"ยกโทษให้ลูกช้างด้วยเถอะครับ...หลวงพ่อ"

"ยกโทษให้ลูกช้างด้วยเถอะครับ...หลวงพ่อ"
           บุษบา ท่าพระ

     ปีนี้ท่าทางหน้าฝนจะมาเร็วกว่าปีที่แล้ว เพราะแล้งมากเหลือเกิน แค่เข้าเดือนกุมภาพันธ์ก็ร้อนจนแทบจะเผาสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ให้หลอมละลายไปให้หมด น้ำในคลองลำประโดงแห้งขอด วัว 5-6 ตัวหนีร้อนจากกระไอแดด ไปนอนเคี้ยวเอื้องที่ใต้ต้นจามจุรีใหญ่ ลมตอนบ่ายที่เคยพัดให้พอเย็นชื่นใจบ้างก็เงียบสงบ มองฝ่าเปลวแดดออกไปที่ลานกลางวัด แสงเหลืองจ้าระยิบระยับจนตาพร่า

พระครูเชื่อมเจ้าอาวาสวัยชรา ละสายตามาที่โบสถ์ ก้าวย่างเข้าประตู  ท่านสังเกตเห็นปูนที่ฉาบกะเทาะร่อน จนเห็นอิฐแดงเก่าเรียงสลับอย่างเป็นระเบียบข้างในหลายแห่ง  มีความรู้สึกเหมือนว่า เมื่อปีกลายยังไม่ชำรุดทรุดโทรมเท่ากับปีนี้เลย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นแสงรำไร ส่องลอดลงมาจากหลังคาโบสถ์ ที่ทะลุจนมองเห็นท้องฟ้าตรงนั้น ตรงโน้น หลายที่ แล้วให้รู้สึกทุกข์ใจ ฤดูฝนที่จะมาถึงในอีก 4-5 เดือนข้างหน้านี้ อาจทำให้องค์พระประธาน และพื้นโบสถ์ต้องชำรุดเสียหายเป็นแน่

"หลวงพ่อครับ หลวงพ่อช่วยผมด้วย ช่วยหาทางออกให้ผมได้บูรณะซ่อมแซมโบสถ์ให้สำเร็จได้ด้วยเถิด"
เจ้าอาวาสชรากล่าวอธิษฐานในใจ ก้มกราบเบื้องหน้าพระประธาน 3 ครั้ง หลับตาทำสมาธิ แต่แล้วก็ต้องลืมตาขึ้น เมื่อได้ยินเสียงเหมือนคนมาเดินอยู่ใกล้ๆ

"อ้าว...มาจากไหนล่ะพ่อหนุ่ม"
เจ้าอาวาสกล่าวทักทายชายหนุ่มที่กำลังก้มลงกราบพระประธาน และหันมากราบที่เบื้องหน้าท่าน
"มาจากราชบุรีครับหลวงลุง"
ชายหนุ่มหันมาพนมมือต่อ
"ผ่านมาก็เลยแวะมากราบหลวงพ่อ ผมอยู่ที่นี่ตั้งแต่ตอนเด็กๆ พ่อแม่ตายตอน 8 ขวบ ก็เลยพากันย้ายไปอยู่ราชบุรี"
"ลูกใครล่ะ"
"ลูกพ่อศักดิ์ แม่ชื่น ผมชื่อวิรัตน์ มุ่งการดี ครับ"
"เอ...นึกไม่ออกนะ"
ท่านทำท่าครุ่นคิดพลางแหงนดูข้างบน สนทนาต่อ
"นี่ฉันก็กำลังดูว่า ปีนี้โบสถ์ของเราทรุดโทรมไปมาก หลังคาก็ทะลุผุพังไปหลายแห่ง มันเก่ามากแล้ว ถึงเวลาคงต้องบูรณะซ่อมแซมเสียที ยังไม่รู้ว่าจะไปบอกบุญใครให้มาช่วยเลย คนบ้านเราก็ไม่ค่อยมีใครมีสตางค์ร่ำรวยพอเสียด้วย"
เสียงปรารภอย่างท้อแท้
ชายหนุ่มเป็นฝ่ายกราบลาเมื่อสนทนาต่ออีกครู่ใหญ่ พร้อมกับรับปากว่า จะหาโอกาสมาเป็นอีกแรงหนึ่ง ในการช่วยเหลือบูรณะซ่อมแซมโบสถ์ด้วย
   ........................


เพิ่งจะทุ่มกว่าๆเอง  เสียงกลองที่โรงลิเกตรงลานวัดด้านหน้าโบสถ์ ก็เริ่มโหมโรงแล้ว  เสียงดังเป็นจังหวะตุ๊มๆต้อมๆ รัวเร่งเร้าเข้าไปในหัวอกหัวใจของชาวบ้าน และลูกเด็กเล็กแดงรอบๆบริเวณวัด ให้รีบไปอาบน้ำอาบท่าทาแป้งขนเสื่อสาด ทยอยอุ้มลูกจูงหลานมาปูที่นั่ง จับจองตรงลานดินด้านหน้าโรงลิเก จนเต็มล้นไปเกือบถึงศาลาริมน้ำ

สนามกว้างหน้าลานวัดแห่งนี้ ได้ใช้ประโยชน์เป็นที่เล่นออกกำลังของพวกเด็กๆในหมู่บ้าน เป็นสนามฟุตบอลของวัยรุ่นที่โตขึ้นมาหน่อย เป็นที่ประลองฝีมือแข่งขันว่าวจุฬา อีลุ้ม ปักเป้า ของชาวบ้านในยามบ่ายแก่ๆของฤดูร้อน  แต่คืนนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟฟ้า จากร้านค้าที่เรียงรายรอบๆ มีทั้งอ้อยควั่น ถั่วต้ม สายไหม ปลาหมึกย่าง ลูกชิ้นทอด มะม่วง ฝรั่งดอง ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใส ผัดไทย ไปจนถึงร้านน้ำตาลปั้น ที่มีเด็กๆไปมุงรอสั่งลุงคนขาย ให้ปั้นน้ำตาลเหนียวเป็นรูปสัตว์ต่างๆตามสั่ง

ร้านอ้อยควั่น ถั่วต้มของแม่ค้าวัยรุ่นผิวคล้ำตาคม ใส่เสื้อสายเดี่ยว ท่าทางจะขายดีกว่าร้าน อื่นๆ เพราะเห็นมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่แวะเวียนเข้ามาซื้อหาไม่ขาดสาย  และเล็มด้วยสายตากับแม่ค้าที่ยืนยิ้มหวาน ข้างกะละมังเคลือบสีขาวใบเขื่อง พลางหยิบอ้อยควั่นท่อนสั้นพอคำที่วางทับพูนสูง บนก้อนน้ำแข็งเย็นเจี๊ยบ โรยกลีบกุหลาบแดงเข้มใส่ถุง สลับกับตักถั่วลิสงต้ม จากกระจาดที่เต็มพูนที่วางติดกันมือเป็นระวิง

ร้านปลาหมึกย่างก็ไม่น้อยหน้า เสียงเครื่องบดมือหมุนของลุงคนขายดังแกร๊กๆตลอดเวลา บดรีดปลาหมึกแห้งที่ย่างบนเตาถ่านส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย จนบางยาวยืดเป็นรอยริ้วตามแกนเหล็ก วางทับซ้อนบนพื้นโต๊ะอลูมิเนียม เวลามีคนมาซื้อก็จะหยิบใส่ถุงกระดาษพร้อมด้วยถ้วยพลาสติกสีขาวใบจิ๋ว ใส่น้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานโรยหน้าด้วยพริกป่นและถั่วคั่วหอมมัน ให้จิ้มเคี้ยวกินอย่างไม่รู้เบื่อ

ร้านสายไหมตรงด้านซ้ายข้างโรงลิเกก็เหมือนกัน ยิ่งแสงไฟจากหลอดนีออนส่องไปกระทบ ทำให้ดูเหมือนนำปุยเมฆหลายสีมาอัดใส่ในถุงพลาสติก มัดปากถุงแน่นด้วยหนังยางกับไม้ก้านมะพร้าว เสียบเรียงรอบแกนต้นจาก เป็นพุ่มปลิวไสวสั่นไปตามแรงลม สีฟ้าอ่อน ตัดกับสีชมพู สีเหลือง สีม่วง สีขาว สีส้ม จนเด็กๆที่เดินผ่านต่างอดใจไม่ได้ ดึงมือให้พ่อแม่เลือกสีตามต้องการ ดึงแกนไม้ที่เสียบมาเป็นกรรมสิทธิ์ กันคนละอันสองอัน บางคนอดใจไม่ไหวต้องแกะถุงออกลิ้มลอง เพียงน้ำลายจากปลายลิ้นกระทบ ปุยเมฆที่ฟูฟ่องก็วาบหายกลายเป็นน้ำตาลหวานๆแฉะชุ่มอยู่ในปาก

วัดทุ่งศรัทธาธรรมเป็นวัดเล็กๆเก่าแก่ อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปเกือบ 10 กิโลเมตร ถนนหนทางที่เข้ามายังวัดเป็นเพียงทางลูกรังแคบๆ พอรถสวนกันอีกคันก็ต้องมีมารยาทดี จอดแอบชิดขอบทางให้อีกคันค่อยๆหลีกไปก่อน ปกติธรรมดาก็จะมีเฉพาะชาวบ้านละแวกนี้เท่านั้น ที่จะมาทำบุญใส่บาตร นานๆทีจะมีผ้าป่าหรือกฐินของผู้คนต่างถิ่นเข้ามาร่วมทำบุญด้วยสักครั้งหนึ่ง อย่างมากก็จะมีหนังกลางแปลงฉลองให้ครึกครื้นเพียงจอเดียว
ดังนั้นเมื่อมีลิเกคณะที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งประเทศ  ค่าตัวคืนหนึ่งหลายแสนบาทมาแสดงให้ดูฟรีแบบคืนนี้ ก็ทำให้ลานวัดซึ่งกว้างขวางแคบลงไปถนัดตา

และตั้งแต่มีลิเกคณะราชัน ขวัญเมืองราช มาแสดงแก้บนเป็นครั้งที่สอง  วัดทุ่งศรัทธาธรรมก็เปลี่ยนไป ข่าวลือเรื่องหลวงพ่อสุขพระประธานให้ลาภกับผู้คนที่มาสักการะกราบไหว้บูชาขอโชคลาภ จนถูกรางวัลเล็กรางวัลใหญ่กันถ้วนหน้า กระจายออกจากคนหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง หลายแห่งจนทั่ว กระทั่งเมื่อมีข่าว ว่ามีผู้ถูกรางวัลที่ 1 ไปจ้างคณะลิเกของราชัน ขวัญเมืองราช มาเล่นแก้บนถวายหลวงพ่อด้วยแล้ว ผู้คนไม่รู้ว่ามาจากไหน ทั่วทุกสารทิศ ต่างก็มากราบไหว้บูชาขอโชคลาภจากหลวงพ่อสุข พระประธานเก่าแก่ปางมารวิชัยสมัยเชียงแสนรุ่นแรก ที่มีอายุหลายร้อยปีกันอย่างเนืองแน่น

ยิ่งวันเสาร์วันอาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์ และวันใกล้หวยออกด้วยแล้ว ทั้งรถยนต์ รถรับจ้างรถแท็กซี่ รถบัส จอดกันเต็มลานจอดรถ  เจ้าหน้าที่จากวัดต้องมาอำนวยการจัดรถเข้าออกกันอย่างโกลาหล ร้านค้าขายอาหารการกิน ขายดีอย่างที่ไม่เคยเป็นกันมาก่อน ชาวบ้านชาวสวนต่างนำสินค้าที่ตนมีออกมาจำหน่าย การเงินหมุนเวียนสะพัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผงขายลอตเตอรี่ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนต่อไหน ตั้งวางขายเรียงรายข้างทางเดินรอบวัดและตามใต้ต้นไม้เป็นสิบๆเจ้า

บริเวณปะรำขายธูปเทียนดอกไม้ที่ปลูกสร้างขึ้นมาใหม่ ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มุ่งหมายจะมาซื้อดอกไม้ธูปเทียนไปกราบไหว้ขอพร คนงานของวัดนำดอกบัว กำดอกไม้สด พวงมาลัย ออกมาจากหน้าโบสถ์ เทลงถาดให้โยมผู้หญิงที่มาช่วยงานวัด คัดเลือกที่ยังสดและดูดี มาแยกดอกไม้เป็นกำใส่แช่น้ำในกระป๋องพลาสติกสีเหลือง ส่วนที่เป็นพวงมาลัยก็จะแขวนรวมไว้ตรงราวไม้ที่ยื่นออกไปด้านหน้า ให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินตามกำลังทรัพย์ นำหมุนเวียนกลับไปไหว้บูชาบนบานศาลกล่าวต่อไปอีก

ถัดออกมาเป็นที่ขายกระเบื้องสำหรับมุงหลังคาโบสถ์ก็ไม่น้อยหน้า เสียงไวยาวัจกรวัยดึกร้องเรียกหาปากกาเมจิกจากเณรน้อยที่คอยวิ่งรับใช้ ให้รีบนำมาแทนด้ามที่หมึกหมดนำไปให้บรรดาญาติโยมที่มาทำบุญ ซื้อแผ่นกระเบื้องมุงหลังคาโบสถ์ได้เขียนชื่อตัวเองและครอบครัว หรือบุคคลที่รักใส่ในด้านในของกระเบื้องสีส้มทอง ตามความเชื่อ

ด้านหน้าโบสถ์มีกระถางสำหรับปักธูปใบใหญ่สองใบวางขนาบที่ปักเทียนแถวยาวที่จุดแล้วเต็มแถว กระถางทั้งสองใบเต็มไปด้วยธูปที่จุดแล้วเช่นกัน  ทั้งที่มีคนคอยเก็บอยู่ตลอดเวลา กลิ่นของธูปและควันตลบอบอวลคลุ้งจนแสบตา  ทำเอาบรรดาญาติโยมทั้งหลาย ต่างเช็ดน้ำตาที่ไหลพรากไปตามๆกัน  แถวเทียนเล็กใหญ่ที่ปักลงไปตรงแผ่นเหล็กโค้งยาวเป็นรูปเรือ ก็ส่งเปลววะวิบวะวับไปตามแรงลม เทียนหลายอันหล่นลงลอยเป็นแพในน้ำด้านล่างที่หล่อไว้สำหรับกันความร้อน
"จุดธูปเทียนข้างนอก แล้วค่อยไปไหว้หลวงพ่อข้างใน ห้ามจุดธูปเทียนในโบสถ์นะครับ"
ชายวัยกลางคนกำธูปที่จุดไว้แล้วเต็มสองมือ ชูขึ้นเหนือศีรษะ ร้องบอกหญิง 2 คนที่กำลังถือกำดอกไม้ธูปเทียนแหวกผู้คนจะเข้าประตูโบสถ์
"ระวังด้วยครับ ระวังกระเป๋า ระวังรองเท้าหายด้วยครับ"
เสียงด้านนอกร้องบอกเสียงดัง

ข้างในโบสถ์มีที่ไม่ค่อยกว้างนัก มีคนแน่นไม่แพ้ข้างนอก ทุกคนกราบไหว้หลวงพ่อสุขพระพุทธรูปองค์โตด้วยจิตศรัทธาสูงสุด มุ่งหวังจากสิ่งที่เหมือนกัน คือขอโชคลาภ และความสมปรารถนา เสียงดังจากไม้ไผ่ที่กระทบกันในกระบอกติ้วแต่ละกระบอก เหมือนเสียงดนตรีที่เล่นได้แต่เพลงเดียวซ้ำซาก ยามที่ไม้ไผ่อันเล็กหล่นลงมา ต่างก็จะรีบหยิบมาพลิกดูตัวเลขที่เขียนด้วยปากกาเมจิกตรงด้านแบน แล้วเสียบกับเข้าไปไว้ที่เดิม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง คนแล้วคนเล่าทั้งหญิงและชาย ต่างเบียดเสียดเยียดยัดกันเข้ามา เมื่อได้แล้วก็ออกไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ตัวเลขที่ได้มานั้น มีสักกี่คนที่สมหวัง มีสักกี่คนที่พลาดหวังและยิ่งจมทับถมเข้าไปอีก

"เป็นอย่างไรนะพี่เหมือน งวดที่แล้วอ่ะ"
เสียงร้องถามจากหญิงวัยกลางคน ดังมาจากรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวหัวมุมถนน
"ถูกกินน่ะสิ ไม่ได้ซื้อข้างบน ซื้อแต่ข้างล่างดันออกข้างบนเสียนี่"
หญิงวัยเดียวกันร่างท้วมหยุดเดิน พลางยกถุงน้ำขึ้นดูด เหงื่อไหลเต็มใบหน้า
"ท่านก็ให้แม่นมากเลยนะ เราตีไม่ถูกเอง เห็นเมื่อเช้าหนังสือพิมพ์ลงอีกนะว่ามีคนถูกรางวัลที่ 1 เป็น 10 ใบ ไม่ยอมบอกชื่อ มาจ้างลิเกพ่อราชัน ขวัญเมืองราช มาเล่นถวายหลวงพ่ออีกแล้ว"
"จะได้ดูลิเกอีกแล้วหรือนี่ เอ..บ้านเราไม่เห็นมีข่าวว่าใครถูกหนักๆเลยนะ ได้แต่คนที่อื่นทั้งนั้น"
เสียงบ่นต่อก่อนที่จะหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อแล้วเดินจากไป

สามเดือนผ่านไป  ผู้คนยังคงมาที่วัดทุ่งศรัทธาธรรม เพื่อกราบไหว้หลวงพ่อสุขขอเลขขอพรกันอย่างไม่ขาด วัดได้กางเต็นท์ที่ด้านหน้าของโบสถ์ให้พร้อมทั้งเลื่อนกระถางธูป เชิงเทียน กระบอกติ้วและตู้ใส่ใบเซียมซีออกมาด้านนอก

หน้าประตูทางเข้ามีป้ายเขียนบอกไว้ว่า"ห้ามเข้า ไหว้พระด้านนอก" เพราะที่ในโบสถ์ มีช่างที่กำลังซ่อมแซมฝาผนังรอบๆข้างนอกและข้างใน พระประธานและพระพุทธรูปใหญ่น้อยทุกองค์ที่ใบโบสถ์ ถูกห่อมัดด้วยผ้าเหลืองกันฝุ่นละอองและเศษวัสดุ บางส่วนบนหลังคาเริ่มมุงด้วยกระเบื้องใหม่สีส้มสวยไปบ้างแล้ว ทางเดินขอบขัณฑสีมาถูกทุบทิ้งเพื่อทำใหม่

พระครูเชื่อมเจ้าอาวาสเดินดูช่างทำงานด้วยความสุขใจ อีกไม่ช้าโบสถ์ก็จะเสร็จ ท่านเดินมาหยุดที่กระดานใหญ่ข้างเต็นท์ ที่เขียนแสดงรายการรายได้ของวัด ที่ได้จากการจำหน่ายธูปเทียนดอกไม้ รายชื่อผู้บริจาคเงินสมทบให้กับทางวัด และรายจ่ายที่วัดได้จ่ายไป ซึ่งคณะกรรมการวัดได้เขียนชี้แจงให้ญาติโยมได้อ่านตัวเลขรายรับและรายจ่ายหักแล้ว ยังมีเงินเหลือพอที่จะซ่อมแซมต่อเติมศาลาการเปรียญที่ชำรุดทรุดโทรมได้อีก ท่านยิ้มอย่างพอใจ นึกถึงวันที่เป็นทุกข์แล้วมากราบขอให้หลวงพ่อช่วยในโบสถ์เมื่อห้าเดือนที่แล้ว
"หลวงพ่อท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ"
พระครูชรารำพึงในใจ

บ่ายมากจนเกือบเย็นแล้ว อากาศเริ่มครึ้มเหมือนกับจะมีฝนตกในไม่ช้า ที่วัดทุ่งศรัทธาธรรมมีผู้คนเหลืออยู่ในบริเวณวัดไม่กี่คน ร้านค้าเริ่มทยอยเก็บข้าวของหนีฝน รถเก๋งคันงามวิ่งมาจอดที่ถนนข้างโบสถ์ คนขับลุกออกมาเปิดประตูหลังขวามือ ให้ชายหนุ่มร่างสันทัดก้าวลงมา เดินเข้าไปในโบสถ์
"เอ๊ะ...นั่นมันพ่อราชัน ขวัญเมืองราช นี่ มาทำไมจนเย็นแล้ว สงสัยมาไหว้หลวงพ่อสุข"
เสียงแม่ค้าขายน้ำดังลั่นชี้มือไปที่โบสถ์
"มาคนเดียวด้วย น่ากลัวจะมาเล่นลิเกให้พวกเราดูอีกแน่เลย"
เจ๊แหววแม่ค้าน้ำตกส้มตำรสเด็ดตอบ
"เขาเป็นคนบ้านเรานะ จะพ่อหรือแม่ตายนี่แหละ ก็เลยย้ายไปอยู่ราชบุรีตั้งแต่เด็กๆ"
เจ๊แหววทำท่าเป็นผู้รู้
"ดีจังที่ยังไม่ลืมบ้านเกิด ยังอุตส่าห์มาไหว้หลวงพ่ออีก"
แม่ค้าขายน้ำสรรเสริญ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่