ไม่กี่วันมานี้ ก็มีปัญหาระหว่างรถไฟกับรถยนต์มาติดๆกัน ไล่เลี่ยกัน
เคสแรก รถบรรทุกสิ่งของขับฝ่าแผงกั้นรถไฟที่อยู่ตรงหน้าแบบดื้อๆ ประมาทมาก ยอมเสี่ยงตาย ไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ยังดีที่ไม่เป็นอะไร
เคสที่สอง รถไฟชนรถเมล์เต็มๆ คนตายหลายคน แต่เคสนี้ต้องพิจารณาหลายอย่าง ใครผิดมากกว่ากัน ระหว่างรถไฟกับรถยนต์
ต้องทำความเข้าใจว่า สภาพการจราจรของเคส 1 กับเคส 2 มีความแตกต่างกัน พิจารณาความผิดได้ต่างกัน
เคสที่ 1 มีแผงกั้นอยู่ตรงหน้า มีคนโบกธงห้ามแล้ว แต่รถบรรทุกสินค้าก็ยังขับฝ่าแผงกั้นไป ประมาทเต็มๆ คิดว่าจะไม่เป็นไร ซึ่งก็ไม่เป็นไรในทางสุขภาพและชีวิต เพราะสามารถขับฝ่าแผงกั้นรถไฟได้อย่างปลอดภัยโดยที่รถไฟไม่ชน ไม่ตายและไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เดือดร้อนในทางการงานการเงิน โดนบริษัทไล่ออกจากงาน ต้องไปหางานใหม่ ตั้งต้นชีวิตใหม่
เคสที่ 2 เราเห็นแต่ภาพที่ว่า รถเมล์จอดคร่อมราง ต้องถามว่า เสียงแตรรถไฟดังมาให้ได้ยินก่อนที่รถเมล์จะมาจอดคร่อมรางมั้ย ถ้าเสียงแตรรถไฟดังมาก่อนที่รถเมล์จะมาจอดคร่อมราง คือถ้าตอนที่เสียงแตรรถไฟกำลังดัง แต่ขณะที่ดังนั้น รถเมล์ก็ยังไม่ได้อยู่ในเขตของรางที่รถไฟจะวิ่งมาชนได้ แต่รถเมล์ประมาท รีบขับรถขึ้นมาพยายามผ่านเขตรางรถไฟไปให้ได้ในช่วงที่แตรกำลังดังอยู่ เพราะไม่อยากเสียเวลารถติด อย่างงี้ รถเมล์ผิดเต็มๆ
แต่ถ้าเป็นอีกลักษณะนึง รถเมล์กำลังจอดคร่อมรางรถไฟอยู่ แล้วเสียงแตรรถไฟก็ดังขึ้นมาทีหลังในขณะที่รถเมล์คร่อมรางนั้น รถเมล์ไม่สามารถวิ่งให้พ้นรางรถไฟได้เพราะการจราจรติดขัด มีรถขวางอยู่ข้างหน้า และจะถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะข้างหลังก็มีรถจอดขวางอยู่ อย่างงี้รถเมล์ก็พ้นผิดได้ เพราะเป็นเหตุสุดวิสัย
แต่ถ้าสอบสวนได้ว่า เจ้าหน้าที่รถไฟได้ส่งสัญญาณให้รถไฟรีบเบรกมาแต่ไกลก่อนจะถึงจุดตัดทางรถไฟแล้ว แต่คนขับรถไฟประมาท เบรกช้าเกิน เพราะคิดว่ารถเมล์ที่จอดคร่อมรางอยู่จะต้องวิ่งผ่านรางได้ก่อนที่รถไฟจะวิ่งไปถึง ลักษณะนี้รถไฟก็มีควรมีความผิดด้วย
สภาพการจราจรในกรุงเทพฯ การที่รถเมล์และรถประเภทอื่นๆจอดคร่อมรางรถไฟเป็นเรื่องปกติ เพราะขณะรถติด รถก็จะจอดติดๆกันทั้งคันหน้าคันหลัง จอดไล่ๆกันไปแบบไม่เว้นระยะห่างไกล ทั้งบริเวณที่มีรางรถไฟและไม่มีรางรถไฟ ทำกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่ไม่ว่าใครจะผิดมากผิดน้อย เคสที่ 2 ก็มีหลายคนที่บาดเจ็บและเสียชีวิต
ที่เข้าใจอย่างนึงคือ รถไฟโดยสารกับรถไฟส่งสินค้าจะมีข้อจำกัดการเบรกไม่เหมือนกัน รถไฟโดยสารต้องเบรกหยุดให้สนิทเมื่อถึงจุดตัดทางรถไฟเพราะต้องรอรับผู้โดยสาร แต่รถไฟส่งสินค้าแค่ชะลอ วิ่งให้ช้าลงเมื่อผ่านจุดตัดทางรถไฟ เพราะไม่ต้องรับส่งใคร
ถ้าจะไม่ให้มีปัญหา เวลาจะขับรถผ่านพื้นที่ตรงรางรถไฟ เราต้องมองไปข้างหน้าว่า พื้นที่ถัดไปจากรางรถไฟ ยังว่างพอให้รถวิ่งไปจอดได้มั้ย ถ้าอีกฝั่งของรางมีรถจอดอยู่กันเต็มแล้ว ถ้าเราขับรถวิ่งไปต่อ ต้องจอดคร่อมราง ก็ต้องอยู่ในเขตหลังเส้นสีเหลือง อย่าวิ่งขึ้นมาให้รถต้องจอดคร่อมรางรถไฟ เสี่ยงอันตรายมาก
จากภาพนี้ รางรถไฟเป็นเส้นสีแดง 2 เส้นตามที่ลูกศรชี้ พื้นที่โซนข้างซ้ายเป็นพื้นที่ a พื้นที่โซนข้างขวาเป็นพื้นที่ b และตำแหน่งที่ต่อไปควรมีไฟจราจร คือตำแหน่งลูกศรสีฟ้าชี้ ตรงแถวๆไม้กั้นรถไฟ
วิธีแก้ปัญหาที่ดีคือ ถ้าพื้นที่ข้างขวาคือ พื้นที่โซน b มีรถจอดกันใกล้จะเต็มพื้นที่ถนนแล้ว อีกไม่กี่ช่วงตัวรถก็จอดกันเต็มจนใกล้ถึงรางรถไฟเส้นที่ 2 ตามที่ลูกศรแดงชี้ ก็จะมีไฟสัญญาณจราจรที่อยู่ตรงตำแหน่งไม้กั้น ขึ้นเป็นสัญญาณไฟแดง ห้ามไม่ให้รถจากพื้นที่ด้านซ้ายคือโซน a ขับผ่านรางรถไฟไปยังพื้นโซน b ใครฝ่าไฟแดง ไม่ว่าจะเป็นช่วงรถไฟกำลังวิ่งผ่านและไม่ได้วิ่งผ่าน ใครฝ่าฝืนขับผ่านไฟแดง ก็ต้องโทษปรับเงินทันที ปรับเต็มที่เลย 4,000 บาท ช่วยลดปัญหาระหว่างรถไฟกับรถยนต์ได้มาก
ถึงอนาคตเส้นทางรถไฟช่วง missing link บางซื่อ-หัวหมากจะสร้างเสร็จและเปิดให้บริการ ยังไงก็ต้องมีรถไฟขนส่งสินค้าที่วิ่งข้างล่างอยู่บ้าง ปัญหาน้อยลงจริง แต่ไม่ใช่ว่าจะหมดไปอย่าง 100% เราต้องหาทางแก้ปัญหาไว้ก่อน ดีที่สุด อีกอย่างก็ไม่รู้ว่า รถไฟฟ้าสายตะวันออกจะสร้างเมื่อไร และเสร็จเมื่อไร
ถ้าเกิดว่าสร้างช้า อีก 10 ปีจึงจะเปิดให้บริการจริง คนขับผ่านรางรถไฟก็ยังเสี่ยงอันตรายไปอีกยาวนานนับ 10 ปี อย่าลืมว่า ตามกำหนดสร้างล่าสุดเส้นทางนี้ ก็คือปี 73 เปิดบริการปี 78 จะเลื่อนอีกหรือเปล่าไม่รู้
ข่าวอุบัติเหตุร้ายแรงที่ออกมาช่วงนี้ ก็ไม่แน่ว่า ปีหน้าคนก็ลืมกันหมดแล้ว กลับมาขับรถฝ่ารางรถไฟแบบเสี่ยงตายเหมือนเดิม
เพราะฉะนั้น เร่งแก้ปัญหาแต่วันนี้ คือดีที่สุด และต้องหาทางแก้หลายทาง น่าจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย เอากล้อง ai มาส่องบริเวณรางด้วย
ระยะการเบรกของรถไฟทั่วไปอยู่ที่ 500 เมตร รถไฟถึงจอดนิ่งสนิทได้ ถ้ากล้อง ai เช็คว่าตรงจุดตัดทางรถไฟ มีรถยนต์จอดคร่อมรางอย่างอยู่ในขณะที่รถไฟจะวิ่งผ่าน กล้อง ai จะส่งสัญญาณมายังรถไฟ ให้รถไฟทำการเบรกที่ระยะ 600 เมตรก่อนถึงจุดตัดทางรถไฟ ช่วยลดอุบัติเหตุลงได้มาก
ถ้ามีทั้งไฟจราจรตรงแถวๆเส้นสีเหลืองและกล้อง ai ส่งสัญญาณให้รถไฟเบรกในระยะไกล 600 เมตรเมื่อมีรถจอดคร่อมรางอยู่ ก็จะทำให้เกิดความปลอดภัยขึ้นมาก
ที่จริงอยากให้สร้างสะพานและอุโมงค์มากกว่า แต่การสร้างแบบนี้ใช้เวลานานและมีบางพื้นที่ก็ข้อจำกัด การใช้ไฟจราจรและกล้อง ai ส่งสัญญาณให้รถไฟจึงน่าจะเป็นวิธีการที่ทำได้เร็วและง่ายที่สุด ส่วนพื้นที่ไหนจะสร้างอุโมงค์บ้าง สะพานบ้าง ก็พิจารณากันตามความเหมาะสม เพราะทั้งสะพานและอุโมงค์ช่วยให้มีความปลอดภัยและแก้ไขปัญหาการจราจรในระยะยาวได้ดีกว่าอย่างอื่น
ทีนี้กลับมาพูดถึงเคสแรกที่รถบรรทุกขับฝ่าแผงกั้นแบบหน้าตาเฉย ปัญหาตรงนี้ขึ้นอยู่กับวินัยคนขับ ไม่มีวินัย ไม่ใส่ใจกฎหมาย
ถ้าบางกรณีสามารถที่จะเอารถไร้คนขับมาใช้งานจริงแทนรถมีคนขับ ก็คงจะดีขึ้นมาก รถไร้คนขับถูกใส่โปรแกรมอะไรลงไป ก็ทำตามนั้น ไม่มีปัญหาเมาแล้วขับ ไม่ไร้วินัยทำตามใจตัวเองเหมือนคน
ข้อมูลจากการวิจัยและการใช้งานจริงในปัจจุบันบ่งชี้ว่า รถยนต์ที่มีคนขับ (มนุษย์) มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุโดยรวมบ่อยกว่า เมื่อเทียบกับรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles - AV) ที่มีความพร้อมในการใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่น Waymo
โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ รถยนต์ไร้คนขับปลอดภัยกว่าในภาพรวม การศึกษาพบว่ารถยนต์ไร้คนขับ เช่น Waymo ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนลงได้ถึง 88% เมื่อเทียบกับมนุษย์ขับขี่ เนื่องจากลดความผิดพลาดที่เกิดจากคน (Human Error) เช่น เมาแล้วขับ หลับใน หรือเสียสมาธิมนุษย์เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุหลัก:
ข้อมูลระบุว่าอุบัติเหตุร้ายแรงส่วนใหญ่เกิดจากคนขับที่เป็นมนุษย์ธรรมชาติของอุบัติเหตุต่างกัน รถไร้คนขับมักเกิดอุบัติเหตุความรุนแรงต่ำ เช่น รถคันอื่นมาชนท้าย ในขณะที่มนุษย์มักเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงกว่าข้อจำกัดของเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม รถไร้คนขับยังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ้างจากเซ็นเซอร์ที่ไม่สามารถทำงานได้ดีในบางสถานการณ์ซับซ้อน หรือความผิดพลาดของซอฟต์แวร์
https://www.posttoday.com/smart-city/717186
บ้านเราก็ควรนำรถไร้คนขับมาพิจารณาใช้อย่างจริงจัง จะได้ช่วยลดอุบัติเหตุลง
อาจจะพิจารณาการใช้ซัก 10% ก่อน เช่น อู่รถเมล์มีรถเมล์ประจำการอยู่ 40 คัน ก็ใช้ซัก 4 คัน แล้วค่อยเพิ่มไปเป็น 6 คัน 8 คัน จนถึง 20 คัน ไม่เกิน 50% น่าจะเหมาะ 40 คัน ใช้คนขับ 20 คัน ใช้ ai ขับ 20 คัน ลดอุบัติเหตุได้เยอะ แต่ถ้ายังมีอุบัติเหตุจากคนขับอีก ก็เพิ่มแบบไร้คนขับอีก เป็น 21 คัน 22 คัน เอากันไปตามความเหมาะสม
ปัญหารถไฟกับรถยนต์มีหลายรูปแบบ ต้องหาทางแก้หลายทาง จะช่วยให้ปลอดภัยครอบคลุมหลายมิติ
แก้ปัญหารถไฟชนรถยนต์ด้วยวิธีใดดี นำรถไร้คนขับมาใช้จริงจัง เทคโนโลยีกล้อง ai มาส่องราง หรืออุโมงค์ลอดใต้รถไฟ
เคสแรก รถบรรทุกสิ่งของขับฝ่าแผงกั้นรถไฟที่อยู่ตรงหน้าแบบดื้อๆ ประมาทมาก ยอมเสี่ยงตาย ไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ยังดีที่ไม่เป็นอะไร
เคสที่สอง รถไฟชนรถเมล์เต็มๆ คนตายหลายคน แต่เคสนี้ต้องพิจารณาหลายอย่าง ใครผิดมากกว่ากัน ระหว่างรถไฟกับรถยนต์
ต้องทำความเข้าใจว่า สภาพการจราจรของเคส 1 กับเคส 2 มีความแตกต่างกัน พิจารณาความผิดได้ต่างกัน
เคสที่ 1 มีแผงกั้นอยู่ตรงหน้า มีคนโบกธงห้ามแล้ว แต่รถบรรทุกสินค้าก็ยังขับฝ่าแผงกั้นไป ประมาทเต็มๆ คิดว่าจะไม่เป็นไร ซึ่งก็ไม่เป็นไรในทางสุขภาพและชีวิต เพราะสามารถขับฝ่าแผงกั้นรถไฟได้อย่างปลอดภัยโดยที่รถไฟไม่ชน ไม่ตายและไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เดือดร้อนในทางการงานการเงิน โดนบริษัทไล่ออกจากงาน ต้องไปหางานใหม่ ตั้งต้นชีวิตใหม่
เคสที่ 2 เราเห็นแต่ภาพที่ว่า รถเมล์จอดคร่อมราง ต้องถามว่า เสียงแตรรถไฟดังมาให้ได้ยินก่อนที่รถเมล์จะมาจอดคร่อมรางมั้ย ถ้าเสียงแตรรถไฟดังมาก่อนที่รถเมล์จะมาจอดคร่อมราง คือถ้าตอนที่เสียงแตรรถไฟกำลังดัง แต่ขณะที่ดังนั้น รถเมล์ก็ยังไม่ได้อยู่ในเขตของรางที่รถไฟจะวิ่งมาชนได้ แต่รถเมล์ประมาท รีบขับรถขึ้นมาพยายามผ่านเขตรางรถไฟไปให้ได้ในช่วงที่แตรกำลังดังอยู่ เพราะไม่อยากเสียเวลารถติด อย่างงี้ รถเมล์ผิดเต็มๆ
แต่ถ้าเป็นอีกลักษณะนึง รถเมล์กำลังจอดคร่อมรางรถไฟอยู่ แล้วเสียงแตรรถไฟก็ดังขึ้นมาทีหลังในขณะที่รถเมล์คร่อมรางนั้น รถเมล์ไม่สามารถวิ่งให้พ้นรางรถไฟได้เพราะการจราจรติดขัด มีรถขวางอยู่ข้างหน้า และจะถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะข้างหลังก็มีรถจอดขวางอยู่ อย่างงี้รถเมล์ก็พ้นผิดได้ เพราะเป็นเหตุสุดวิสัย
แต่ถ้าสอบสวนได้ว่า เจ้าหน้าที่รถไฟได้ส่งสัญญาณให้รถไฟรีบเบรกมาแต่ไกลก่อนจะถึงจุดตัดทางรถไฟแล้ว แต่คนขับรถไฟประมาท เบรกช้าเกิน เพราะคิดว่ารถเมล์ที่จอดคร่อมรางอยู่จะต้องวิ่งผ่านรางได้ก่อนที่รถไฟจะวิ่งไปถึง ลักษณะนี้รถไฟก็มีควรมีความผิดด้วย
สภาพการจราจรในกรุงเทพฯ การที่รถเมล์และรถประเภทอื่นๆจอดคร่อมรางรถไฟเป็นเรื่องปกติ เพราะขณะรถติด รถก็จะจอดติดๆกันทั้งคันหน้าคันหลัง จอดไล่ๆกันไปแบบไม่เว้นระยะห่างไกล ทั้งบริเวณที่มีรางรถไฟและไม่มีรางรถไฟ ทำกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่ไม่ว่าใครจะผิดมากผิดน้อย เคสที่ 2 ก็มีหลายคนที่บาดเจ็บและเสียชีวิต
ที่เข้าใจอย่างนึงคือ รถไฟโดยสารกับรถไฟส่งสินค้าจะมีข้อจำกัดการเบรกไม่เหมือนกัน รถไฟโดยสารต้องเบรกหยุดให้สนิทเมื่อถึงจุดตัดทางรถไฟเพราะต้องรอรับผู้โดยสาร แต่รถไฟส่งสินค้าแค่ชะลอ วิ่งให้ช้าลงเมื่อผ่านจุดตัดทางรถไฟ เพราะไม่ต้องรับส่งใคร
ถ้าจะไม่ให้มีปัญหา เวลาจะขับรถผ่านพื้นที่ตรงรางรถไฟ เราต้องมองไปข้างหน้าว่า พื้นที่ถัดไปจากรางรถไฟ ยังว่างพอให้รถวิ่งไปจอดได้มั้ย ถ้าอีกฝั่งของรางมีรถจอดอยู่กันเต็มแล้ว ถ้าเราขับรถวิ่งไปต่อ ต้องจอดคร่อมราง ก็ต้องอยู่ในเขตหลังเส้นสีเหลือง อย่าวิ่งขึ้นมาให้รถต้องจอดคร่อมรางรถไฟ เสี่ยงอันตรายมาก
จากภาพนี้ รางรถไฟเป็นเส้นสีแดง 2 เส้นตามที่ลูกศรชี้ พื้นที่โซนข้างซ้ายเป็นพื้นที่ a พื้นที่โซนข้างขวาเป็นพื้นที่ b และตำแหน่งที่ต่อไปควรมีไฟจราจร คือตำแหน่งลูกศรสีฟ้าชี้ ตรงแถวๆไม้กั้นรถไฟ
วิธีแก้ปัญหาที่ดีคือ ถ้าพื้นที่ข้างขวาคือ พื้นที่โซน b มีรถจอดกันใกล้จะเต็มพื้นที่ถนนแล้ว อีกไม่กี่ช่วงตัวรถก็จอดกันเต็มจนใกล้ถึงรางรถไฟเส้นที่ 2 ตามที่ลูกศรแดงชี้ ก็จะมีไฟสัญญาณจราจรที่อยู่ตรงตำแหน่งไม้กั้น ขึ้นเป็นสัญญาณไฟแดง ห้ามไม่ให้รถจากพื้นที่ด้านซ้ายคือโซน a ขับผ่านรางรถไฟไปยังพื้นโซน b ใครฝ่าไฟแดง ไม่ว่าจะเป็นช่วงรถไฟกำลังวิ่งผ่านและไม่ได้วิ่งผ่าน ใครฝ่าฝืนขับผ่านไฟแดง ก็ต้องโทษปรับเงินทันที ปรับเต็มที่เลย 4,000 บาท ช่วยลดปัญหาระหว่างรถไฟกับรถยนต์ได้มาก
ถึงอนาคตเส้นทางรถไฟช่วง missing link บางซื่อ-หัวหมากจะสร้างเสร็จและเปิดให้บริการ ยังไงก็ต้องมีรถไฟขนส่งสินค้าที่วิ่งข้างล่างอยู่บ้าง ปัญหาน้อยลงจริง แต่ไม่ใช่ว่าจะหมดไปอย่าง 100% เราต้องหาทางแก้ปัญหาไว้ก่อน ดีที่สุด อีกอย่างก็ไม่รู้ว่า รถไฟฟ้าสายตะวันออกจะสร้างเมื่อไร และเสร็จเมื่อไร
ถ้าเกิดว่าสร้างช้า อีก 10 ปีจึงจะเปิดให้บริการจริง คนขับผ่านรางรถไฟก็ยังเสี่ยงอันตรายไปอีกยาวนานนับ 10 ปี อย่าลืมว่า ตามกำหนดสร้างล่าสุดเส้นทางนี้ ก็คือปี 73 เปิดบริการปี 78 จะเลื่อนอีกหรือเปล่าไม่รู้
ข่าวอุบัติเหตุร้ายแรงที่ออกมาช่วงนี้ ก็ไม่แน่ว่า ปีหน้าคนก็ลืมกันหมดแล้ว กลับมาขับรถฝ่ารางรถไฟแบบเสี่ยงตายเหมือนเดิม
เพราะฉะนั้น เร่งแก้ปัญหาแต่วันนี้ คือดีที่สุด และต้องหาทางแก้หลายทาง น่าจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย เอากล้อง ai มาส่องบริเวณรางด้วย
ระยะการเบรกของรถไฟทั่วไปอยู่ที่ 500 เมตร รถไฟถึงจอดนิ่งสนิทได้ ถ้ากล้อง ai เช็คว่าตรงจุดตัดทางรถไฟ มีรถยนต์จอดคร่อมรางอย่างอยู่ในขณะที่รถไฟจะวิ่งผ่าน กล้อง ai จะส่งสัญญาณมายังรถไฟ ให้รถไฟทำการเบรกที่ระยะ 600 เมตรก่อนถึงจุดตัดทางรถไฟ ช่วยลดอุบัติเหตุลงได้มาก
ถ้ามีทั้งไฟจราจรตรงแถวๆเส้นสีเหลืองและกล้อง ai ส่งสัญญาณให้รถไฟเบรกในระยะไกล 600 เมตรเมื่อมีรถจอดคร่อมรางอยู่ ก็จะทำให้เกิดความปลอดภัยขึ้นมาก
ที่จริงอยากให้สร้างสะพานและอุโมงค์มากกว่า แต่การสร้างแบบนี้ใช้เวลานานและมีบางพื้นที่ก็ข้อจำกัด การใช้ไฟจราจรและกล้อง ai ส่งสัญญาณให้รถไฟจึงน่าจะเป็นวิธีการที่ทำได้เร็วและง่ายที่สุด ส่วนพื้นที่ไหนจะสร้างอุโมงค์บ้าง สะพานบ้าง ก็พิจารณากันตามความเหมาะสม เพราะทั้งสะพานและอุโมงค์ช่วยให้มีความปลอดภัยและแก้ไขปัญหาการจราจรในระยะยาวได้ดีกว่าอย่างอื่น
ทีนี้กลับมาพูดถึงเคสแรกที่รถบรรทุกขับฝ่าแผงกั้นแบบหน้าตาเฉย ปัญหาตรงนี้ขึ้นอยู่กับวินัยคนขับ ไม่มีวินัย ไม่ใส่ใจกฎหมาย
ถ้าบางกรณีสามารถที่จะเอารถไร้คนขับมาใช้งานจริงแทนรถมีคนขับ ก็คงจะดีขึ้นมาก รถไร้คนขับถูกใส่โปรแกรมอะไรลงไป ก็ทำตามนั้น ไม่มีปัญหาเมาแล้วขับ ไม่ไร้วินัยทำตามใจตัวเองเหมือนคน
ข้อมูลจากการวิจัยและการใช้งานจริงในปัจจุบันบ่งชี้ว่า รถยนต์ที่มีคนขับ (มนุษย์) มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุโดยรวมบ่อยกว่า เมื่อเทียบกับรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles - AV) ที่มีความพร้อมในการใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่น Waymo
โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ รถยนต์ไร้คนขับปลอดภัยกว่าในภาพรวม การศึกษาพบว่ารถยนต์ไร้คนขับ เช่น Waymo ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนลงได้ถึง 88% เมื่อเทียบกับมนุษย์ขับขี่ เนื่องจากลดความผิดพลาดที่เกิดจากคน (Human Error) เช่น เมาแล้วขับ หลับใน หรือเสียสมาธิมนุษย์เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุหลัก:
ข้อมูลระบุว่าอุบัติเหตุร้ายแรงส่วนใหญ่เกิดจากคนขับที่เป็นมนุษย์ธรรมชาติของอุบัติเหตุต่างกัน รถไร้คนขับมักเกิดอุบัติเหตุความรุนแรงต่ำ เช่น รถคันอื่นมาชนท้าย ในขณะที่มนุษย์มักเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงกว่าข้อจำกัดของเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม รถไร้คนขับยังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ้างจากเซ็นเซอร์ที่ไม่สามารถทำงานได้ดีในบางสถานการณ์ซับซ้อน หรือความผิดพลาดของซอฟต์แวร์
https://www.posttoday.com/smart-city/717186
บ้านเราก็ควรนำรถไร้คนขับมาพิจารณาใช้อย่างจริงจัง จะได้ช่วยลดอุบัติเหตุลง
อาจจะพิจารณาการใช้ซัก 10% ก่อน เช่น อู่รถเมล์มีรถเมล์ประจำการอยู่ 40 คัน ก็ใช้ซัก 4 คัน แล้วค่อยเพิ่มไปเป็น 6 คัน 8 คัน จนถึง 20 คัน ไม่เกิน 50% น่าจะเหมาะ 40 คัน ใช้คนขับ 20 คัน ใช้ ai ขับ 20 คัน ลดอุบัติเหตุได้เยอะ แต่ถ้ายังมีอุบัติเหตุจากคนขับอีก ก็เพิ่มแบบไร้คนขับอีก เป็น 21 คัน 22 คัน เอากันไปตามความเหมาะสม
ปัญหารถไฟกับรถยนต์มีหลายรูปแบบ ต้องหาทางแก้หลายทาง จะช่วยให้ปลอดภัยครอบคลุมหลายมิติ