สวัสดีค่ะ ตอนนี้อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สุขภาพจิตย่ำแย่ อยากได้คำแนะนำจากพี่ ๆ ที่มีประสบการณ์ชีวิตค่ะ
จขกท. อายุ 26 รับราชการ คุณแม่ (60) ไม่มีอาชีพ คุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกัน ส่งค่าเลี้ยงดูเดือนละ 40,000 บาทค่ะ ที่ผ่านมาแม่เป็นคนบริหารการเงินมาตลอด จนกระทั่งสองปีที่แล้ว มีปัญหาการเงินหนักถึงขั้นไม่มีจ่ายค่าขนมให้น้องไปโรงเรียน เลยตัดสินใจเอาค่าใช้จ่ายทั้งหมดมากาง จึงทราบว่าค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่คือดอกเบี้ยโรงรับจำนำ ซึ่งเป็นโรงรับจำนำเอกชนที่ดอกสูงมาก มีของจำอยู่หลายชิ้นรวมมูลค่ารวมหลักแสน ดอกหลักหมื่น เลยตัดสินใจกู้เงินออกมาเพื่อไถ่ของออกมาทั้งหมดแล้วนำไปขายเอาเงินมาคืนเงินกู้ ซึ่งของในนั้นมีทอง 3 บาทของเราที่แม่แอบเอาไปจำนำด้วย สรุปแล้วหนี้แสนกว่าบาทก็เป็นอันจบไป
ตั้งแต่นั้นจึงตัดสินใจเปลี่ยนมือคนบริหารการเงินเป็นเราแทน โดยค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่าง ไม่ว่าจะค่าอาหาร ของสด ของใช้ในบ้าน น้ำมัน ค่าน้ำไฟ ค่าเน็ต ค่าผ่อนรถ บัตรเครดิต (ง่าย ๆ คือค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงค่ากินอยู่) เราจัดการให้ทั้งหมด และมีงบส่วนตัวให้เขาใช้เดือนละ 5,000 บาท สำหรับค่าเสื้อผ้าเครื่องสำอาง ซึ่งปกติก็ขอเพิ่มตลอดเป็นราวเดือนละ 7-8 พันบาท
ผ่านมาหนึ่งปี คุณนายก็สรรหาไปกู้เงินมาอีก และยังมีของผ่อนอยู่กับแอปสีส้มหลายเดือน ทำให้มียอดจ่ายหนี้ต่อเดือนหลักหมื่น พอเริ่มกระทบกับค่าใช้จ่ายในบ้าน เราจึงตัดสินใจเอาเงินเก็บสำหรับเรียนปริญญาโทมาปิดหนี้ทั้งหมด รวม 80,000 กว่าบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และทยอยหักเงินจากเงินบ้านคืนตัวเอง โดยตั้งเงื่อนไขว่าห้ามผ่อนของหรือกู้เงินอีก โดยจะเช็คตลอดทุกเดือน หากมีของจำเป็นจริง ๆ หรือซื้อของชิ้นใหญ่นาน ๆ ครั้ง ให้มาคุยกันก่อน
ผ่านมาอีกครึ่งปีคือตอนนี้ ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาเรางานยุ่ง และชะล่าใจคิดว่าการยื่นคำขาดในครั้งที่แล้วจะทำให้คิดได้แล้ว สรุปว่ามาเช็คยอดครั้งนี้ มีหนี้ของผ่อนในแอปสีส้มอยู่อีก 18,000 บาท จึงยื่นคำขาดว่าจะปิดสินเชื่อทิ้งซะ แต่แม่ก็ไม่ยอม เล่นบทโศก หาว่าเราบีบให้ไม่มีเงินใช้ แถมเงินเดือนที่ให้ก็น้อยนิด จะหนีกลับบ้านต่างจังหวัด ฯลฯ
เราเองพอไปดูรายการของผ่อน บางอย่างก็จำเป็น บางอย่างก็ไม่จำเป็น เช่นผ้าห่มผืนละเกือบ 2,000 ทั้งที่ของที่บ้านก็ยังใช้ได้ โสมทาหน้ากระปุกเป็นพัน อาหารเสริม ฯลฯ ปัญหาคือแต่ก่อนตอนยังไม่แยกทางกับพ่อ เขาเคยเป็นคนถือบัตรเครดิต ไม่เคยทำบัญชีรับจ่าย ไม่ชินกับการถูกคุมค่าใช้จ่าย แยกแยะระหว่างสิ่งจำเป็น/ไม่จำเป็นไม่ออก (บางทีเงินกองกลางเหลือหลักร้อยช่วงสิ้นเดือน แต่ยังซื้อของกินดี ๆ แพง ๆ ซื้อของทะเล ช็อกโกแลตกระปุกหลายร้อย ทั้งที่เห็นตัวเลขเงินในบัญชีด้วยซ้ำ) เงินที่ได้มาแต่ละเดือนจำนวนไม่น้อยเลย แต่พอหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็ถือว่าพอดีตัว ช่วงปีที่ผ่านมาเรายังพอเก็บเงินได้บ้าง ได้ใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็นหลายอย่าง (พวกเรื่องสุขภาพที่ใช้สิทธิเบิกไม่ได้) ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยมีเงินเก็บเลย
เราเครียดมาก เพราะรู้ว่าหนี้จะพอกพูนเพิ่มขึ้นมาอีก จนกระทบกับค่าใช้จ่ายอื่นเป็นห่วงโซ่ แต่จะปล่อยก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีเราจัดการค่าใช้จ่ายที่บ้าน ทุกอย่างคงพังยับไม่มีชิ้นดี และน้องยังอยู่ในวัยเรียน ถ้าปล่อยให้แม่ใช้ตามใจจนกระทบเงินบ้าน ก็กลัวว่าจะกระทบไปถึงน้องด้วย
ตอนนี้เกิดความรู้สึกเครียดมาก ไม่อยากกลับบ้าน ทุกอย่างเป็นวังวนเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่เห็นหน้าแม่ก็จะอารมณ์เสีย เราทำงานหนักมาก ทั้งงานประจำและงานเสริม เคยถามเขาว่า แม่ไม่สงสารหนูเหรอ เขาก็บอกว่า เขาไม่เคยขอให้มาใช้หนี้ให้ และบอกว่าเราทำงานก็เพื่อความสุขตัวเองไม่ใช่หรอ พูดตรง ๆ ว่าฟังแล้วท้อใจมาก
ตอนนี้รู้สึกเหมือนจะตัดก็ไม่ได้ ยังเป็นห่วง ไม่สบายใจ แต่อยู่ด้วยต่อไปก็เหมือนจะเป็นบ้า อยากได้คำแนะนำจากพี่ ๆ ที่มีประสบการณ์ชีวิตว่าควรทำยังไงดี ตอนแรกคิดหนักมากว่าเอาเรื่องในบ้านมาเล่าจะดีไหม แต่ตอนนี้เครียดจนนอนไม่หลับ ความสัมพันธ์กับแม่แย่ลงมากทั้งที่เคยสนิทกัน กลัวว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปจะต้องหาหมอแล้วค่ะ
ถ้าพี่ ๆ มีคำแนะนำส่วนไหน ไม่ว่าจะเรื่องชีวิต การบริหารการเงิน หรือการรับมือกับผู้สูงอายุ ยินดีรับฟังทุกเรื่องเลยค่ะ
ทำยังไงดี เมื่อแม่เสพติดการก่อหนี้??
จขกท. อายุ 26 รับราชการ คุณแม่ (60) ไม่มีอาชีพ คุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกัน ส่งค่าเลี้ยงดูเดือนละ 40,000 บาทค่ะ ที่ผ่านมาแม่เป็นคนบริหารการเงินมาตลอด จนกระทั่งสองปีที่แล้ว มีปัญหาการเงินหนักถึงขั้นไม่มีจ่ายค่าขนมให้น้องไปโรงเรียน เลยตัดสินใจเอาค่าใช้จ่ายทั้งหมดมากาง จึงทราบว่าค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่คือดอกเบี้ยโรงรับจำนำ ซึ่งเป็นโรงรับจำนำเอกชนที่ดอกสูงมาก มีของจำอยู่หลายชิ้นรวมมูลค่ารวมหลักแสน ดอกหลักหมื่น เลยตัดสินใจกู้เงินออกมาเพื่อไถ่ของออกมาทั้งหมดแล้วนำไปขายเอาเงินมาคืนเงินกู้ ซึ่งของในนั้นมีทอง 3 บาทของเราที่แม่แอบเอาไปจำนำด้วย สรุปแล้วหนี้แสนกว่าบาทก็เป็นอันจบไป
ตั้งแต่นั้นจึงตัดสินใจเปลี่ยนมือคนบริหารการเงินเป็นเราแทน โดยค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่าง ไม่ว่าจะค่าอาหาร ของสด ของใช้ในบ้าน น้ำมัน ค่าน้ำไฟ ค่าเน็ต ค่าผ่อนรถ บัตรเครดิต (ง่าย ๆ คือค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงค่ากินอยู่) เราจัดการให้ทั้งหมด และมีงบส่วนตัวให้เขาใช้เดือนละ 5,000 บาท สำหรับค่าเสื้อผ้าเครื่องสำอาง ซึ่งปกติก็ขอเพิ่มตลอดเป็นราวเดือนละ 7-8 พันบาท
ผ่านมาหนึ่งปี คุณนายก็สรรหาไปกู้เงินมาอีก และยังมีของผ่อนอยู่กับแอปสีส้มหลายเดือน ทำให้มียอดจ่ายหนี้ต่อเดือนหลักหมื่น พอเริ่มกระทบกับค่าใช้จ่ายในบ้าน เราจึงตัดสินใจเอาเงินเก็บสำหรับเรียนปริญญาโทมาปิดหนี้ทั้งหมด รวม 80,000 กว่าบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และทยอยหักเงินจากเงินบ้านคืนตัวเอง โดยตั้งเงื่อนไขว่าห้ามผ่อนของหรือกู้เงินอีก โดยจะเช็คตลอดทุกเดือน หากมีของจำเป็นจริง ๆ หรือซื้อของชิ้นใหญ่นาน ๆ ครั้ง ให้มาคุยกันก่อน
ผ่านมาอีกครึ่งปีคือตอนนี้ ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาเรางานยุ่ง และชะล่าใจคิดว่าการยื่นคำขาดในครั้งที่แล้วจะทำให้คิดได้แล้ว สรุปว่ามาเช็คยอดครั้งนี้ มีหนี้ของผ่อนในแอปสีส้มอยู่อีก 18,000 บาท จึงยื่นคำขาดว่าจะปิดสินเชื่อทิ้งซะ แต่แม่ก็ไม่ยอม เล่นบทโศก หาว่าเราบีบให้ไม่มีเงินใช้ แถมเงินเดือนที่ให้ก็น้อยนิด จะหนีกลับบ้านต่างจังหวัด ฯลฯ
เราเองพอไปดูรายการของผ่อน บางอย่างก็จำเป็น บางอย่างก็ไม่จำเป็น เช่นผ้าห่มผืนละเกือบ 2,000 ทั้งที่ของที่บ้านก็ยังใช้ได้ โสมทาหน้ากระปุกเป็นพัน อาหารเสริม ฯลฯ ปัญหาคือแต่ก่อนตอนยังไม่แยกทางกับพ่อ เขาเคยเป็นคนถือบัตรเครดิต ไม่เคยทำบัญชีรับจ่าย ไม่ชินกับการถูกคุมค่าใช้จ่าย แยกแยะระหว่างสิ่งจำเป็น/ไม่จำเป็นไม่ออก (บางทีเงินกองกลางเหลือหลักร้อยช่วงสิ้นเดือน แต่ยังซื้อของกินดี ๆ แพง ๆ ซื้อของทะเล ช็อกโกแลตกระปุกหลายร้อย ทั้งที่เห็นตัวเลขเงินในบัญชีด้วยซ้ำ) เงินที่ได้มาแต่ละเดือนจำนวนไม่น้อยเลย แต่พอหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็ถือว่าพอดีตัว ช่วงปีที่ผ่านมาเรายังพอเก็บเงินได้บ้าง ได้ใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็นหลายอย่าง (พวกเรื่องสุขภาพที่ใช้สิทธิเบิกไม่ได้) ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยมีเงินเก็บเลย
เราเครียดมาก เพราะรู้ว่าหนี้จะพอกพูนเพิ่มขึ้นมาอีก จนกระทบกับค่าใช้จ่ายอื่นเป็นห่วงโซ่ แต่จะปล่อยก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีเราจัดการค่าใช้จ่ายที่บ้าน ทุกอย่างคงพังยับไม่มีชิ้นดี และน้องยังอยู่ในวัยเรียน ถ้าปล่อยให้แม่ใช้ตามใจจนกระทบเงินบ้าน ก็กลัวว่าจะกระทบไปถึงน้องด้วย
ตอนนี้เกิดความรู้สึกเครียดมาก ไม่อยากกลับบ้าน ทุกอย่างเป็นวังวนเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่เห็นหน้าแม่ก็จะอารมณ์เสีย เราทำงานหนักมาก ทั้งงานประจำและงานเสริม เคยถามเขาว่า แม่ไม่สงสารหนูเหรอ เขาก็บอกว่า เขาไม่เคยขอให้มาใช้หนี้ให้ และบอกว่าเราทำงานก็เพื่อความสุขตัวเองไม่ใช่หรอ พูดตรง ๆ ว่าฟังแล้วท้อใจมาก
ตอนนี้รู้สึกเหมือนจะตัดก็ไม่ได้ ยังเป็นห่วง ไม่สบายใจ แต่อยู่ด้วยต่อไปก็เหมือนจะเป็นบ้า อยากได้คำแนะนำจากพี่ ๆ ที่มีประสบการณ์ชีวิตว่าควรทำยังไงดี ตอนแรกคิดหนักมากว่าเอาเรื่องในบ้านมาเล่าจะดีไหม แต่ตอนนี้เครียดจนนอนไม่หลับ ความสัมพันธ์กับแม่แย่ลงมากทั้งที่เคยสนิทกัน กลัวว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปจะต้องหาหมอแล้วค่ะ
ถ้าพี่ ๆ มีคำแนะนำส่วนไหน ไม่ว่าจะเรื่องชีวิต การบริหารการเงิน หรือการรับมือกับผู้สูงอายุ ยินดีรับฟังทุกเรื่องเลยค่ะ