JJNY : อนุสรณ์ เสนอตั้ง ป.ป.ช.ภาคปชช.│ปชน.จ่อยื่นร่างแก้รธน.│แม่ค้าชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3│กัมพูชาไถนารุกล้ำเส้นสีแดง

อนุสรณ์ เสนอตั้ง ป.ป.ช. ภาคประชาชนจัดการวิกฤตคอร์รัปชั่น
https://www.matichon.co.th/politics/news_5721723
.

.
อนุสรณ์ เสนอตั้ง ป.ป.ช. ภาคประชาชนจัดการวิกฤตคอร์รัปชั่น ส่อพลาดสมาชิก OECD เหตุมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแรงงานไม่ถึงเกณฑ์ รัฐไทยต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาจาก “ความมั่งคั่งไหลรินจากบนสู่ล่าง” เป็น “ความมั่งคั่งจากฐานราก”
.
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. หอการค้าไทย กล่าวว่า จากข้อมูลของ คณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. พบว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาคอร์รัปชั่นที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจนอาจเข้าขั้นวิกฤตได้ จากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐโดย 89.1% ของธุรกิจระบุว่า คอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญ ปัญหาคอร์รัปชั่นยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง ความกล้าหาญของ กกร. ในการเปิดโปงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นต้องได้รับการยกย่องและสานต่อด้วยหน่วยงานของรัฐเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องกำหนดให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงานและการดำเนินอย่างจริงจัง สามารถวัดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงควรส่งเสริมภาคธุรกิจ สนับสนุน กกร. และ ภาคประชาชนให้จัดตั้ง คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นภาคประชาชนและภาคธุรกิจเพื่อร่วมแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
.
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยส่อพลาดสมาชิก OECD จากปัญหาวิกฤตคอร์รัปชั่น นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่ผลักดันและยืนยันกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และ กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทำให้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแรงงานไม่ถึงเกณฑ์ OECD อย่างเช่น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับ “มีเวลาพักผ่อน” (เสนอโดย ส.ส. เซีย จำปาทอง) ขยายความคุ้มครองไปถึงกลุ่มที่เคยเป็นช่องว่างของกฎหมาย เช่น ไรเดอร์ส่งอาหาร, คนทำงานบ้าน, เกษตรกร, และฟรีแลนซ์ที่ทำงานภายใต้ระบบแพลตฟอร์ม เพื่อให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายแรงงานเท่าเทียมกัน ลดเพดานการทำงาน จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ ให้เหลือเพียง 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ หากทำงานเกิน 40 ชั่วโมง ต้องนับเป็น OT ทั้งหมด เพื่อสนับสนุนให้คนมีเวลาพักผ่อนและอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เพิ่มวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากเดิม 6 วัน เป็น 10 วันต่อปี ปรับค่าแรงตามดัชนีค่าครองชีพ โดยให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นประจำทุกปีตามเงินเฟ้อ
.
นอกจากนี้ยังมี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน “ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” (เสนอโดย วรรณวิภา ไม้สน และ จรัส คุ้มไข่น้ำ) กำหนดให้การจ้างงานมีความเท่าเทียมในทุกด้าน ครอบคลุมถึงเพศสภาพที่หลากหลาย กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัว ปีละ 15 วัน กำหนดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ลูกจ้างสามารถให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงาน ไม่น้อยกว่าสองครั้ง ครั้งละสามสิบนาที ในช่วงเวลาแปดชั่วโมงของการทำงาน ตลอดระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีหลังคลอด กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีสิทธิลาเนื่องจากมีประจำเดือน เดือนหนึ่งไม่เกิน 3 วัน
.
กฎหมายคุ้มครองแรงงานสองฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยันให้พิจารณาต่อในสภาชุดนี้ เป็น กฎหมายแรงงานที่เป็นไปตามมาตรฐาน OECD เป็นการล้างมายาคติเดิมว่าแรงงานเป็นปัจจัยการผลิต แล้วทำให้เห็นว่าแรงงานคือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและจิตใจ มีความพยายามชัดเจนในการยกระดับการคุ้มครองแรงงานสู่มาตรฐานสากล ครอบคลุมทุกกลุ่มทางเพศสภาพสร้างความตระหนักถึงมิติความลำบากของสุภาพสตรีในการทำงาน และพยายามแก้ไขอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีไว้ซึ่งเครื่องปั๊มนมลูกในที่ทำงานและการลากรณีมีประจำเดือนสะท้อนปัญหาการที่กลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มโดนเอาเปรียบและพยายามยกระดับการคุ้มครองโดยนับเอาแรงงานแพลตฟอร์มเข้ามาภายใต้กฎหมายนี้ ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปรับลดชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ การเพิ่มวันหยุด รวมถึงสิทธิการลาอื่น ๆ ตามร่างกฎหมายใหม่ จะทำให้ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้น กลุ่ม SME จะได้รับผลกระทบนั้น อาจเกิดขึ้นได้ แต่ในระยะยาวแล้ว จะทำให้ผลิตภาพแรงงานสูงขึ้นจากการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต นอกจากนี้ยังสร้างสภาวะแวดล้อมทำให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มผลิตภาพด้วยการลงทุนเทคโนโลยีมากขึ้น
.
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย และ น่าเสียใจ ที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่างกฎหมาย PRTR ที่จะทำให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลปล่อยสารพิษ และ มลพิษสู่สิ่งแวดล้อม รวมทั้ง การเคลื่อนย้ายสารมลพิษไปจัดการนอกแหล่งกำเนิดหรือโรงงาน หากรัฐบาลยืนยันร่างกฎหมาย PRTR ที่ผ่านการรับหลักการโดยรัฐสภาชุดที่แล้วจะเป็นก้าวสำคัญด้านความโปร่งใสสิ่งแวดล้อม ทำให้การวางแผนเรื่องสิ่งแวดล้อม สามารถวางแผนการป้องกันมลพิษ สารพิษจากอุตสาหกรรมที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตดีขึ้น การไม่ยืนยันร่างกฎหมาย ต้องเสียเวลาเริ่มต้นกันใหม่ กว่ากฎหมายจะบังคับใช้ อาจเกิดเหตุ อุบัติภัยจากสารพิษแพร่กระจาย ส่งผลกระทบชีวิตต่อผู้คน สิ่งแวดล้อม โดยประชาชนไม่รับรู้ล่วงหน้าว่า โรงงานใกล้บ้าน มีสารเคมี มีสารพิษเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตในโรงงาน เรามีสิทธิต้องรับรู้เพื่อป้องกันตัวเอง
.
การไม่ยืนยันร่างกฎหมายโดย ครม. จึงเท่ากับ รัฐบาลเลือกเอาการลงทุนทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่มีมาตรฐาน มากกว่า คุณชีวิตของประชาชน สิ่งแวดล้อม ใช่หรือไม่ รัฐบาลเลือกผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบ อุตสาหกรรมที่ไร้มาตรฐาน ของอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของสารพิษและกระทบชีวิตของผู้คน มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จาก ไฟไหม้โรงงาน เหตุระเบิดจากสารเคมี โดยไม่รู้เลยว่า โรงงานใกล้บ้าน โกดังใกล้บ้านมีสารพิษอันตรายที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม
.
สิทธิในการรับรู้ถึงภัยอันตรายเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ จากเหตุดังกล่าว จึงมีการพัฒนาระบบ PRTR ขึ้นมา ระบบ PRTR เป็นระบบทะเบียนข้อมูลว่าด้วยการปล่อยสารและการเคลื่อนย้ายมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยมลพิษสู่อากาศ น้ำหรือดิน การปล่อยมลพิษสู่อากาศ ปล่อยน้ำทิ้งน้ำเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง การควบคุมและป้องกันผลกระทบจากมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่มีระบบเฝ้าระวังและติดตามสารมลพิษที่ต่อเนื่องและโปร่งใส ระบบการเปิดเผยและรายงานข้อมูลด้านมลพิษต้องประกอบไปด้วยสองขั้นตอนหลัก หนึ่ง การตรวจวัดและรายงาน สอง ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชน กฎหมาย PRTR และ ระบบดูแลเรื่องมลพิษ เป็นเงื่อนไขการรับเข้าเป็น กลุ่มประเทศ OECD ด้วย หากไม่ทำตามมาตรฐานเหล่านี้ เป้าหมายของ “ประเทศไทย” ในการเข้าเป็น สมาชิก OECD อาจจะไปไม่ถึง
.
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐไทยต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาจาก “ความมั่งคั่งไหลรินจากบนสู่ล่าง” (Trickle down) เป็น “ความมั่งคั่งจากฐานราก” (Bottom Up) รัฐบาลต้องเปิดการมีส่วนร่วมการพัฒนาจากคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เชิญเฉพาะเจ้าสัวหรือมหาเศรษฐีไปปรึกษาหารือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการผูกอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจสูงและมีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่แล้ว ฉะนั้น ต้องเชิญ ผู้แทนแรงงานนอกระบบและผู้รับจ้างรายวันไปสะท้อนปัญหาสิทธิและสวัสดิการพื้นฐานที่ควรมี ต้องเชิญ ชาวบ้านที่มีปัญหาที่ดินทำกินจากการรื้อถอนสิทธิชุมชนดั้งเดิม ต้องเชิญ กลุ่ม SMEs มาพบปะหารือกับรัฐบาลบ้าง
.

.
ปชน. จ่อยื่นร่างแก้รธน. จี้ครม.เสนอร่างด้วย หวั่นเสียงสว. 1 ใน 3 ทำสะดุด.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10247891
.
พนิดา เผย พรรคประชาชน จ่อยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง ชี้เป็นเรื่องดี ภท.-พท. ร่วมผลักดัน จี้ครม.เสนอร่างด้วย หวั่นเสียง สว. 1 ใน 3 ทำสะดุด
.
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นเรื่องที่ดี และถือเป็นการเคารพเสียงของพี่น้องประชาชน แม้ว่ารัฐบาลจะไม่ได้ดึงร่างเก่ากลับมา
.
แต่สิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นชัด คือ ร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะเขายื่นกลับมาในฐานะร่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่ได้แสดงเจตจำนงของรัฐบาล
.
“สิ่งที่เราอยากเห็น คือ รัฐบาลเอาจริงกับการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉะนั้น จึงควรมีร่างของ ครม. ที่เป็นรูปธรรม นี่เป็นสิ่งที่เราอยากเห็นและค่อนข้างผิดหวังกับท่าทีตลอดระยะที่ผ่านมาของพรรคภูมิใจไทยที่ดูไม่ยี่หระกับ 21.6 ล้านเสียง
.
แต่ทั้งนี้เมื่อมีท่าทีว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเตรียมจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาฯ พรรคประชาชนจะมีการสื่อสารต่อไปผ่าน ครม.เงา และเราจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปอีกครั้ง” น.ส.พนิดา กล่าว
.
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับโมเดลของพรรคเพื่อไทยที่จะให้แต่ละจังหวัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มา แล้วให้รัฐสภาเลือกอีกครั้ง น.ส.พนิดา กล่าวว่า จริงๆ ค่อนข้างใกล้เคียงกัน เพราะพรรคประชาชนยังเชื่อว่า องค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน
.
แม้ว่าจะมีเงื่อนไขเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่สามารถเลือกได้โดยตรง ก็จำเป็นที่จะต้องออกแบบกระบวนการบางอย่างที่ยังคงสภาพการให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุด ในการที่จะได้มาซึ่งคณะผู้ร่าง
.
หากร่างของพรรคเพื่อไทยเปิดช่องหรือมีหลักการเดียวกันว่า ผู้ร่างมาจากการเลือกของประชาชนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บนพื้นฐานที่จะไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราก็เห็นด้วย” น.ส.พนิดา กล่าว
.
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงหรือกังวลประเด็นแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง น.ส.พนิดา กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องของอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราต้องสร้างจุดร่วมเดียวกันของทุกพรรค เราจะต้องมาหาฉันทามติร่วมกันว่า เราจะยังคงให้ สว.มีเสียง 1 ใน 3 ในการผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในเมื่อประชาชน 21.6 ล้านเสียง เขาชัดเจนแล้วว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
“แปลว่าอำนาจที่จะผ่านรัฐธรรมนูญอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่คอขวดอย่าง 1 ใน 3 ของ สว.ที่จะมาปิดโอกาสที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านได้ นี่เป็นสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วง และมองว่าเราควรมาหาฉันทามติร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 ไม่สูญเปล่า” น.ส.พนิดา กล่าว.
.

.
แม่ค้าชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 โอดแค่ 2 รอบ ก็ไม่ไหวแล้ว ของขายไม่ได้ หนี้ก็เพียบ
.
แม่ค้าชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 โอดแค่ 2 รอบ ก็ไม่ไหวแล้ว ของขายไม่ได้ ไม่มีรายได้ รถก็ต้องปล่อยให้ถูกยึด เพราะไม่มีเงินส่งค่างวด
.
17 พ.ค. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ภายหลังสถานการณ์เริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ต่างพากันกังวลว่าจะเกิดเหตุปะทะเป็นรอบที่ 3
.
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ร้านค้าตามแนวชายแดนต้องลดการลงทุนซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารขายเกือบครึ่ง เนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการณ์ เพราะหากเกิดการสู้รบขึ้นอีกอาจต้องอพยพออกจากพื้นที่ และประสบปัญหาขาดทุนซ้ำเหมือนที่ปะทะกัน 2 ครั้งก่อนหน้านี้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่