My New Zealand story: The Place That Taught Me How to Live

กระทู้สนทนา
ทุกครั้งที่นึกถึง New Zealand มักจะเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความหมายเสมอ วันนี้อยากจะมาเล่าถึงประสบการณ์การเรียนและใช้ชีวิตที่นิวซีแลนด์ ในแบบที่น้องๆทุกวันนี้อาจจะนึกไม่ถึง แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานมาก แต่ความทรงจำถึง New Zealand ยังคงชัดเจนเสนอ

ความผูกพันกับ New Zealand เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนอายุ 15 ปี ที่ฉันมีโอกาสไปเรียน summer course เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ Timaru ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต และยังเป็นยุคที่ไม่มี internet เหมือนทุกวันนี้ สำหรับเด็กคนหนึ่งในตอนนั้น ทุกอย่างดูใหม่ไปหมดทั้งภาษา ผู้คน อากาศ และการใช้ชีวิต

โฮสต์ที่ดูแลฉันใจดีมาก แม้ภาษาอังกฤษของฉันในเวลานั้นจะไม่ได้ดีเลยก็ตาม

ตอนเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศไทย ฉันได้เกรด 1 เพื่อนหลายคนในห้องพูดภาษาอังกฤษเก่ง สำเนียงดี กล้าพูดหน้าชั้นเรียน แต่ฉันกลับไม่มั่นใจในสำเนียงของตัวเอง จนไม่ค่อยกล้าพูด เพราะกลัวถูกครูหรือเพื่อนล้อ

แต่สิ่งที่แตกต่างมากในนิวซีแลนด์ คือแม้จะเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก และคนที่นั่นอาจไม่คุ้นกับสำเนียงแบบเรา แต่ทุกคนกลับพยายามเข้าใจมากกว่าตัดสิน เวลาฟังอะไรไม่ออก ฉันจะพกสมุดเล่มเล็กติดตัวตลอด ถ้าฟังไม่ทันก็ขอให้เขาช่วยเขียนให้ ไม่มีใครหัวเราะ ไม่มีใครทำให้รู้สึกว่าเราพูดไม่ดีพอที่จะสื่อสาร และนั่นอาจเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่า “ภาษา” ไม่ได้มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่าใครเก่งกว่าใคร แต่มันคือเครื่องมือสำหรับเชื่อมผู้คนเข้าหากัน

ช่วงเวลาหกสัปดาห์นั้น ฉันใช้ชีวิตเรียบง่ายมาก
เดินถือแผนที่กระดาษเพียงแผ่นเดียว เดินเล่นรอบเมือง เดินไปชายหาด เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ต Pak’nSave ด้วยตัวเอง
แม้ทะเลที่นั่นจะไม่สวยเหมือนประเทศไทย อากาศก็หนาวกว่ามาก แต่ประสบการณ์ที่ได้รับกลับมีคุณค่ามหาศาล
เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย พ่อแม่และญาติหลายคนพูดตรงกันว่า ภาษาอังกฤษของฉันพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉันเริ่ม กล้าพูดและกล้าสื่อสารมากขึ้น

นิวซีแลนด์ไม่ได้ทำให้ฉันพูดภาษาอังกฤษสมบูรณ์แบบในทันที แต่มันทำให้ฉันเลิกกลัวการใช้ภาษาอังกฤษ

เวลาผ่านไปนานพอสมควร สำหรับเด็กหญิงคนนั้น ซึ่งผ่านการเรียนการทำงานและใช้ชีวิต จนเมื่อต้องตัดสินใจเลือกประเทศสำหรับการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ฉันจึงเลือกกลับไปยังประเทศที่เคยทำให้เด็กอายุ 15 คนหนึ่ง รู้สึกมั่นใจในตัวเองเป็นครั้งแรกอีกครั้ง

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 ฉันเดินทางกลับสู่นิวซีแลนด์อีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นชีวิตนักศึกษาปริญญาเอกที่ Massey University
ทันทีที่เครื่องลงจอดที่ Auckland ประเทศนิวซีแลนด์ก็กำลังเผชิญเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ — แผ่นดินไหวที่ Christchurch พอดี เที่ยวบินภายในประเทศหลายเที่ยวถูกยกเลิก รวมถึงไฟลต์จาก Auckland ไป Palmerston North ของฉันด้วย

คืนแรกในนิวซีแลนด์จึงไม่ใช่ภาพสวยงามแบบในโปสการ์ด แต่เป็นการนอนค้างอยู่ที่สนามบิน Auckland ท่ามกลางความสับสน เหนื่อย และไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ แต่พอย้อนกลับไปมอง มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าใจว่า ชีวิตในต่างประเทศไม่ได้มีแต่ความสวยงาม แต่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ การปรับตัว และการเติบโตจากสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การแพนิค แต่คือ “ตั้งสติ” เติมเงินอินเทอร์เน็ต แล้วรีบแจ้งคนที่ไทยว่าปลอดภัยดี

สิ่งที่จำได้แม่นที่สุด คือภาพผู้โดยสารจากเที่ยวบิน domestic ที่บินเข้ามาหลังเหตุการณ์ หลายคนมีบาดแผลตามร่างกาย สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและเหนื่อยล้า

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ที่สนามบินไม่มีความโกลาหล ไม่มีคนโวยวาย ทุกคนกำลังช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเงียบ ๆ
ฉันเดินไปถามประชาสัมพันธ์ และได้รับข้อมูลอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่บอกทางไปยังพื้นที่พักฉุกเฉินที่เตรียมไว้สำหรับผู้โดยสาร ทุกอย่างถูกจัดการอย่างเป็นระบบและสิ่งที่ยิ่งน่าทึ่งกว่านั้น คือเพียงวันถัดมา ทุกอย่างแทบกลับมาเป็นปกติ ตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มเข้าใจคำว่า teamwork ในแบบของนิวซีแลนด์
ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง และทำหน้าที่นั้นเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเอง

นั่นไม่ใช่ครั้งเดียวที่ฉันได้เห็นพลังของ teamwork

ตลอดช่วงชีวิตการเรียนปริญญาเอก ฉันพบสิ่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะในวันที่ต้องเก็บผลการทดลองที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต
ตอนนั้นฉันต้องทำงานกับสัตว์ทดลองเป็นครั้งแรก และคิดเพียงว่า “ก็คงเป็นการเก็บตัวอย่างทั่วไป” แต่ก่อนเริ่มจริง animal technician เดินเข้ามาถามอย่างละเอียดว่า
“วางแผนไว้อย่างไรบ้าง”       “ต้องการเก็บตัวอย่างอะไร”       “หลังจบการทดลองจะจัดการอย่างไร”

ฉันต้องอธิบายทุกขั้นตอนให้เขาฟัง และหลังจากนั้น เขาก็ค่อย ๆ ช่วยไล่ว่าเราต้องเตรียมอะไรบ้าง

สุดท้าย วันเก็บตัวอย่างจริงกลายเป็นเหมือน production line ขนาดย่อม ทุกคนในแลปสละเวลาจากงานของตัวเองมาช่วยกันตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็ม เพื่อให้ฉันได้ตัวอย่างครบทุกชิ้นที่จำเป็นต่อวิจัย สำหรับพวกเขามันอาจเป็นเพียงอีกหนึ่งวันทำงาน แต่สำหรับฉันมันคือช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืม

วันนี้ technician บางคนไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ฉันยังระลึกถึงความ kindness และ generosity ของพวกเขาเสมอ

เล่าการใช้ชีวิตบ้างดีกว่า

ฉันเปลี่ยนที่อยู่ประมาณ 4 ครั้ง ในระหว่างเรียน 3 ครั้งแรกเป็นการเปลี่ยนภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ด้วยความจำเป็นต่างๆกัน แต่การเปลี่ยนครั้งสุดท้ายนั้นทำให้ฉันได้เจอ ครอบครัวที่ 2 ของฉัน ฉันตัดสินใจย้ายบ้านเพราะไปเจอเอาว่าบ้านหลังที่อยู่มีราขึ้นเต็มไปหมดเนื่องจากบ้านชื้นและไม่มีการระบายอากาศที่ดี พอครบสัญญาก็เลยไม่ต่อ และขอย้ายไปอยู่กับอาจารย์ที่เคยสอนภาษาอังกฤษให้ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับปริญญาเอก โฮสคนนี้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมีลูกชายวัยไล่เลี่ยกัน 3 คน ครั้งแรกที่เจอ คือ 12 10 และ 8 ปี กำลังเข้าวัยรุ่นกำลังวุ่นวายกันเลย



จากเดิมที่คิดว่าจะอยู่แค่ชั่วคราว สุดท้ายฉันกลับใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนเรียนจบ
ฉันช่วยดูแลบ้าน รับส่งลูก ๆ ของเธอ ทำอาหาร ทำความสะอาด และค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของบ้านหลังนั้น เราฉลองคริสต์มาส ปีใหม่ และวันรวมญาติด้วยกันทุกปี

ฉันช่วยสอนการบ้าน เล่นกีฬา ว่ายน้ำ และเฝ้ามองเด็ก ๆ เติบโตขึ้นทีละนิด ตั้งแต่ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย ได้เห็นเด็กๆ กลายเป็นหนุ่มน้อย มีความรัก อกหัก ก็มาเล่าให้ฟัง

ฉันมีโอกาสได้ทำกิจกรรมหลากหลายแบบชาวกีวีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำไปจับ Paua กับ Lobster การปิ้งบาร์บิคิวในสวนสาธารณะ หรือแม้แต่การเดินเท้าเปล่าแบบกีวี



บางครั้งเราก็ทะเลาะกันบ้าง เหมือนพี่น้องจริงๆ และนั่นเองคือช่วงเวลาที่ฉันเริ่มรู้ตัวว่า “นี่ไม่ใช่แค่ host แล้ว แต่นี่คือครอบครัว” เพราะถ้าเป็นเพียง host เราคงเกรงใจตลอดเวลา คงไม่เสียใจเวลามีปัญหากัน และคงคิดแค่ว่า “เดี๋ยวก็กลับแล้ว” แต่เพราะเรารักและผูกพันกันมากพอ เราจึงมีทั้งเสียงหัวเราะ ความน้อยใจ ความเข้าใจ และการเติบโตไปด้วยกัน

แม้วันนี้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่บ้านหลังนั้นยังคงเป็นหนึ่งในความหมายของคำว่า “ครอบครัว” สำหรับฉันเสมอ ฉันกับโฮสและเด็กๆ ยังคงติดต่อกัน ในตอนที่ฉันมีครอบครัวและมีลูกแล้วก็ยังพากลับไปเยี่ยมโฮสด้วย


มาถึงเรื่องเรียนบ้าง

ในสมัยที่ฉันไปเรียน การเรียนปริญญาเอกทีนี่ต่างจากที่อื่นคือ ค่าใช้จ่ายเท่ากับ นศ Domestic ตอนที่ไปจ่ายค่าเทอมราวๆ 7000 NZD เท่านั้น ก่อนจะเข้าเรียนปริญญาเอก หากภาษายังไม่ดีพอ มหาวิทยาลัยจะมี คอร์สที่ช่วยพัฒนาภาษาให้ เน้นการทำงานวิจัยเป็นหลัก ไม่มี coursework จำนวนมาก ยกเว้นกรณีที่อาจารย์ที่ปรึกษาเห็นว่าควรเสริมด้านใดเพิ่มเติม จึงจะแนะนำให้ลงเรียนบางวิชา

สิ่งที่ฉันประทับใจมาก คือ มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับ “การดูแลนักศึกษาต่างชาติ” อย่างจริงจัง
มีทั้งกิจกรรมพาเที่ยวรอบเมือง งานวัฒนธรรม potluck ที่ทุกคนนำอาหารประจำชาติมาแบ่งปันกัน ช่วยให้นักศึกษาต่างชาติรู้สึกว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว



แต่การเรียนปริญญาเอก มันก็ไม่ง่าย เพราะมันบังคับให้เราต้องเข้าใจจริงในสิ่งที่กำลังทำ

งานวิจัยของฉันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ทำงานกับสัตว์ทดลอง ซึ่งหมายความว่าหลายอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะขั้นตอนการขอจริยธรรมการวิจัยในสัตว์ทดลอง

การยื่นขอครั้งแรกถูกปฏิเสธ เพราะข้อมูลรองรับยังไม่แน่นพอ

ช่วงเวลานั้น ฉันแทบทำอะไรไม่ได้อยู่ประมาณสองเดือน นอกจากนั่งอ่าน paper ซ้ำไปซ้ำมา พยายามหาทางพัฒนางานให้เร็วที่สุด เพราะในใจรู้สึกเหมือนตัวเอง กำลังเสียเวลา แต่ช่วงเวลานั้นเอง นิวซีแลนด์ค่อย ๆ สอน อีกบทเรียนหนึ่ง ว่าเรื่องบางเรื่อง รีบไม่ได้ พื้นฐานต้องแน่น ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ เพื่อที่จะตอบคำถามและต่อยอดได้จริงในอนาคต การมองหาคำตอบสำเร็จรูปอาจพาเราไปได้เร็ว แต่รากฐานของความรู้จะไม่แข็งแรงพอให้เติบโตต่อไป

ในช่วงที่สับสนและกดดันที่สุด ฉันกลับพบว่าธรรมชาติช่วยเยียวยาจิตใจได้มากกว่าที่คิด การออกไปวิ่ง เดินเลียบแม่น้ำ มองภูเขา หรือดูพระอาทิตย์ตก ช่วยให้ใจค่อย ๆ สงบลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนมุมมองของฉันจริง ๆ คือ “การเดินป่า”

ฉันมีโอกาสได้ไป trekking ในเส้นทาง Tongariro Crossing หนึ่งในเส้นทางเดินป่าที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุดของนิวซีแลนด์ เส้นทางนี้มีภูเขา Ruapehu ตั้งอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศของภูเขาไฟ ระยะทางรวมเกือบ 20 กิโลเมตร

ทางเดินช่วงแรกไม่ได้ยากมาก แต่ตอนเริ่มปีนขึ้นเขาจริง ๆ ความชันของหินภูเขาไฟทำให้ทุกก้าวหนักขึ้นเรื่อย ๆ บางช่วงมีหินเลื่อนลงมาตามทาง บางช่วงลมแรงจนแทบยืนไม่มั่นคงและในขณะที่ฉันกำลังค่อย ๆ เดินขึ้นไปทีละก้าว ก็มีเด็กตัวเล็ก ๆ วิ่งผ่านขึ้นไปอย่างง่ายดาย

ฉันจำได้ว่ากลางทางตัวเองนั่งลง หันกลับไปมองตีนเขา สลับกับเงยหน้ามองยอดเขาอยู่เงียบ ๆ
แล้วถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “Are you a quitter or a fighter?”


ก่อนหน้านั้น ฉันท้อกับการเรียนมากจนถึงขั้นสมัครเรียนต่อในประเทศไทยเผื่อไว้ เพราะกลัวว่าสุดท้ายตัวเองอาจเรียนไม่จบ
แต่วันนั้น ฉันตัดสินใจลุกขึ้น แล้วเดินต่อ
ทีละก้าว
ทีละก้าว
จนสุดท้ายก็ขึ้นไปถึงยอด
บนยอดเขานั้นไม่ได้มีอะไรยิ่งใหญ่ มันเป็นเพียงปล่องภูเขาไฟแห่งหนึ่ง

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือความคิดในใจของฉัน

ฉันเริ่มเข้าใจว่า เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เด็กที่วิ่งผ่านเราไป อาจผ่านการฝึกฝนมามากกว่า แต่นี่คือครั้งแรกของเรา
และตราบใดที่ยังไม่ยอมแพ้ เราก็ยังมีโอกาสไปถึงจุดหมายได้เสมอ

วันนั้น ภูเขาไม่ได้สอนแค่เรื่องความอดทนแต่มันสอนให้ฉันเชื่อในตัวเองอีกครั้ง

ฉันใช้เวลาห้าปีใน New Zealand จนสำเร็จการศึกษา ก่อนกลับมาทำงานที่ประเทศไทย

เมื่อนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว แต่เรื่องราวในนิวซีแลนด์ไม่เคยหายไปจากชีวิตของฉันเลย ทุกครั้งที่ยืนสอนอยู่หน้าชั้นเรียน ฉันยังคงเล่าเรื่องเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกให้นักศึกษารุ่นใหม่ฟัง ไม่ใช่เพียงเพื่อเล่าถึงการเรียนต่อในต่างประเทศ แต่เพื่อบอกพวกเขาว่า การเติบโตที่สำคัญที่สุดในชีวิต บางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเรียน

มันอาจเกิดขึ้นในวันที่เราท้อที่สุด

ในวันที่เราต้องเริ่มต้นใหม่

หรือในวันที่เราตัดสินใจเดินต่อ แม้จะยังมองไม่เห็นปลายทาง

ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตในนิวซีแลนด์ ฉันได้รับทั้งความรู้ มิตรภาพ ความอบอุ่นจากผู้คน และบทเรียนชีวิตที่ยังติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ และนี่อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่ฉันจะเล่าขานถึงประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้

Aotearoa: The Land of The Long White Cloud
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่