ในยุคน้ำมันแพง ‘รถอีวีจีน’ กำลังเร่งยึดพื้นที่ ‘ตลาดออสเตรเลีย’ อย่างรวดเร็ว หนุนยอดขาย BYD และแบรนด์จีนหลายรายพุ่งแรง สวนทาง Toyota ผู้นำตลาดออสเตรเลีย ที่เจอยอดขายร่วงแทน
นอกเหนือจากตลาดตะวันตกอย่างสหรัฐและยุโรปแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์จีนก็กำลัง “รุกหนัก” ในตลาดออสเตรเลียมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังยอดขายรถจากจีนพุ่งแรง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจาก Cox Automotive ระบุว่า “BYD” เป็นแบรนด์ที่ “มียอดขายเพิ่มขึ้นมากที่สุด” ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน โดยขายรถได้เพิ่มขึ้นถึง 13,269 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่แบรนด์จีนรายอื่นอย่าง Chery, Geely, GWM และ Jaecoo ก็พากันติดอันดับ 5 แบรนด์ที่มียอดขายเติบโตสูงสุดเช่นกัน
ในทางกลับกัน “Toyota” ซึ่งยังเป็นผู้นำตลาดออสเตรเลีย กลับ “มียอดขายลดลงมากที่สุด” ถึง 17,502 คัน ตามมาด้วยค่ายญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi Motors, Nissan, Mazda และ Ford Motor Company ของสหรัฐ
ไมค์ คอสเตลโล นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมจาก Cox Automotive กล่าวว่า ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังผลักดันให้ผู้บริโภคมองหารถที่ “ประหยัดกว่า” และมีระบบไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์จีน
“แบรนด์จีนมีราคาถูกกว่าคู่แข่ง และทำทั้งรถไฮบริดกับ EV ได้ดีมาก” เขากล่าว
นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า แม้ Toyota ยังครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในออสเตรเลีย และรถจากบริษัทญี่ปุ่นยังคิดเป็น 40% ของยอดขายทั้งหมดในช่วง 4 เดือนแรกของปี แต่แรงกดดันจากแบรนด์จีนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จำนวนรถยนต์รุ่นจากจีนที่มีจำหน่ายในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่านับตั้งแต่ปี 2022 ปัจจุบันมีถึง 70 รุ่นในตลาด โดยผู้ผลิตรถยนต์จีน 11 ราย รวม 22 แบรนด์ ครองสัดส่วนยอดขายรวมประมาณ 25% ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน เทียบกับไม่ถึง 15% ในปีก่อน
คอสเตลโลกล่าวว่า เมื่อยอดขายรถใหม่ในออสเตรเลียยังอยู่ที่ราว 1.2 ล้านคันต่อปี และมีผู้ผลิตจีนรายใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นหมายความว่า “ส่วนแบ่งตลาดของผู้เล่นรายอื่นกำลังถูกบีบลง”
“
พูดแบบง่าย ๆ คือ ‘จีนขึ้น ญี่ปุ่นลง’ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังเห็น” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า แม้แบรนด์ญี่ปุ่นยังแข็งแกร่ง แต่ตลาดรวมเติบโตเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ความแข็งแกร่งของจีนยิ่งชัดเจนในตลาด EV โดยผู้ผลิตจีนครองส่วนแบ่ง 54% ของตลาด EV ออสเตรเลีย และ 76% ของตลาดปลั๊กอินไฮบริด
อ่านต่อที่:
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1234739
ยอด BYD พุ่ง Toyota ร่วง ญี่ปุ่น ‘เริ่มโดนแย่งตลาด’ ออสเตรเลียเริ่มเปลี่ยนขั้ว? จากยุครถญี่ปุ่น สู่ ‘คลื่นอีวีจีน’
นอกเหนือจากตลาดตะวันตกอย่างสหรัฐและยุโรปแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์จีนก็กำลัง “รุกหนัก” ในตลาดออสเตรเลียมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังยอดขายรถจากจีนพุ่งแรง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจาก Cox Automotive ระบุว่า “BYD” เป็นแบรนด์ที่ “มียอดขายเพิ่มขึ้นมากที่สุด” ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน โดยขายรถได้เพิ่มขึ้นถึง 13,269 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่แบรนด์จีนรายอื่นอย่าง Chery, Geely, GWM และ Jaecoo ก็พากันติดอันดับ 5 แบรนด์ที่มียอดขายเติบโตสูงสุดเช่นกัน
ในทางกลับกัน “Toyota” ซึ่งยังเป็นผู้นำตลาดออสเตรเลีย กลับ “มียอดขายลดลงมากที่สุด” ถึง 17,502 คัน ตามมาด้วยค่ายญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi Motors, Nissan, Mazda และ Ford Motor Company ของสหรัฐ
ไมค์ คอสเตลโล นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมจาก Cox Automotive กล่าวว่า ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังผลักดันให้ผู้บริโภคมองหารถที่ “ประหยัดกว่า” และมีระบบไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์จีน
“แบรนด์จีนมีราคาถูกกว่าคู่แข่ง และทำทั้งรถไฮบริดกับ EV ได้ดีมาก” เขากล่าว
นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า แม้ Toyota ยังครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในออสเตรเลีย และรถจากบริษัทญี่ปุ่นยังคิดเป็น 40% ของยอดขายทั้งหมดในช่วง 4 เดือนแรกของปี แต่แรงกดดันจากแบรนด์จีนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จำนวนรถยนต์รุ่นจากจีนที่มีจำหน่ายในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่านับตั้งแต่ปี 2022 ปัจจุบันมีถึง 70 รุ่นในตลาด โดยผู้ผลิตรถยนต์จีน 11 ราย รวม 22 แบรนด์ ครองสัดส่วนยอดขายรวมประมาณ 25% ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน เทียบกับไม่ถึง 15% ในปีก่อน
คอสเตลโลกล่าวว่า เมื่อยอดขายรถใหม่ในออสเตรเลียยังอยู่ที่ราว 1.2 ล้านคันต่อปี และมีผู้ผลิตจีนรายใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นหมายความว่า “ส่วนแบ่งตลาดของผู้เล่นรายอื่นกำลังถูกบีบลง”
“พูดแบบง่าย ๆ คือ ‘จีนขึ้น ญี่ปุ่นลง’ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังเห็น” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า แม้แบรนด์ญี่ปุ่นยังแข็งแกร่ง แต่ตลาดรวมเติบโตเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ความแข็งแกร่งของจีนยิ่งชัดเจนในตลาด EV โดยผู้ผลิตจีนครองส่วนแบ่ง 54% ของตลาด EV ออสเตรเลีย และ 76% ของตลาดปลั๊กอินไฮบริด
อ่านต่อที่: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1234739