JJNY : 5in1 “ศิริกัญญา”จับโป๊ะ│ปชน.ห่วงองคมนตรี ละเมิดปชต.│โตโต้ยันสู้ต่อ│ย้ายด่วนเหตุรับส่วย│ทรัมป์ความนิยมร่วงเหลือ35%

“ศิริกัญญา” จับโป๊ะ รัฐบาลแอบสอดไส้เงินกู้ โปะเงินกองทุนประชารัฐ 18,800 ล้าน
https://www.thairath.co.th/news/politic/2934154
.

.
“ศิริกัญญา” จับโป๊ะ รัฐบาลแอบสอดไส้เงินกู้สำหรับเยียวยามาใช้กับงบประจำ โปะเงินกองทุนประชารัฐ 18,800 ล้านบาท ถาม แก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชน หรือแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณของรัฐบาลกันแน่
.
เมื่อเวลา 15.15 น.วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีรัฐบาลเอาเงินกู้เยียวยามาใช้กับงบฯ ประจำ ว่า “จับโป๊ะ! รัฐบาลเอาเงินกู้สำหรับเยียวยามาใช้กับงบประจำ แอบสอดไส้โปะเงินกองทุนประชารัฐ 18,800 ล้านบาท ที่ควรเป็นงบประมาณตามปกติ” 
.
น.ส.ศิริกัญญา ระบุต่อไปโดยข้อมูลตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โครงการแรกนี้ เป็นสวัสดิการที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการต้องได้รับตามปกติอยู่แล้ว (เงินช่วยเหลือ 300 บาท ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ฯลฯ) ซึ่งต้องได้รับจากงบประมาณประจำปี ไม่เกี่ยวกับการเยียวยาในช่วงวิกฤตพลังงานแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลตั้งงบประมาณเอาไว้ต่ำกว่าที่ต้องใช้จริง เลยไม่มีเงินพอมาจ่ายสวัสดิการ (ใช้ 50,000 ล้านบาท ตั้งงบไว้เพียง 30,000 ล้านบาท ในปีงบฯ 2569) นับว่ารัฐบาลกล้ามาก ที่จะนำเงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิฤตพลังงานในวงเงิน 200,000 ล้านบาท มาใช้เพื่อจ่ายรายจ่ายประจำ ที่ควรใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ ถือว่าผิดจากวัตถุประสงค์ไปไกล 
.
ก่อนที่ น.ส.ศิริกัญญา จะทิ้งท้ายว่า สรุปว่าเงินกู้ก้อนนี้ นำมาแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หรือมาแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณของรัฐบาลกันแน่
.
https://www.facebook.com/SirikanyaOfficial/posts/pfbid0VAu6PdvagAf6ZBJoKFf2yFg4X4c8NY6wMSM4Chce2kPQ9fS4fq1NGJyQDmoDGPGDl
.
https://www.facebook.com/SirikanyaOfficial/posts/pfbid0VAu6PdvagAf6ZBJoKFf2yFg4X4c8NY6wMSM4Chce2kPQ9fS4fq1NGJyQDmoDGPGDl?comment_id=1487586432910832
.

.
ปชน.ห่วง องคมนตรี ร่วมประชุมรัฐบาล ละเมิดหลักการปชต.อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
https://www.matichon.co.th/politics/news_5726010
.
ปชน.ห่วง องคมนตรี ร่วมประชุมรัฐบาล ละเมิดหลักการปชต.อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
.
วันที่ 20 พฤษภาคม เพจพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า
.
รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
.
ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกลไกปกติของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการรับมือวิกฤตตามฤดูกาล
.
แต่สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของคณะองคมนตรีหลายท่าน ได้แก่ พลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ “ให้กำลังใจและคำแนะนำ” ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้
.
มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า “คลุกวงใน” กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ
.
ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร
.
ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร

ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ
.
และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ
.
หาก “คำแนะนำ” เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?
.
พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง
.
ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ
.
องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
.
https://www.facebook.com/PPLEThai/posts/pfbid02GPFYrryprGMZx6ma3cJj9Nw2MeK3X45NPcAEGJn3ZCcEiY76mG4rceU3LgsTQt3fl
.

.
โตโต้ รับเสียดาย ไม่มีโอกาสให้การช่วงสืบพยาน ยันสู้ต่อศาลฎีกา คดี 112 ติดป้ายวิจารณ์วัคซีน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5726374
.
‘โตโต้’ กังขาศาลอุทธรณ์สั่งคุก 3 ปีคดี ม.112 กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เผยถูกตัดพยานไม่ให้นำสืบตั้งแต่แรก แถมเชื่อแค่รถตัวเอง-รถแม่วิ่งผ่านจุดเกิดเหตุ ยันหลักการลุยสู้ต่อ
.
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายปิยรัฐ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 3 แสนบาท จากกรณีศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวก ติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ริมถนนใน จ.กาฬสินธุ์ และโพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2564 ว่าผู้พิพากษาในชั้นศาลอุทธรณ์ที่มาอ่านคำพิพากษานั้นเป็นผู้พิพากษาเวรรักษาการ ทำหน้าที่อ่านคำพิพากษาอย่างเดียว ไม่ใช่ผู้พิพากษาเจ้าของคดี ทำให้มีการอ่านเฉพาะสรุปคำพิพากษาเท่านั้น
.
นายปิยรัฐกล่าวต่อว่า ภาพรวมของศาลไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษ ท่านอ่านย่อๆ เพราะว่าท่านไม่ต้องการอ่านรายละเอียด ศาลอ่านย่อ 3 บรรทัดสุดท้าย ได้ใจความว่าการที่โจทก์นำพยานสืบในชั้นศาลชั้นต้นมีน้ำหนักและเพียงพอแล้ว สำหรับให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดด้วยตัวเอง ตนก็แปลกใจเหมือนกันว่าศาลอุทธรณ์ไม่ได้มองในมุมที่ว่าตนไม่มีโอกาสได้ให้การเลยในชั้นสืบพยาน เพราะศาลชั้นต้นมองว่าพยานไม่มีน้ำหนักและฟังไม่ขึ้น เลยไม่ให้เสียเวลาในการสืบพยานต่อ จึงตัดพยานจำเลยออกไป

จึงงงว่าปกติแล้วถ้าศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาลักษณะแบบนี้ ท่านต้องให้คำสั่งลงมาให้ศาลชั้นต้นกลับไปสืบพยานจำเลยอีกรอบหนึ่ง เพื่อรับฟังความทั้ง 2 ฝ่ายให้สิ้นกระแสความสงสัย ก็ไม่ทราบเพราะเหตุอะไร ศาลจึงกล้าตัดสินแบบนี้ ถือว่าเป็นคดีสำคัญ เพราะเป็นอนาคตทางการเมืองของผม จึงไม่รู้ว่าเหตุผลจริงๆ ที่ลงรายละเอียดเป็นอย่างไร ปัจจุบันทำเรื่องคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาอยู่ เพื่อดูรายละเอียด” นายปิยรัฐกล่าว
.
เมื่อถามว่า จริงๆ ไม่ได้มีเจตนาตามข้อกล่าวหาใช่หรือไม่ หรือเมื่อเวลาดังกล่าวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กลักษณะไหน พอจำได้หรือไม่ นายปิยรัฐกล่าวว่า ยืนยันและสู้แบบนี้ต่อศาลว่า ตนไม่ได้อยู่ ไม่ได้ทำ ไม่ได้ปฏิบัติการนี้ แต่ที่ศาลอาญา (ชั้นต้น) ยกฟ้อง เพราะเชื่อว่าตนไม่ได้ทำ แต่เฟซบุ๊กแฟนเพจ WeVo มีแอดมิน 5 คน ศาลชั้นต้นชี้ว่า เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้ว่าตนโพสต์ เพราะไม่ได้เป็น 1 ใน 5 แอดมินดูแลเพจดังกล่าว ขณะเดียวกันตอนตนติดคุกอยู่ เพจพวกนี้ก็ยังโพสต์ได้ นั่นทำให้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าตนโพสต์
.
นายปิยรัฐกล่าวอีกว่า แต่อันนี้คือโจทก์เห็นรถตน กับรถแม่ที่ จ.กาฬสินธุ์ วิ่งผ่านจุดเกิดเหตุเท่านั้นเอง นี่คือหลักฐานที่มี หลักฐานมีแค่นี้ แล้วโจทก์ไม่สามารถตอบได้ว่าตนอยู่ไหนในวันนั้น แล้วขับผ่านเพราะตนขับหรือใครขับ จึงเลยบอกว่าวันนั้นอยู่ไหน รถ 2 คันนี้ใครขับ ไปดูว่าตนมีรถทั้งหมดกี่คัน เป็นประเด็นใช่หรือไม่ ตนมีรถตั้ง 7 คัน อยู่ กทม. 5 คัน อยู่กาฬสินธุ์ 2 คัน ไม่แปลกที่จะวิ่งในกาฬสินธุ์ แล้วถ้าคุณลองดูการเคลื่อนไหวช่วงที่ผ่านมาปี 2563-2564 ที่มันคุกรุ่น สมาชิก WeVo ทั่วประเทศมีกี่คน แล้วตนสั่งห้าม หรือใครทำอะไร จะรู้เหรอ นี่คือสิ่งที่กำลังต่อสู้
.
เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงไม่ได้กระทำการตามข้อกล่าวหา แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนโพสต์ในเพจดังกล่าวใช่หรือไม่ นายปิยรัฐกล่าวว่า ใช่ ยืนยันตามศาลชั้นต้น ย้อนคำพิพากษาดูได้เลย ศาลบอกว่าจะลงโทษตนไม่ได้ เพราะโจทก์เองให้การต่อศาลว่า เพจ WeVo เป็นเพจสาธารณะ มีแอดมิน 5 คน ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ตนก็แปลกใจว่า ทำไมการอุทธรณ์มีหลักฐานแค่นี้ จึงกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก
.
เมื่อถามว่า ไม่ชัดว่าศาลใช้เหตุผลอะไรในการกลับคำพิพากษา จะสื่อสารและจะต่อสู้อย่างไรในชั้นฎีกา นายปิยรัฐกล่าวว่า ถามว่าชัดหรือไม่กับคำแย้งของศาลอุทธรณ์ คิดว่าชัดแล้วในเชิงหลักการ คือศาลอุทธรณ์วางหลักว่าเท่านี้ฟังขึ้นแล้ว หลักฐานแค่นี้ฟังขึ้นแล้ว นี่คือหลักการศาลอุทธรณ์ เมื่อบอกว่าหลักฐานฟังขึ้นแล้ว ไม่ใช่ตามที่ศาลชั้นต้นว่าในชั้นฎีกาจึงต้องสู้ในหลักการว่าเมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่ได้เป็นผู้นั่งสืบพยาน ไม่ได้เห็นบรรยากาศ ไม่ได้เห็นแววตา ไม่ได้เห็นสิ่งที่ศาลชั้นต้นเห็น ควรให้โอกาสจำเลยขอให้มีการสั่งสืบพยานใหม่ โดยเฉพาะฝั่งจำเลย เพราะจำเลยไม่มีโอกาสได้สืบพยานเลยแม้แต่นัดเดียว โดยตนจะนำพยานหลักฐานไปนำสืบว่าวันนั้นอยู่ที่ไหน ไปทำอะไรอยู่ ไปแสดงต่อศาล
.
เมื่อถามว่า คดีนี้คาดว่าใช้เวลาอีกนานแค่ไหน นายปิยรัฐกล่าวว่า คิดว่าน่าจะประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง หรือถ้าหากมีการยื้อเกิดขึ้น คาดว่าไม่น่าเกิน 2 ปี
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่