ท่องเที่ยวฤดูฝน ผู้ประกอบการห่วงซบเซา
.
.
ข่าวเด็ด 7 สี - ผู้ประกอบการห่วงฤดูฝน พ่นพิษอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะเข้าช่วง Low Season ประกอบกิจการลำบาก
.
เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ส่งผลบรรยากาศท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ช่วง Low Season ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว หลายฝ่ายกังวลกำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
.
ขณะที่ ททท. เดินหน้าวางมาตรการพยุงภาคการท่องเที่ยว เน้นดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ ชูจุดขายเที่ยวพักผ่อนช่วงหน้าฝน ฟื้นฟูสุขภาพ อีเวนต์กลางคืนหวังกระจายรายได้สู่เมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ แม้เข้าสู่ช่วงฝนตกยาวก็ตาม
.
ขณะที่ ผู้ประกอบการ ผู้ค้าห่วง ห่วงฤดูฝนจะพ่นพิษ ค้าขายลำบาก โดยกรมการพัฒนาชุมชน หนุนสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้านบุกเมือง ที่ จังหวัดชลบุรี เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งภายในงานรวบรวมสินค้าจากหลายจังหวัด ทั้งอาหาร ผ้าไทย และงานหัตถกรรม พร้อมเปิดพื้นที่เพิ่มโอกาสทางการตลาด หวังพยุงเศรษฐกิจฐานรากและช่วยผู้ค้าชุมชนฝ่าช่วง Low Season ที่การจับจ่ายและการท่องเที่ยวเริ่มซบเซาในช่วงฤดูฝน
.
.
‘สวนดุสิตโพล’ ชี้ประชาชนกังวลค่าครองชีพ จี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ แก้ปัญหาด่วน
.
สวนดุสิตโพลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นต่อเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน
.
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชน ต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,143 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้ามากที่สุด ร้อยละ 77.97 รองลงมาคือ แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน ร้อยละ 63.78 และมองว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน–สิงหาคม) อาจจะแย่ลง ร้อยละ 46.89 ขณะที่ร้อยละ 32.81 คิดว่าเหมือนเดิม สำหรับเรื่องที่กังวลมากที่สุด ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 44.44 เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน พบว่า ร้อยละ 33.16 ไม่ค่อยคาดหวัง ขณะที่ร้อยละ 31.06 ค่อนข้างคาดหวัง
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาลที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการ แม้รัฐบาลอนุทินเตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนกังวล ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะรวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบระยะยาว จึงอาจเป็นเหตุผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจจะแย่ลงและยังรอดูว่าจะคาดหวังกับผลงานรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด
.
ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนชัดว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงเสียงข้างมากในสภาอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ “ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” และ “ความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ” มากกว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลทันที หากแต่อยู่ในภาวะ “รอดูผลงาน” เพราะสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเผชิญการเมืองที่เต็มไปด้วยคำสัญญา แต่มักไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรู้สึกได้จริง เมื่อประชาชนกังวลทั้งค่าครองชีพ หนี้สินส่วนบุคคล และภาระหนี้สาธารณะ
.
จึงสะท้อนว่าความกดดันที่รัฐบาลกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจเชิงตัวเลข แต่คือ “วิกฤติความเชื่อมั่น” ว่ารัฐยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศหรือไม่ ในอีกมิติหนึ่ง ผลโพลยังสะท้อนว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการบริหาร” มากกว่าความนิยมทางการเมือง เพราะต่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภา แต่หากไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางสังคมได้ ก็อาจเผชิญแรงกดดันสะสมในระยะยาว ความรู้สึกไม่ค่อยคาดหวัง อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจ และพัฒนาไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นต่อรัฐบาลและต่อระบบการเมืองโดยรวมในระยะต่อไปได้เช่นกัน.
.
.
นิด้าโพล เผย ปชช.หวังรัฐเร่งแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา-ผลักดันเรียนฟรีจริง
https://www.matichon.co.th/local/education/news_5721301
.
นิด้าโพล เผย ปชช.หวังรัฐเร่งแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา-ผลักดันเรียนฟรีจริง
.
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “
นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “
ความหวังเปิดเทอมใหม่ 2569: เสียงสะท้อนถึงรัฐมนตรีศึกษาฯ กับภารกิจแก้ความเหลื่อมล้ำ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันว่าสามารถสร้างอนาคตที่ดีและมั่นคงให้แก่ลูกหลานได้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.45 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 29.77 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 17.25 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก (เช่น มั่นใจว่าโรงเรียนในปัจจุบันดูแลและสอนเด็กได้ดี) และร้อยละ 11.53 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย (เช่น ต้องพึ่งพาการเรียนพิเศษ หรือดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นหลัก)
.
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อโรงเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนในปัจจุบันว่าสามารถพัฒนาเด็กไทยให้คิดเป็น ทำงานเป็น และใช้ชีวิตได้ในโลกยุคใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.41 ระบุว่า ค่อนข้างดี รองลงมา ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่ค่อยดี (เช่น เน้นแต่การท่องจำ เอาไปใช้จริงในการทำงานไม่ได้) ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ทำได้ดีมาก (เช่น เด็กเรียนจบมาพร้อมทำงานและใช้ชีวิต) ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ไม่ได้เลย (เช่น เรียนตามระบบไปอย่างนั้นไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่) และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
.
สำหรับเรื่องที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เพื่อลดความเดือดร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 35.04 ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพ (โรงเรียนใกล้บ้านคุณภาพไม่ดีเท่าโรงเรียนดังในเมือง) รองลงมา ร้อยละ 24.50 ระบุว่า เด็กเรียนหนัก แต่นำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันไม่ได้ ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ความปลอดภัยและสุขภาพจิตของเด็กในโรงเรียน (เช่น การกลั่นแกล้ง ยาเสพติด ความเครียด) ร้อยละ 15.95 ระบุว่า ภาระงานของครูที่เยอะเกินไป จนครูไม่มีเวลาสอนหรือดูแลเด็กอย่างเต็มที่ ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.23 ระบุอื่นๆ ได้แก่ การเรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษา
.
สำหรับเรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ภายใน 1 ปี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.42 ระบุว่า เรียนฟรี ต้องฟรีจริง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง รองลงมา ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ยกเลิกโครงการซ้ำซ้อน ลดภาระงานเอกสารของครู ร้อยละ 12.29 ระบุว่า ปรับหลักสูตรเป็นฐานสมรรถนะเตรียมความพร้อมเด็กสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ร้อยละ 9.08 ระบุว่า จัดสรรงบประมาณการศึกษาตามความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล
.
ร้อยละ 8.70 ระบุว่า จัดตั้ง Human Capital Superboard เชื่อมโยงการเรียนให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เด็กมีงานทำ มีรายได้ ร้อยละ 7.79 ระบุว่า ประเมินผู้เรียนจากผลลัพธ์ ไม่ใช่ด้วยเกรด ร้อยละ 4.58 ระบุว่า ทุน “หนึ่งอำเภอ หนึ่งการศึกษา” (ODOS) สู่ทุกอำเภออย่างแท้จริง ร้อยละ 4.20 ระบุว่า เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาต้องเป็น 0 (Thailand Zero Dropout) ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ลดภาระครูที่ต้องจัดอาหารกลางวัน จัดตั้งครัวกลางอาหารกลางวันของท้องถิ่น และตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพเพื่อเด็กและครู ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนต่อการพัฒนาการศึกษาไทยตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ และสิ่งที่ทำให้เห็นชัดว่าการศึกษาดีขึ้นจริง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 28.78 ระบุว่า เด็กไทยเรียนจบแล้วมีงานทำตรงสาย ไม่ตกงาน และได้เงินเดือนที่เหมาะสม รองลงมา ร้อยละ 16.64 ระบุว่า เด็กไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ และมีทักษะสู้กับเด็กต่างชาติอื่นได้ ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ครูมีเวลาทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลากับงานเอกสารหรือภาระงานอื่น
.
ร้อยละ 14.35 ระบุว่า เด็กมีความสุขกับการไปโรงเรียน ไม่เครียดหรือเป็นซึมเศร้าจากการเรียน ร้อยละ 14.05 ระบุว่า พ่อแม่ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือเสียเงินแพง ๆ เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนใน “โรงเรียนดัง” ร้อยละ 6.10 ระบุว่า ข่าวความรุนแรง ข่าวครูทำร้ายเด็ก หรือปัญหาในโรงเรียน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ร้อยละ 2.98 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพียงพอที่จะสะท้อนว่าการศึกษาของไทยได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.34 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.82 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.84 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 35.42 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.76 สมรส และร้อยละ 2.82 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.30 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 12.52 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 30.92 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.46 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 38.01 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 7.79 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
JJNY : ท่องเที่ยวฤดูฝน ห่วงซบเซา│ดุสิตโพลชี้ปชช.กังวลค่าครองชีพ│นิด้าโพลเผยปชช.หวังแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา│40 จว. ฝนตกหนัก
.
เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ส่งผลบรรยากาศท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ช่วง Low Season ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว หลายฝ่ายกังวลกำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
.
ขณะที่ ททท. เดินหน้าวางมาตรการพยุงภาคการท่องเที่ยว เน้นดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ ชูจุดขายเที่ยวพักผ่อนช่วงหน้าฝน ฟื้นฟูสุขภาพ อีเวนต์กลางคืนหวังกระจายรายได้สู่เมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ แม้เข้าสู่ช่วงฝนตกยาวก็ตาม
.
ขณะที่ ผู้ประกอบการ ผู้ค้าห่วง ห่วงฤดูฝนจะพ่นพิษ ค้าขายลำบาก โดยกรมการพัฒนาชุมชน หนุนสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้านบุกเมือง ที่ จังหวัดชลบุรี เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งภายในงานรวบรวมสินค้าจากหลายจังหวัด ทั้งอาหาร ผ้าไทย และงานหัตถกรรม พร้อมเปิดพื้นที่เพิ่มโอกาสทางการตลาด หวังพยุงเศรษฐกิจฐานรากและช่วยผู้ค้าชุมชนฝ่าช่วง Low Season ที่การจับจ่ายและการท่องเที่ยวเริ่มซบเซาในช่วงฤดูฝน
.
.
นิด้าโพล เผย ปชช.หวังรัฐเร่งแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา-ผลักดันเรียนฟรีจริง
https://www.matichon.co.th/local/education/news_5721301
.
นิด้าโพล เผย ปชช.หวังรัฐเร่งแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา-ผลักดันเรียนฟรีจริง
.
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ความหวังเปิดเทอมใหม่ 2569: เสียงสะท้อนถึงรัฐมนตรีศึกษาฯ กับภารกิจแก้ความเหลื่อมล้ำ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันว่าสามารถสร้างอนาคตที่ดีและมั่นคงให้แก่ลูกหลานได้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.45 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 29.77 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 17.25 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก (เช่น มั่นใจว่าโรงเรียนในปัจจุบันดูแลและสอนเด็กได้ดี) และร้อยละ 11.53 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย (เช่น ต้องพึ่งพาการเรียนพิเศษ หรือดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นหลัก)
.
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อโรงเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนในปัจจุบันว่าสามารถพัฒนาเด็กไทยให้คิดเป็น ทำงานเป็น และใช้ชีวิตได้ในโลกยุคใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.41 ระบุว่า ค่อนข้างดี รองลงมา ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่ค่อยดี (เช่น เน้นแต่การท่องจำ เอาไปใช้จริงในการทำงานไม่ได้) ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ทำได้ดีมาก (เช่น เด็กเรียนจบมาพร้อมทำงานและใช้ชีวิต) ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ไม่ได้เลย (เช่น เรียนตามระบบไปอย่างนั้นไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่) และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
.
สำหรับเรื่องที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เพื่อลดความเดือดร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 35.04 ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพ (โรงเรียนใกล้บ้านคุณภาพไม่ดีเท่าโรงเรียนดังในเมือง) รองลงมา ร้อยละ 24.50 ระบุว่า เด็กเรียนหนัก แต่นำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันไม่ได้ ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ความปลอดภัยและสุขภาพจิตของเด็กในโรงเรียน (เช่น การกลั่นแกล้ง ยาเสพติด ความเครียด) ร้อยละ 15.95 ระบุว่า ภาระงานของครูที่เยอะเกินไป จนครูไม่มีเวลาสอนหรือดูแลเด็กอย่างเต็มที่ ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.23 ระบุอื่นๆ ได้แก่ การเรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษา
.
สำหรับเรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ภายใน 1 ปี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.42 ระบุว่า เรียนฟรี ต้องฟรีจริง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง รองลงมา ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ยกเลิกโครงการซ้ำซ้อน ลดภาระงานเอกสารของครู ร้อยละ 12.29 ระบุว่า ปรับหลักสูตรเป็นฐานสมรรถนะเตรียมความพร้อมเด็กสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ร้อยละ 9.08 ระบุว่า จัดสรรงบประมาณการศึกษาตามความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล
.
ร้อยละ 8.70 ระบุว่า จัดตั้ง Human Capital Superboard เชื่อมโยงการเรียนให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เด็กมีงานทำ มีรายได้ ร้อยละ 7.79 ระบุว่า ประเมินผู้เรียนจากผลลัพธ์ ไม่ใช่ด้วยเกรด ร้อยละ 4.58 ระบุว่า ทุน “หนึ่งอำเภอ หนึ่งการศึกษา” (ODOS) สู่ทุกอำเภออย่างแท้จริง ร้อยละ 4.20 ระบุว่า เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาต้องเป็น 0 (Thailand Zero Dropout) ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ลดภาระครูที่ต้องจัดอาหารกลางวัน จัดตั้งครัวกลางอาหารกลางวันของท้องถิ่น และตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพเพื่อเด็กและครู ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนต่อการพัฒนาการศึกษาไทยตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ และสิ่งที่ทำให้เห็นชัดว่าการศึกษาดีขึ้นจริง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 28.78 ระบุว่า เด็กไทยเรียนจบแล้วมีงานทำตรงสาย ไม่ตกงาน และได้เงินเดือนที่เหมาะสม รองลงมา ร้อยละ 16.64 ระบุว่า เด็กไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ และมีทักษะสู้กับเด็กต่างชาติอื่นได้ ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ครูมีเวลาทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลากับงานเอกสารหรือภาระงานอื่น
.
ร้อยละ 14.35 ระบุว่า เด็กมีความสุขกับการไปโรงเรียน ไม่เครียดหรือเป็นซึมเศร้าจากการเรียน ร้อยละ 14.05 ระบุว่า พ่อแม่ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือเสียเงินแพง ๆ เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนใน “โรงเรียนดัง” ร้อยละ 6.10 ระบุว่า ข่าวความรุนแรง ข่าวครูทำร้ายเด็ก หรือปัญหาในโรงเรียน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ร้อยละ 2.98 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพียงพอที่จะสะท้อนว่าการศึกษาของไทยได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.34 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.82 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.84 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 35.42 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.76 สมรส และร้อยละ 2.82 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.30 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 12.52 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 30.92 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.46 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 38.01 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 7.79 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี