👍 รีวิวคอนเสิร์ตของ BTS โดยศิษย์เก่ามหาวิทยาลัย Standford



ไม่กี่นาทีก่อนการแสดงจะเริ่มขึ้น สนามกีฬาของสแตนฟอร์ดก็เต็มไปด้วยบรรยากาศที่คึกคัก แฟนเพลงหลายหมื่นคน — ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาของสแตนฟอร์ด และอีกหลายคนมาจากนอกเมือง — ยืนส่งเสียงเชียร์ไปยังเวทีที่ว่างเปล่า พวกเขาตอบสนองต่อภาพลวดลายแบบเกาหลีโบราณบนจอขนาดใหญ่ราวกับว่าคอนเสิร์ตได้เริ่มขึ้นแล้ว  แท่งไฟโบกสะบัด โทรศัพท์มือถือจ้องมองไปที่เวทีด้วยความคาดหวัง เมื่อควันสีแดงลอยขึ้นสู่เวทีก่อนเพลงเปิดตัว “Hooligan”  เสียงตอบรับก็ดังสนั่นหวั่นไหวทันที


เสียงกรีดร้องแทบไม่หยุดลงเลยนับจากนั้น การปรากฏตัวของสมาชิกแต่ละคนทำให้เกิดเสียงเชียร์ใหม่ ๆ ขึ้นมาเสมอ ช่วงที่ร้องเพลงได้ไพเราะก็เรียกเสียงกรี๊ดดังสนั่นจนแทบจะเทียบเท่ากับเสียงเพลงได้  แม้แต่ช่วงเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จุดประกายความตื่นเต้น รอยยิ้ม การพูดคุยสั้น ๆ หรือการซูมภาพใกล้ ๆ บนจอภาพ มักจะกระตุ้นให้เกิดเสียงเชียร์รอบใหม่จากฝูงชน ในฐานะคนที่เข้ามาชมการแสดงโดยแทบไม่รู้จัก BTS เลย การที่แฟน ๆ ทุ่มเทความรู้สึกมากมายขนาดนี้จึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ 




แม้ว่าจะไม่ค่อยรู้จักเพลงในลิสต์ที่แสดง (Setlist) สักเท่าไหร่  แต่ตัวโชว์เองกลับทำให้รู้สึกสนุกตามได้ง่ายอย่างน่าประหลาดใจ แดเนียล ซู (Daniel Xu) นักศึกษาชุดจบปี ’29  ซึ่งเป็นบรรณาธิการโต๊ะข่าวของหนังสือพิมพ์ The Daily  ตอนแรกตั้งใจมาร่วมชมการแสดงในวันเสาร์เพียงเพราะอยากมาสังเกตการณ์ขำ ๆ เท่านั้น “คอนเสิร์ตนี้ทำให้ผมกลายเป็นแฟนคลับไปเลยครับ” ซู กล่าว

พร้อมทั้งเอ่ยปากชม BTS ในเรื่องของ “จังหวะเวลา ความใส่ใจในรายละเอียด และความสามารถในการเข้าถึงอารมณ์ของผู้ชม” สำหรับซูแล้ว การแสดงครั้งนี้กลายเป็น “สิ่งเตือนใจว่า ในบางครั้ง ศิลปินก็สามารถหลอมรวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้มากพอ ๆ กับที่ประเทศชาติประเทศหนึ่งจะทำได้เลยทีเดียว”




การที่สนามกีฬาสแตนฟอร์ดปิดการแสดงเวลา 22.00 น. ทำให้เกิดสถานการณ์ที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่งในค่ำคืนนั้น เนื่องจากคอนเสิร์ตเริ่มขึ้นหลังจากเวลา 19.00 น. เล็กน้อย ช่วงครึ่งแรกของการแสดงส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นในเวลากลางวันแสก ๆ แสงแดดทำให้คอนเสิร์ตมีบรรยากาศสบาย ๆ อย่างไม่คาดคิด แต่ก็ทำให้ความอลังการของแสงสีจากการแสดงของ BTS ลดลงไปด้วย แท่งไฟนับพันแท่งส่องสว่างไปทั่วฝูงชน แม้จะมีราคาสูงถึง 69 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนรวมแบตเตอรี่ แต่เอฟเฟกต์ของมันในตอนแรกกลับไม่ค่อยเห็นผลชัดเจนนักเมื่อเทียบกับท้องฟ้าที่สว่างจ้าของแคลิฟอร์เนีย พลุและแสงไฟบนเวทีก็ดูจะลดความน่าสนใจลงไปเช่นกัน 


ดูเหมือนว่าสมาชิกวง BTS เองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ดี ในช่วงต้นของค่ำคืนนั้น  RM  หัวหน้าวงได้พูดติดตลกเกี่ยวกับการแสดงขณะที่พระอาทิตย์ยังส่องแสงอยู่ว่ารู้สึก "เขินเล็กน้อย" ก่อนจะหัวเราะกับผู้ชมแล้วบอกว่าค่ำคืนนี้จะยังคงเป็นค่ำคืนที่น่าจดจำต่อไป  นอกจากนี้ กลุ่มยังยอมรับถึงอุปสรรคทางด้านภาษาตั้งแต่ต้น และสัญญาว่าจะทำให้ค่ำคืนนี้เป็นที่น่าจดจำไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม






คอนเสิร์ตดำเนินไปเป็นช่วงๆ อย่างชัดเจน ชุดสีดำค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นชุดสตรีทแวร์สีสันสดใสมากขึ้น เมื่อการแสดงเริ่มเข้าสู่แนวเพลงฮิปฮอป รวมถึงเพลง “2.0” ที่โปรดิวซ์โดย Mike WiLL Made-IT เพลง “Merry-Go-Round” ปิดท้ายช่วงแรก พร้อมด้วยภาพประกอบที่เปลี่ยนจอวิดีโอของสนามกีฬา Stanford ให้มีลักษณะคล้ายกับชื่อเพลง 

การนำเพลง “Fake Love” และ “Not Today” มาทำใหม่ในเวอร์ชั่นรีมิกซ์ช่วยเพิ่มพลังให้กับครึ่งหลังของการแสดงในเพลงนี้ ขณะที่เพลง “Body to Body” นำเสนอธงดิจิทัลบนเวที ซึ่งเป็นหนึ่งในฉากที่สวยงามที่สุดของค่ำคืนนั้น ในช่วงท้ายของครึ่งหลัง จอภาพขนาดใหญ่ในสนามกีฬาได้หันไปทางแฟนเพลงเป็นครั้งแรก บันทึกปฏิกิริยาทางอารมณ์ของผู้ชม และทำให้ผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง 

ผู้ชมในวันเสาร์ยังได้รับเพลงเซอร์ไพรส์อีกสองเพลง (“NO” และ “Anpanman”) ซึ่งเป็นธรรมเนียมหมุนเวียนเฉพาะในแต่ละการแสดง และเป็นสิ่งที่แฟนเพลงรุ่นเก่ารอบตัวผมต่างตื่นเต้นดีใจในทันที 


Dayanara Yepez Ramirez   นักศึกษาชุดจบปี ’28 ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ The Daily และเป็นผู้ที่ติดตามวงนี้มานานเกือบทศวรรษ  บรรยายว่าการได้เห็นวงดนตรีแสดงสดเป็นครั้งแรกนั้น "เหนือจริงอย่างยิ่ง"

Yepez Ramirez  กล่าวว่า  กล่าวว่า โชว์นี้ทำให้พวกเขา "หวนคิดไปถึงตอนที่ตัวเองเคยทำเพจแฟนคลับ [BTS] บนอินสตาแกรมเลยค่ะ" ในฐานะคนที่นิยามตัวเองว่าเป็น  "เมนยุนกิ"   พวกเขาจึงรู้สึกปลาบปลื้มใจมากเป็นพิเศษที่ได้เห็น ชูก้าแจกรอยยิ้มตลอดทั้งโชว์ และหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์อินสตาแกรมของตัวเองเป็นรูปที่ชูก้าสวมหมวกแก๊ปมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดบนเวทีด้วย

และนั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทางวงทำเพื่อเอาใจชาว "เดอะ ฟาร์ม" (The Farm - ชื่อเล่นของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด)  เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่ง วี (V) สมาชิกในวงได้แกล้งถามเย้าแหย่คนดูว่า   มีใครในกลุ่มผู้ชมที่เรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ดจริง ๆ บ้างไหม ?  ก่อนจะหยอดคำหวานตามมาว่า "ผมขอเข้าเรียนที่สแตนฟอร์ดด้วยคนได้ไหมครับ ?"   ซึ่งเรียกเสียงกรี๊ดฮือฮาจากผู้ชมไปได้อย่างล้นหลาม

แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องเล็กน้อยเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราว เช่น พิกเซลเสียบนหน้าจอหนึ่งจอ และการที่สมาชิกใช้เครื่องช่วยอ่านบทพูดอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาสำคัญ  แต่รายละเอียดเหล่านั้นก็แทบจะไม่รบกวนบรรยากาศของงานในค่ำคืนนั้นเลย 




BTS ปิดฉากการแสดงในวันเสาร์ด้วยเพลง "Into the Sun" ในขณะที่เศษกระดาษคอนเฟตติค่อย ๆ ล่องลอยโปรยปรายไปทั่วทั้งสเตเดียม และแฟน ๆ ต่างปล่อยใจให้ดื่มด่ำอยู่กับโมเมนต์นั้น สำหรับโชว์ที่พึ่งพาการจุดพลุและเอฟเฟกต์ไฟอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งงาน การไม่มีพลุระเบิดตูมใหญ่ส่งท้ายเพื่อสร้างความตระการตาเป็นครั้งสุดท้ายนั้น อาจจะทำให้รู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม การจบโชว์ที่เงียบสงบกว่าเดิมนี้ กลับช่วยดึงความสนใจทั้งหมดให้ไปรวมอยู่ที่ห้วงเวลาสุดท้ายระหว่างสมาชิกในวงกับกลุ่มผู้ฟังแทน
สำหรับนักศึกษาบางคน คอนเสิร์ตในสุดสัปดาห์นี้มีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าตัวการแสดงเองเสียอีก

“ในฐานะนักศึกษาปีสุดท้าย (Senior) มันรู้สึกเหมือนเป็นโมเมนต์ที่ทุกอย่างโคจรมาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับฉันเลยค่ะ การได้มานั่งฟังเพลงที่ฉันเคยฟังเมื่อ 10 ที่แล้ว ร่วมกับกลุ่มเพื่อนที่เพิ่งได้มารู้จักกันไม่กี่ปีมานี้”  นินจิน บายาร์จาร์กัล (Ninjin Bayarjargal) นักศึกษาชุดจบปี ’26 กล่าว “ฉันรู้สึกตื้นตันและสะเทือนใจมากเมื่อคิดถึงการเติบโตของทั้งตัวฉันเอง คนรอบข้าง รวมถึงการเติบโตและการกลับคืนสู่เวทีอีกครั้งของ BTS”

“พวกเราทุกคนต่างอยู่บนเส้นทางเดินสายเล็ก ๆ ของตัวเอง และฉันรู้สึกขอบคุณทุกคนที่สแตนฟอร์ด (Stanford) มาก ๆ ที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงได้ค่ะ” บายาร์จาร์กัลกล่าว


เมื่อท้องฟ้าในยามค่ำคืนเริ่มมืดลงเหนือทะเลแท่งไฟ และเสียงกรีดร้องของแฟน ๆ ที่ส่งเสียงไปยังเวทีที่พวกเขาเฝ้ารอคอยมานานหลายปีเพื่อจะได้เห็นมันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เสน่ห์อันเหลือล้น (ของวงนี้) ก็เริ่มเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

โอกาสในครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นแค่การทัวร์คอนเสิร์ตทั่วไป สำหรับ "ARMY" รุ่นเก๋า... นี่คือการกลับมาที่พวกเขาตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ส่วนสำหรับผู้มาใหม่อย่างฉัน... แค่ความอยากรู้อยากเห็นเพียงอย่างเดียว ก็อาจเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่จะทำให้เข้าใจถึงพลังแม่เหล็กอันทรงเสน่ห์ ที่ดึงดูดให้แฟน ๆ ยอมเฝ้ารอคอยช่วงเวลาแบบนี้มาอย่างยาวนาน

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่