มีผลวิเคราะห์ชี้ว่า รายกา LIVE คัมแบ็กของวง BTS ทาง Netflix สามารถดึงดูดให้ผู้คนมารวมตัวกันแบบเรียลไทม์ ในขณะที่ภาพยนตร์สารคดีของ BTS ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตีความผลงานและการอภิปรายพูดคุยในวงกว้าง
บรรษัทโฆษณาทางสถานีโทรทัศน์แห่งเกาหลี หรือ โคบาโก (KOBACO) ได้เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบโครงสร้างการตอบรับบนโลกออนไลน์ระหว่างคอนเทนต์ของ Netflix เรื่อง
'BTS Comeback Live: Arirang' และภาพยนตร์สารคดี
'BTS: The Return' โดยอ้างอิงข้อมูลจากระบบวิเคราะห์ข้อมูลมูลค่าคอนเทนต์ออกอากาศ (RACOI)
รายงานฉบับนี้ ซึ่งจัดทำโดยศาสตราจารย์ ควอน โบ-ราม จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเกาหลี (The Catholic University of Korea) ได้รวบรวมผลการวิเคราะห์ปฏิกิริยาตอบรับบนโลกออนไลน์เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ต่อคอนเทนต์ทั้งสองชุดที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
จากผลการวิเคราะห์พบว่า คัมแบ็ค
'Arirang' ซึ่งเป็นคอนเทนต์ถ่ายทอดสด สร้างกระแสฮือฮาได้อย่างถล่มทลาย โดยในสัปดาห์ที่เปิดตัว
- มีจำนวนโพสต์บนโลกออนไลน์สูงถึง 3,212 โพสต์ (จำนวนกระทู้หรือโพสต์หลัก)
- ยอดเข้าชมวิดีโอ 2.93 ล้านครั้ง
- มีการนำเสนอผ่านข่าวสารอีก 1,021 ข่าว
ในทางกลับกัน แม้ว่าสารคดี
'The Return' จะมีจำนวนโพสต์ค่อนข้างน้อยกว่า
- โดยอยู่ที่ 297 โพสต์
- แต่มีจำนวนคอมเมนต์ต่อหนึ่งโพสต์สูงถึง 11.3 คอมเมนต์ ซึ่งมากกว่ารายการ 'Arirang' (2.6 คอมเมนต์) ถึงกว่า 4 เท่า
- แสดงให้เห็นว่ามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ใช้งานอย่างคึกคัก
*** หมายเหตุ : ระบบ
RACOI ของ KOBACO ที่ใช้ในรายงานนี้ เป็นระบบของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่เน้นเก็บข้อมูล
เฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ และนับเฉพาะแพลตฟอร์มหลัก ๆ เช่น
Wikitree, Insight ,
Naver Cafe / Daum Cafe ,
Blog ต่างๆ ระบบนี้ไม่ได้รวมสถิติจาก
X (Twitter), TikTok, Instagram หรือ Weverse
KOBACO วิเคราะห์ว่า แม้คอนเทนต์ทั้งสองชุดจะเปิดตัวในเวลาเดียวกันและบนแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่กลับมีวิธีในการขับเคลื่อนผู้ใช้งานออนไลน์ที่แตกต่างกัน
สำหรับ Live
'Arirang' นั้น พบว่าเริ่มมีกระแสตอบรับเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่รายการจะเปิดตัว โดยคีย์เวิร์ดส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมในสถานที่จริงและการเดินทาง เช่น
'กวางฮวามุน', 'การแสดง', 'การจองตั๋ว' และ
'คอนเสิร์ต'
หลังจากเปิดตัวแล้ว คีย์เวิร์ดอย่าง
'ถ่ายทอดสด', 'ไลฟ์', 'การจราจร' และ
'การควบคุม (การจราจร)' ก็ได้แพร่กระจายออกไป ซึ่ง KOBACO วิเคราะห์ว่า นี่คือรูปแบบการบริโภคคอนเทนต์ประเภทอีเวนต์ ที่สามารถขับเคลื่อนทั้งพื้นที่ในเมืองและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้พร้อม ๆ กัน
และหลังจากเปิดตัวไปได้ 2 สัปดาห์ ข้อความส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนไปสู่ภาษาแห่งความสำเร็จและการย้อนรำลึกถึงคอนเสิร์ต โดยมีคำว่า
'บิลบอร์ด', 'ความซาบซึ้ง', 'การสนับสนุน' และ
'คำขอบคุณ' เป็นศูนย์กลาง
ในทางกลับกัน สำหรับสารคดี
'The Return' หลังจากเปิดตัวแล้ว คีย์เวิร์ดอย่าง
'เนื้อเพลง', 'ความคิดเห็น', 'ความหมาย' และ
'ผลงาน' กลับโดดเด่นขึ้นมา แสดงให้เห็นถึงกระแสที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในการอธิบายและตีความคอนเทนต์
โดย KOBACO อธิบายเพิ่มเติมว่า จำนวนคอมเมนต์ได้พุ่งสูงขึ้นทันทีหลังเปิดตัว และหลังจากนั้นก็ยังคงเกิดบทสนทนาถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับคุณค่าของผลงานและเรื่องราว
รายงานฉบับนี้ได้วินิจฉัยว่า
"การคัมแบ็กของ K-POP ไม่ใช่แค่การออกอัลบั้มธรรมดา ๆ อีกต่อไป แต่กำลังวิวัฒนาการไปสู่ 'ปรากฏการณ์สื่อแบบผสมผสาน' ที่หลอมรวมทั้งพื้นที่เมือง, การไลฟ์สตรีม, เรื่องราวในสารคดี และการรายงานข่าวเข้าด้วยกัน"
พร้อมทั้งวิเคราะห์ทิ้งท้ายว่า
"ในขั้นตอนการวางแผนคอนเทนต์ กลยุทธ์ในการออกแบบว่า 'จะทิ้งความหมายและบทสนทนาอะไรไว้หลังคอนเทนต์เปิดตัวไปแล้ว' กำลังกลายเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับการคิดว่าจะสร้างกระแสให้ฮือฮาได้มากแค่ไหนก่อนเปิดตัว"
การคัมแบ็กของ BTS ก้าวข้ามขั้นการแสดงคอนเสิร์ต สู่การเป็น 'เทศกาลระดับเมือง' ไปแล้ว
มีผลวิเคราะห์ชี้ว่า รายกา LIVE คัมแบ็กของวง BTS ทาง Netflix สามารถดึงดูดให้ผู้คนมารวมตัวกันแบบเรียลไทม์ ในขณะที่ภาพยนตร์สารคดีของ BTS ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตีความผลงานและการอภิปรายพูดคุยในวงกว้าง
บรรษัทโฆษณาทางสถานีโทรทัศน์แห่งเกาหลี หรือ โคบาโก (KOBACO) ได้เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบโครงสร้างการตอบรับบนโลกออนไลน์ระหว่างคอนเทนต์ของ Netflix เรื่อง 'BTS Comeback Live: Arirang' และภาพยนตร์สารคดี 'BTS: The Return' โดยอ้างอิงข้อมูลจากระบบวิเคราะห์ข้อมูลมูลค่าคอนเทนต์ออกอากาศ (RACOI)
รายงานฉบับนี้ ซึ่งจัดทำโดยศาสตราจารย์ ควอน โบ-ราม จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเกาหลี (The Catholic University of Korea) ได้รวบรวมผลการวิเคราะห์ปฏิกิริยาตอบรับบนโลกออนไลน์เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ต่อคอนเทนต์ทั้งสองชุดที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
จากผลการวิเคราะห์พบว่า คัมแบ็ค 'Arirang' ซึ่งเป็นคอนเทนต์ถ่ายทอดสด สร้างกระแสฮือฮาได้อย่างถล่มทลาย โดยในสัปดาห์ที่เปิดตัว
- มีจำนวนโพสต์บนโลกออนไลน์สูงถึง 3,212 โพสต์ (จำนวนกระทู้หรือโพสต์หลัก)
- ยอดเข้าชมวิดีโอ 2.93 ล้านครั้ง
- มีการนำเสนอผ่านข่าวสารอีก 1,021 ข่าว
ในทางกลับกัน แม้ว่าสารคดี 'The Return' จะมีจำนวนโพสต์ค่อนข้างน้อยกว่า
- โดยอยู่ที่ 297 โพสต์
- แต่มีจำนวนคอมเมนต์ต่อหนึ่งโพสต์สูงถึง 11.3 คอมเมนต์ ซึ่งมากกว่ารายการ 'Arirang' (2.6 คอมเมนต์) ถึงกว่า 4 เท่า
- แสดงให้เห็นว่ามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ใช้งานอย่างคึกคัก
*** หมายเหตุ : ระบบ RACOI ของ KOBACO ที่ใช้ในรายงานนี้ เป็นระบบของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่เน้นเก็บข้อมูล เฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ และนับเฉพาะแพลตฟอร์มหลัก ๆ เช่น Wikitree, Insight , Naver Cafe / Daum Cafe , Blog ต่างๆ ระบบนี้ไม่ได้รวมสถิติจาก X (Twitter), TikTok, Instagram หรือ Weverse
KOBACO วิเคราะห์ว่า แม้คอนเทนต์ทั้งสองชุดจะเปิดตัวในเวลาเดียวกันและบนแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่กลับมีวิธีในการขับเคลื่อนผู้ใช้งานออนไลน์ที่แตกต่างกัน
สำหรับ Live 'Arirang' นั้น พบว่าเริ่มมีกระแสตอบรับเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่รายการจะเปิดตัว โดยคีย์เวิร์ดส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมในสถานที่จริงและการเดินทาง เช่น 'กวางฮวามุน', 'การแสดง', 'การจองตั๋ว' และ 'คอนเสิร์ต'
หลังจากเปิดตัวแล้ว คีย์เวิร์ดอย่าง 'ถ่ายทอดสด', 'ไลฟ์', 'การจราจร' และ 'การควบคุม (การจราจร)' ก็ได้แพร่กระจายออกไป ซึ่ง KOBACO วิเคราะห์ว่า นี่คือรูปแบบการบริโภคคอนเทนต์ประเภทอีเวนต์ ที่สามารถขับเคลื่อนทั้งพื้นที่ในเมืองและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้พร้อม ๆ กัน
และหลังจากเปิดตัวไปได้ 2 สัปดาห์ ข้อความส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนไปสู่ภาษาแห่งความสำเร็จและการย้อนรำลึกถึงคอนเสิร์ต โดยมีคำว่า 'บิลบอร์ด', 'ความซาบซึ้ง', 'การสนับสนุน' และ 'คำขอบคุณ' เป็นศูนย์กลาง
ในทางกลับกัน สำหรับสารคดี 'The Return' หลังจากเปิดตัวแล้ว คีย์เวิร์ดอย่าง 'เนื้อเพลง', 'ความคิดเห็น', 'ความหมาย' และ 'ผลงาน' กลับโดดเด่นขึ้นมา แสดงให้เห็นถึงกระแสที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในการอธิบายและตีความคอนเทนต์
โดย KOBACO อธิบายเพิ่มเติมว่า จำนวนคอมเมนต์ได้พุ่งสูงขึ้นทันทีหลังเปิดตัว และหลังจากนั้นก็ยังคงเกิดบทสนทนาถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับคุณค่าของผลงานและเรื่องราว
รายงานฉบับนี้ได้วินิจฉัยว่า "การคัมแบ็กของ K-POP ไม่ใช่แค่การออกอัลบั้มธรรมดา ๆ อีกต่อไป แต่กำลังวิวัฒนาการไปสู่ 'ปรากฏการณ์สื่อแบบผสมผสาน' ที่หลอมรวมทั้งพื้นที่เมือง, การไลฟ์สตรีม, เรื่องราวในสารคดี และการรายงานข่าวเข้าด้วยกัน"
พร้อมทั้งวิเคราะห์ทิ้งท้ายว่า "ในขั้นตอนการวางแผนคอนเทนต์ กลยุทธ์ในการออกแบบว่า 'จะทิ้งความหมายและบทสนทนาอะไรไว้หลังคอนเทนต์เปิดตัวไปแล้ว' กำลังกลายเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับการคิดว่าจะสร้างกระแสให้ฮือฮาได้มากแค่ไหนก่อนเปิดตัว"