ผมมีความคิดเห็นต่างครับ กรณีที่รัฐบาลคุยกับเหล่าธุรกิจยักษ์ใหญ่

กระทู้สนทนา
ในมุมมองส่วนตัวของกระผม ถือเป็นเรื่องน่ายินดีครับที่รัฐบาลเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากเหล่านักธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยรัฐพร้อมจะอำนวยความสะดวกและยืดหยุ่นข้อกฎหมายให้ทันโลก ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำใน 3 แกนหลัก คือ พลังงานสะอาด โลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
         อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะเห็นด้วยกับทั้ง 3 ประเด็นข้างต้น แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมกลับมองว่าเศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว เพราะต่อให้ไม่มีการอุดหนุนจากภาครัฐ ธุรกิจระดับบนเหล่านี้ก็มีศักยภาพทางเงินทุนที่แข็งแกร่งและเติบโตได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว
          แต่ที่ผมเห็นต่างตามความเข้าใจของผมเองนะครับ แม้ 3 ประเด็นที่ว่านี้ผมจะเห็นด้วยก็ตาม แต่ก็ยังมองว่า เศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่ลำพังอาศัยแต่เหล่านักธุรกิจชั้นนำเหล่านี้ครับ เพราะต่อให้รัฐยังไม่อำนวยความสะดวกหรือยังใช้บริบทกฎหมายแบบเดิม พวกเขาเหล่านี้ก็สร้างความร่ำรวยกันมหาศาลอยู่แล้ว และก็ยังไปกันต่อได้มากกว่านี้อีกครับ
          หลายท่านอาจคาดหวังว่าการเติบโตของทุนใหญ่จะช่วยกระจายรายได้และสร้างงานให้แรงงานไทย แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงหุ่นยนต์กำลังเข้ามาแทนที่แรงงานคนอย่างรวดเร็ว โอกาสเหล่านั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่หวัง และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือ "SME" อาจจะล้มหายตายจากไปก่อนที่ผลประโยชน์จะตกมาถึง
เศรษฐกิจที่ยั่งยืนควรขับเคลื่อนจาก "ฐานราก" ครับ หากฐานรากไม่มั่นคง ยอดปิรามิดจะทรงตัวอยู่ได้อย่างไร? การสร้างปิรามิดที่แข็งแรงจำเป็นต้องก่อจากฐานล่างขึ้นไปบนเสมอ
          ดังนั้น เมื่อท่านนายกฯ รับฟังกลุ่มทุนชั้นนำแล้ว ก็ควรหาโอกาสลงมารับฟังคนระดับล่างบ้างว่าพวกเขาต้องการอะไร "ความมั่นคงทางอาหาร" จะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากเกษตรกรผู้เป็นต้นน้ำยังต้องกู้หนี้ยืมสินและเผชิญภาวะขาดทุนอยู่ทุกปี?
          ยิ่งไปกว่านั้น การที่ประเทศไทยจะแข่งขันบนเวทีโลกหรือเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างแท้จริง ลำพังเพียงแค่การอุดหนุน 3 แกนหลักของรัฐบาลอาจยังไม่พอ หากเรายังไม่แก้ไข "3 ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนี้ครับ
          ประเด็นที่ 1 ทุจริตคอรัปชั่น เมื่อเงินงบประมาณเพื่อการพัฒนาต้องสูญเสียไปกับผลประโยชน์ทับซ้อนและเบี้ยใบ้รายทาง ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศย่อมลดลงอย่างน่าเสียดาย
         ประเด็นที่ 2: มาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย หากกฎหมายขาดความเที่ยงตรงและคาดเดาไม่ได้ นักลงทุนต่างชาติที่ไหนจะกล้านำเม็ดเงินมหาศาลมาเสี่ยง เพราะความโปร่งใสและระบบยุติธรรมคือหัวใจสำคัญในการตัดสินใจลงทุน
         ประเด็นที่ 3 สิทธิและเสรีภาพ หากสิทธิขั้นพื้นฐานถูกจำกัดและความขัดแย้งในสังคมยังไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศย่อมยากที่จะเดินหน้าได้อย่างราบรื่น
          สุดท้ายนี้ หากรัฐบาลต้องการเพียงแค่ "ตัวเลข GDP" ที่สวยงาม การอำนวยความสะดวกให้ทุนใหญ่อาจเป็นคำตอบที่รวดเร็ว แต่หากต้องการขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน รัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญและสร้างพลังขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน
         ซึ่งก้าวแรกที่ทำได้ทันทีคือการรับฟังเสียงของประชาชนผ่านกระบวนการประชามติ เพื่อร่วมกันเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นสากลและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายครับท่านนายกฯ
 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่