบลิงกา

ที่นั่นไม่มีเสียงเพลง ไม่มีเงาของความสุข มีเพียงความมืดในห้องรมแก๊สแคบ ๆ ที่ปิดสนิท

เมื่อวินาทีสุดท้ายมาถึง เด็ก ๆ เบียดเข้าหาความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่พวกเขารู้จัก

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าข้างในนั้นเป็นอย่างไร

แต่บันทึกจากผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เมื่อทุกอย่างจบลง พวกเขาพบร่างของกอร์ชักยังคงโน้มตัวไปข้างหน้า

เหมือนกำลังโอบกอดและปกป้อง "ความกลัว" ของเด็ก ๆ ไว้จนลมหายใจสุดท้าย
.
.
แม้ร่างของเขาจะสูญสิ้นไปในความมืดมิด แต่แนวคิดที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต ว่า "เด็กคือมนุษย์ในปัจจุบัน" ไม่ได้ดับหายไปด้วย

มันได้กลายเป็นรากฐานของแนวคิดสิทธิเด็กของ UN ในเวลาต่อมา

เขามีข้ออ้างทุกอย่างที่จะรอด และไม่มีใครจะโทษเขาเลย... ถ้าเขาเลือกเดินออกมา

แต่เขาเลือกที่จะอยู่ตรงนั้น และเดินไปพร้อมกับเด็กสองร้อยคน จนถึงที่สุด

เพราะสำหรับกอร์ชัก คำว่า "พ่อ" ไม่เคยเป็นเพียงคำเรียก

มันคือคำสัญญาที่เขาใช้ทั้งชีวิตเพื่อรักษามันไว้

แม้ในวันที่โลกทั้งใบกำลังพังทลาย

************
อ้างอิงจาก - USHMM, Yad Vashem, Britannica (Janusz Korczak)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่