PTT ฉายภาพครึ่งหลัง ต้นน้ำ-เทรดดิ้งฟื้นชัด

กระทู้ข่าว


“เปิดแผน PTT เตรียมรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก เร่งขยายพอร์ตเทรดดิ้ง LNG ตั้งเป้าวอลุ่มแตะ 15 ล้านตัน ในปี 2578 จัดสภาพคล่องกว่า 2.3 แสนล้านบาท ค้ำความมั่นคงพลังงานประเทศ ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2/69 มองธุรกิจต้นน้ำและเทรดดิ้งฟื้นตัวเด่น หลังรับรู้ขาดทุนเฮดจิ้งไปมากแล้ว  ด้านธุรกิจโรงกลั่นยังอยู่ในภาวะท้าทาย และได้ชะลอแผนหาพันธมิตรธุรกิจโรงกลั่น-ปิโตรเคมี”  

                หุ้นวิชั่น – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า แผนการหาพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท. อาจใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นที่ได้รับผลกระทบจากการแทรกแซงและโครงสร้างตลาดที่ซับซ้อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่ายังคงอยู่ระหว่างการหารือกับพันธมิตร แต่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น เนื่องจากกติกาและทิศทางของตลาดโลกเปลี่ยนไป

                สำหรับกรณีที่ PTTGC และ SCGC ประกาศศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจนั้น ปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PTTGC ให้การสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกเผชิญภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดมาเกือบ 2 ปี แม้ระยะหลังสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้มองว่าความร่วมมือของทั้งสองบริษัทจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และเพิ่มเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะเห็นผลการศึกษาที่ชัดเจนภายใน 5 เดือน

                ในส่วนของธุรกิจ LNG บริษัทมีแผนเร่งขยายพอร์ตการค้า LNG ในตลาดโลกมากขึ้น เนื่องจากมองว่าธุรกิจดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในช่วงวิกฤตพลังงาน ปัจจุบัน ปตท.มีการกระจายแหล่งจัดหา LNG จากหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ไม่ได้พึ่งพากาตาร์เพียงแห่งเดียว พร้อมตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการซื้อขาย LNG เป็น 10 ล้านตันภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันภายในปี 2578 เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลกในธุรกิจ LNG

                ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าปริมาณการซื้อขาย LNG ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 3 ล้านตัน ตามนโยบายเพิ่มการจัดหาและกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน ขณะเดียวกันยังมีมาตรการบริหารความเสี่ยงเพื่อดูแลลูกค้าและจัดหาแหล่งพลังงานต้นทางเพิ่มเติม

                นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมสภาพคล่องทางการเงินรวมกว่า 230,000 ล้านบาท เพื่อรองรับภารกิจรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแบ่งเป็นวงเงินรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนสำหรับจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท และภาระเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 7,000 ล้านบาทต่อปี

                สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 2569 บริษัทมองว่าธุรกิจต้นน้ำหรือธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงธุรกิจเทรดดิ้ง จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติยังคงเดินเครื่องโรงแยกก๊าซเต็มกำลัง แม้ต้นทุนนำเข้าก๊าซอาจสูงขึ้น ส่วนธุรกิจปิโตรเคมียังคงมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจรีเทลและไฟฟ้ายังสามารถเติบโตได้ ส่วนธุรกิจโรงกลั่นยังคงอยู่ในภาวะ “ก้ำกึ่ง” จากความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก

                ดร.คงกระพัน กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มไตรมาส 2/2569 ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมน่าจะปรับตัวดีขึ้น หลังรับรู้ผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงไปมากแล้ว ขณะที่ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อ PTT Exploration and Production ส่วนธุรกิจปิโตรเคมียังมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง แม้ธุรกิจโรงกลั่นยังอยู่ในภาวะทรงตัว อย่างไรก็ตาม ปตท.ยังคงมุ่งบริหารจัดการเพื่อรักษาผลประกอบการและดูแลผู้ถือหุ้นให้ดีที่สุด

                ส่วนกรณีมาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของภาครัฐนั้น บริษัทมองว่าเป็นมาตรการระยะสั้นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ขณะที่ประเด็นการปลดล็อกการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ ปัจจุบันกลุ่มโรงกลั่นอยู่ระหว่างหารือกับภาครัฐและขออนุญาตส่งออก โดยคาดว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

เพี้ยนปูเสื่อพาพันขอบคุณ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่