หากคุณลองเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าช่วงสุดสัปดาห์นี้ ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเองและคนรอบข้างดูสิครับ... ถุงช้อปปิ้งในมือน้อยลง แต่คิวหน้าร้านอาหารกลับยาวเหยียด นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของการถูก "Disrupt" ในวงการค้าปลีกไทย
การไหลทะลักเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นแอปส้ม แอปน้ำเงิน หรือแม้แต่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่พ่วงระบบช้อปปิ้งออนไลน์ ได้เข้ามาทุบทำลายโครงสร้างราคาและพฤติกรรมการซื้อแบบเดิมจนแหลกละเอียด เมื่อคนไทยสามารถกดสั่งสบู่ ยาสระผม เสื้อผ้า หรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ให้มาส่งถึงหน้าประตูบ้านได้ในราคาที่ถูกกว่าและไม่ต้องเสียค่าที่จอดรถ คำถามคือ...
"แล้วเราจะไปเดินห้างเพื่อซื้อของทำไม?"
เมื่อยักษ์ใหญ่ไหวตัว: จาก 'พื้นที่ขายของ' สู่ 'Lifestyle Community'
ต้องขอปรบมือให้กับวิสัยทัศน์ของกลุ่มทุนใหญ่อย่าง
"เซ็นทรัล" ที่อ่านเกมนี้ขาดและขยับตัวก่อนใครเพื่อน พวกเขารู้ดีว่าการแข่งขายสินค้ากับโลกออนไลน์คือการเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ เซ็นทรัลจึงปรับโฉมตัวเองอย่างสวยงามและแนบเนียน เปลี่ยนผ่านจาก "Department Store" ที่เน้นขายของ มาเป็น
"Lifestyle Community"
พวกเขาเปลี่ยนห้างให้เป็น "พื้นที่ใช้ชีวิต" ลดพื้นที่เช่าสำหรับสินค้าแฟชั่นหรือของใช้ทั่วไปลง แล้วถมพื้นที่เหล่านั้นด้วยร้านอาหารชื่อดัง คาเฟ่เก๋ๆ โซนสำหรับครอบครัว และพื้นที่พักผ่อน เพื่อดึงดูดให้คนออกจากบ้านมา "หาอะไรกิน" มา "เดินเล่น" หรือมา "ถ่ายรูป" แทนที่จะมาเพื่อซื้อของเพียงอย่างเดียว
และตอนนี้เราเริ่มเห็นแรงกระเพื่อมนี้ลามไปถึงกลุ่ม
Discount Store และ Hypermart แล้ว ค่ายใหญ่ๆ กำลังเร่งรีโนเวท ปรับลดเชลฟ์วางสินค้าอุปโภคบริโภค แล้วเพิ่มพื้นที่เช่าสำหรับร้านอาหารและบริการต่างๆ มากขึ้น เพราะพวกเขาเองก็ตระหนักดีว่า การสู้รบในสมรภูมิราคาผ่านหน้าร้านแบบเดิม ไม่สามารถสู้แคมเปญ 11.11 หรือ Payday บนโลกออนไลน์ได้อีกต่อไป
โศกนาฏกรรมของรายเล็ก: เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ
ประเด็นที่น่าตกใจคือ... ขนาดกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่มีสายป่านยาวเหยียด มี Data ลูกค้ามหาศาล ยังต้องหนีตายจากการเป็น "ผู้ขายสินค้า" แล้ว
รายเล็กล่ะครับ?
ร้านขายของชำ ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ หรือ SME ที่เปิดหน้าร้านรอคนเดินผ่านไปมา จะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรในยุคที่ Traffic หน้าร้านหายไปอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟนกันหมด? หากร้านเล็กๆ ไม่สามารถสร้างประสบการณ์พิเศษ (Experience) ไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นจุดเช็คอิน หรือไม่มีสินค้าที่หาซื้อออนไลน์ไม่ได้จริงๆ โอกาสที่จะถูกคลื่นสึนามิอีคอมเมิร์ซกลืนกินก็แทบจะกลายเป็น 100%
คำถามปลายเปิด: พายชิ้นนี้... ใหญ่พอให้แบ่งกันกินจริงหรือ?
แม้การปรับตัวสู่ Lifestyle Community จะดูเป็นทางรอดที่สวยงาม แต่ในมุมมองทางการเงินและการลงทุน ผมกลับมีคำถามตัวโตๆ ว่า
"ช่องทางทำเงินของ Lifestyle Community มันจะมีเค้กก้อนใหญ่พอให้ทุกคนแบ่งกันกินได้ตลอดรอดฝั่งจริงๆ หรือ?"
เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่ากำลังซื้อคนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนยังคงสูงปรี๊ด ผู้คนแค่ "ย้าย" เงินจากที่เคยกินข้าวและซื้อของ มาเป็น "กินข้าวอย่างเดียว" (ส่วนของไปกดสั่งออนไลน์)
อัตรากำไร (Margin) และขีดจำกัดของพื้นที่: ร้านอาหารต้องใช้พื้นที่เยอะ ต้องการระบบจัดการน้ำเสียและที่จอดรถสูง แต่สร้างกำไรต่อตารางเมตร (Sales per Sq.m.) สู้สินค้าแฟชั่นหรือเครื่องสำอางในยุคเฟื่องฟูไม่ได้ แถมยังมีเรื่องของข้อจำกัดด้านเวลา (คนส่วนใหญ่กินข้าวพร้อมกันช่วงเที่ยงและเย็น) ทำให้การหมุนเวียนของโต๊ะ (Table Turnover) มีขีดจำกัด
เมื่อทุกห้าง ทุกคอมมูนิตี้มอลล์ ปรับตัวมาเล่นท่าเดียวกันหมด คือเน้นดึงร้านอาหารดังๆ มาลง คำถามคือ
"คนไทยจะกินข้าวนอกบ้านกันได้บ่อยแค่ไหนยิ่งในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้" เมื่อ Supply ของพื้นที่ Lifestyle Community ล้นตลาด แต่ Demand ยังเท่าเดิม วันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ "ฟองสบู่คอมมูนิตี้มอลล์" ที่ดึงทราฟฟิกกันเองจนตายหมู่ก็เป็นได้
เมื่อห้างใหญ่แปลงร่างเป็น Lifestyle community mall
การไหลทะลักเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นแอปส้ม แอปน้ำเงิน หรือแม้แต่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่พ่วงระบบช้อปปิ้งออนไลน์ ได้เข้ามาทุบทำลายโครงสร้างราคาและพฤติกรรมการซื้อแบบเดิมจนแหลกละเอียด เมื่อคนไทยสามารถกดสั่งสบู่ ยาสระผม เสื้อผ้า หรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ให้มาส่งถึงหน้าประตูบ้านได้ในราคาที่ถูกกว่าและไม่ต้องเสียค่าที่จอดรถ คำถามคือ... "แล้วเราจะไปเดินห้างเพื่อซื้อของทำไม?"
เมื่อยักษ์ใหญ่ไหวตัว: จาก 'พื้นที่ขายของ' สู่ 'Lifestyle Community'
ต้องขอปรบมือให้กับวิสัยทัศน์ของกลุ่มทุนใหญ่อย่าง "เซ็นทรัล" ที่อ่านเกมนี้ขาดและขยับตัวก่อนใครเพื่อน พวกเขารู้ดีว่าการแข่งขายสินค้ากับโลกออนไลน์คือการเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ เซ็นทรัลจึงปรับโฉมตัวเองอย่างสวยงามและแนบเนียน เปลี่ยนผ่านจาก "Department Store" ที่เน้นขายของ มาเป็น "Lifestyle Community"
พวกเขาเปลี่ยนห้างให้เป็น "พื้นที่ใช้ชีวิต" ลดพื้นที่เช่าสำหรับสินค้าแฟชั่นหรือของใช้ทั่วไปลง แล้วถมพื้นที่เหล่านั้นด้วยร้านอาหารชื่อดัง คาเฟ่เก๋ๆ โซนสำหรับครอบครัว และพื้นที่พักผ่อน เพื่อดึงดูดให้คนออกจากบ้านมา "หาอะไรกิน" มา "เดินเล่น" หรือมา "ถ่ายรูป" แทนที่จะมาเพื่อซื้อของเพียงอย่างเดียว
และตอนนี้เราเริ่มเห็นแรงกระเพื่อมนี้ลามไปถึงกลุ่ม Discount Store และ Hypermart แล้ว ค่ายใหญ่ๆ กำลังเร่งรีโนเวท ปรับลดเชลฟ์วางสินค้าอุปโภคบริโภค แล้วเพิ่มพื้นที่เช่าสำหรับร้านอาหารและบริการต่างๆ มากขึ้น เพราะพวกเขาเองก็ตระหนักดีว่า การสู้รบในสมรภูมิราคาผ่านหน้าร้านแบบเดิม ไม่สามารถสู้แคมเปญ 11.11 หรือ Payday บนโลกออนไลน์ได้อีกต่อไป
โศกนาฏกรรมของรายเล็ก: เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ
ประเด็นที่น่าตกใจคือ... ขนาดกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่มีสายป่านยาวเหยียด มี Data ลูกค้ามหาศาล ยังต้องหนีตายจากการเป็น "ผู้ขายสินค้า" แล้ว รายเล็กล่ะครับ?
ร้านขายของชำ ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ หรือ SME ที่เปิดหน้าร้านรอคนเดินผ่านไปมา จะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรในยุคที่ Traffic หน้าร้านหายไปอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟนกันหมด? หากร้านเล็กๆ ไม่สามารถสร้างประสบการณ์พิเศษ (Experience) ไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นจุดเช็คอิน หรือไม่มีสินค้าที่หาซื้อออนไลน์ไม่ได้จริงๆ โอกาสที่จะถูกคลื่นสึนามิอีคอมเมิร์ซกลืนกินก็แทบจะกลายเป็น 100%
คำถามปลายเปิด: พายชิ้นนี้... ใหญ่พอให้แบ่งกันกินจริงหรือ?
แม้การปรับตัวสู่ Lifestyle Community จะดูเป็นทางรอดที่สวยงาม แต่ในมุมมองทางการเงินและการลงทุน ผมกลับมีคำถามตัวโตๆ ว่า "ช่องทางทำเงินของ Lifestyle Community มันจะมีเค้กก้อนใหญ่พอให้ทุกคนแบ่งกันกินได้ตลอดรอดฝั่งจริงๆ หรือ?"
เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่ากำลังซื้อคนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนยังคงสูงปรี๊ด ผู้คนแค่ "ย้าย" เงินจากที่เคยกินข้าวและซื้อของ มาเป็น "กินข้าวอย่างเดียว" (ส่วนของไปกดสั่งออนไลน์)
อัตรากำไร (Margin) และขีดจำกัดของพื้นที่: ร้านอาหารต้องใช้พื้นที่เยอะ ต้องการระบบจัดการน้ำเสียและที่จอดรถสูง แต่สร้างกำไรต่อตารางเมตร (Sales per Sq.m.) สู้สินค้าแฟชั่นหรือเครื่องสำอางในยุคเฟื่องฟูไม่ได้ แถมยังมีเรื่องของข้อจำกัดด้านเวลา (คนส่วนใหญ่กินข้าวพร้อมกันช่วงเที่ยงและเย็น) ทำให้การหมุนเวียนของโต๊ะ (Table Turnover) มีขีดจำกัด
เมื่อทุกห้าง ทุกคอมมูนิตี้มอลล์ ปรับตัวมาเล่นท่าเดียวกันหมด คือเน้นดึงร้านอาหารดังๆ มาลง คำถามคือ "คนไทยจะกินข้าวนอกบ้านกันได้บ่อยแค่ไหนยิ่งในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้" เมื่อ Supply ของพื้นที่ Lifestyle Community ล้นตลาด แต่ Demand ยังเท่าเดิม วันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ "ฟองสบู่คอมมูนิตี้มอลล์" ที่ดึงทราฟฟิกกันเองจนตายหมู่ก็เป็นได้