ตำนานเครื่องบินรบ F-5 ทอ.ไทย

ตำนานเครื่องบินรบ F-5 ทอ.ไทย


ผืนแผ่นดินไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์ช่วงสงครามเย็นมาได้ ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับ "เขี้ยวเล็บ" สำคัญของกองทัพอากาศไทย นั่นคือ เครื่องบินขับไล่ เอฟ-ห้า (F-5) หรือที่คนไทยขนานนามว่า "ม้าสีหมอก" บทความนี้จะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปเจาะลึกประวัติศาสตร์ วีรกรรมในสนามรบที่แลกด้วยเลือดเนื้อ และการชุบชีวิตเครื่องบินรุ่นเก๋าให้กลายเป็นเสือร้ายติดปีกในยุคปัจจุบัน

1. จุดเริ่มต้นและวิกฤตภูมิศาสตร์การเมืองช่วงสงครามเย็น
ในช่วงทศวรรษที่ 2510 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกอยู่ในความตึงเครียดสูงสุดจากสงครามเวียดนาม การล่มสลายของกรุงไซง่อน และการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน ทำให้ "ทฤษฎีโดมิโน" กลายเป็นความเสี่ยงที่จับต้องได้ ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกาเริ่มถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาค ทิ้งให้ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามรอบด้านเพียงลำพัง

ด้วยวิสัยทัศน์ของ พลอากาศเอก กมล เดชะตุงคะ (ผบ.ทอ. ในขณะนั้น) ที่เล็งเห็นว่าน่านฟ้าไทยคือเส้นเลือดใหญ่ของอธิปไตย จึงได้เสนอจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง จนนำไปสู่มติครม. ประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2519 อนุมัติจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ F-5E/F ฝูงแรกผ่านระบบ FMS (Foreign Military Sales) พลิกโฉมกองทัพอากาศไทยสู่ยุคพึ่งพาตนเอง

2. วินาทีประวัติศาสตร์ "พยัคฆ์ติดปีก" ร่อนลงผืนแผ่นดินไทย
วันที่ 26 พฤษภาคม 2521 เครื่องบินลำเลียงยักษ์ C-5 Galaxy ของสหรัฐฯ ได้นำเครื่องบิน F-5E/F จำนวน 8 เครื่องแรกมาส่งมอบ ณ สนามบินดอนเมือง ในสภาพแยกส่วนปีกและลำตัว ช่างเทคนิคชาวไทยและผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันประกอบร่างและทดสอบเครื่องยนต์เจ็ท J85 อย่างแข่งกับเวลา

ต่อมาในวันที่ 25 กันยายน 2521 ได้มีพิธีบรรจุประจำการอย่างเป็นทางการ ณ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช โดยมี พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นประธาน และมี นาวาอากาศโท อมร แนวมาลี เป็นผู้บังคับฝูงบินคนแรก จนได้รับฉายาว่า "พยัคฆ์ติดปีก" หลังจากนั้นในปี 2524 ไทยได้รับมอบ F-5 ฝูงที่สองจำนวน 20 เครื่อง ประจำการ ณ ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี ซึ่งความพิเศษของฝูงนี้คือเป็นรุ่นจมูกแบนที่เรียกว่า "ชาร์กโนส" (Shark Nose) หรือจมูกปลาฉลาม

3. เจาะลึกสมรรถนะทางเทคนิค บ.ข.18 ข/ค "ม้าสีหมอก"
กองทัพอากาศไทยกำหนดรหัสเรียกขานอย่างเป็นทางการดังนี้:

บ.ข.18 ข สำหรับรุ่นที่นั่งเดียว (F-5E)

บ.ข.18 ค สำหรับรุ่นสองที่นั่ง (F-5F)

เครื่องบินรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เจแปนแปดสิบห้า (J85) สามารถทำความเร็วเหนือเสียง (Supersonic) มีน้ำหนักเบาและมีความคล่องตัวสูง (Maneuverability) เหมาะกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและป่าทึบของไทย ในส่วนของอาวุธ F-5 ติดตั้งปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มิลลิเมตร และทีเด็ดสำคัญคือ อาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9J (Sidewinder) ที่จับความร้อนจากท่อไอเสียข้าศึกได้อย่างแม่นยำ

4. วีรกรรมอาบเลือด ณ สมรภูมิเขาค้อ
สมรภูมิเขาค้อ (พ.ศ. 2513 - 2526) คือพื้นที่การรบอันดุเดือดระหว่างทหารไทยกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) เครื่องบิน F-5 ได้ทำหน้าที่โจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงจนต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย:

วีรกรรมที่ 1: วันที่ 6 ตุลาคม 2513 เรืออากาศเอก ชาญชัย มหากาญจนะ ขับเครื่อง F-5 หมายเลข 1313 เข้าโจมตีฐาน ผกค. ที่บ้านถ้ำหวาย แต่ถูกระดมยิงด้วยปืนต่อสู้อากาศยานจนเครื่องตกและเสียชีวิตในหน้าที่ (ได้รับการปูนบำเหน็จเป็น นาวาอากาศโท)

วีรกรรมที่ 2: วันที่ 11 มิถุนายน 2519 เรืออากาศโท พงษ์ณรงค์ เกสรศุกร์ นำเครื่อง F-5 หมายเลข 1333 เข้าทิ้งระเบิดนาปาล์มโจมตีหุบเขาในเขตอำเภอหล่มสัก เครื่องถูกยิงระเบิดกลางอากาศ ร่างของท่านสูญหายไปในป่าลึก จนกระทั่งปี 2526 อดีตแนวร่วม ผกค. ชาวม้งได้นำทางไปชี้จุดฝังศพและคืนอัฐิของ "นาวาอากาศตรี พงษ์ณรงค์" กลับสู่มาตุภูมิอย่างสมเกียรติ

5. ยุทธการดี-เก้า และ วิกฤตการณ์บ้านร่มเกล้า: เผชิญหน้าจรวด SAM-7
เมื่อเข้าสู่สงครามตามแนวชายแดน F-5 ต้องปะทะกับระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ร้ายกาจ:

ยุทธการดี-เก้า (อำเภอน้ำยืน): วันที่ 4 มีนาคม 2530 นาวาอากาศตรี สุรศักดิ์ บุญเปรมปรี นำเครื่อง F-5E เข้าโจมตีทหารเวียดนาม และถูกจรวดนำวิถีพื้นสู่อากาศ SAM-7 ยิงเข้าที่เครื่องยนต์ขวาจนระเบิด แต่ด้วยทักษะอันยอดเยี่ยม ท่านสามารถประคองเครื่องยนต์ที่เหลือเพียงข้างเดียวกลับมาลงจอดที่กองบิน 21 ได้สำเร็จ

วิกฤตการณ์บ้านร่มเกล้า: วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2531 เครื่อง F-5E ของ นาวาอากาศตรี สุรศักดิ์ ถูกจรวด SAM-7 ของทหารลาวยิงจนระบบไฮโดรลิกเสียหาย ทำให้ต้องดีดตัวรอดชีวิต และในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2531 เครื่อง F-5 หมายเลข 23102 ของ นาวาอากาศตรี ธีระพงษ์ วรรณสำเริง และ เรืออากาศตรี ณฤทธิ์ สุดใจธรรม ก็ถูกจรวด SA-7 ยิงเครื่องยนต์ระเบิดเช่นกัน แต่ทั้งสองสามารถนำเครื่องบินพิการกลับมาลงจอดที่ฐานอุดรธานีได้อย่างปลอดภัยและได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ

6. การชุบชีวิตสู่ยุคดิจิทัล: F-5 ST Super Tiger
แม้ว่ากองทัพอากาศจะมีเครื่องบินรุ่นใหม่อย่าง F-16 และ Gripen เข้ามาประจำการ แต่ไทยยังคงใช้งาน F-5 อย่างคุ้มค่า มีการโยกย้ายไปประจำการที่กองบิน 21 อุบลราชธานี และกองบิน 7 สุราษฎร์ธานี รวมถึงการจัดหาเครื่องเพิ่มเติมจากมาเลเซียและสหรัฐฯ มารวมไว้ที่ฝูงบิน 231 อุดรธานี

ไฮไลต์สำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2560 ทอ.ไทยได้ดำเนินโครงการปรับปรุงเป็น F-5 ST Super Tiger ซึ่งเป็นการยกเครื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avionics) ติดตั้งเรดาร์สมัยใหม่ และระบบเครือข่ายสารสนเทศ Network Centric Operation ทำให้เครื่องบินยุคคลาสสิกลำนี้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลการรบกับเครื่องบินยุค 4.5 อย่าง Gripen ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้งบประมาณน้อยกว่าการซื้อเครื่องใหม่ถึง 10 เท่า ยืดอายุการใช้งานต่อไปได้อีกนับสิบปี

บทสรุป: มรดกแห่งน่านฟ้าไทยที่ไม่ยอมตาย
ตลอดเวลากว่า 4 ทศวรรษ F-5 ไม่ใช่แค่เครื่องบินรบ แต่คือสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญของนักบินไทย ตั้งแต่นามเรียกขาน "ไลท์นิ่ง" สู่ "ฮันเตอร์" จนถึง "ซูเปอร์ ไทเกอร์" ตราบใดที่เสียงเครื่องยนต์เจ็ทยังดังกึกก้อง "ม้าสีหมอก" ลำนี้จะยังคงทำหน้าที่โล่พิทักษ์น่านฟ้าไทยอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีตลอดไป

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่