มือืถอที่ฝังใจของคุณ คือรุ่นไหน? : 90s มีเรื่องเล่า

"มือถือ" ไอเท็มที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล จาก กระเป๋าหิ้วที่วางบนโต๊ะเพื่อบอกสถานะว่าร่ำรวย จนถึง กระติกน้ำแบบเหลี่ยมๆที่ใหญ่กว่าขวดน้ำอัดลมแต่ทำให้ดูภูมิฐานขึ้น 34 เท่า สู่สิ่งที่ทุกคนต้องมีในวันนี้

ถ้าให้คุณเลือก 3 รุ่น ที่มีความทรงจำ คุณจำมือถือยี่ห้อไหน รุ่นไหนได้บ้าง

ต่อไปนี้คือ มือถือ 3 เครื่อง ที่อยู่ในความทรงจำของผม กับเรื่องราวที่ย้อนกลับมาเมื่อนึกถึง







NOKIA 8110
"โนเกียกล้วย" เป็นมือถือเครื่องแรกของผม ได้มาใช้ช่วงปี 2541 เป็นการรับช่วงต่อจากพ่อมา เพราะ นี่เป็นมือถือเครื่องแรกของพ่อผมเช่นกัน น่าจะซื้อด้วยระบบของที่ทำงาน หรืออะไรสักอย่าง บ้านจึงมีมือถือใช้กับเค้าตอนปี 2539

โนเกียกล้วย เป็นเครื่องที่มีขนาดเล็กลงจากรุ่นก่อนๆนั้นมาก มีฝาปิด ทรงที่โค้งทำให้ใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลังแล้วรับกับบั้นท้ายพอดี ตัวเครื่องก็เล็กพอจะใส่กระเป๋ากางเกงไว้ได้ หรือจะใส่ซองหนังติดเข็มขัดก็ได้เช่นกัน แต่สำหรับ ผมในตอนนั้นที่เพิ่งเรียนจบกำลังเริ่มทำงาน พ่อให้มาใช้ต่อ ก็ไม่ได้พกแบบใส่ซองคาดเอวเพราะมันดูแก่ พกใส่กระเป๋ากางเกงธรรมดานี่แหละ และไม่มีการใส่เคสด้วยนะครับ

ความทรงจำคือ เอามาเล่นแบบหนัง The Matrix ที่มันจะดีดฝาสไลด์ออกมาได้เอง ด้วยการเอานิ้วเกี่ยวแล้วดีดลงมา ซึ่งถ้าดีดพลาด ฝาจะหลุดออกมาได้ เป็นที่ขบขันของเพื่อน อีกอย่างคือ ถ้าสไลด์ฝาลงมาสุด แล้ววางคว่ำ พร้อมกับตบลงไป ฝาจะแยกออกจากเครื่องได้โดยง่าย

ความประทับใจคือ นับตั้งแต่วันนั้น ซิมนั้น จนถึงวันนี้ ผมก็ยังใช้เบอร์เดิม หลังจากไปทำเรื่องโอนเบอร์มาใช้ แล้วก็เปลี่ยนจากรายเดือนเป็นเติมเงิน จนเติมเงินแล้ว เติมเงินเล่า เปลี่ยนแบรนด์ผู้ให้บริการ จากซิมใหญ่ มาซิมเล็ก ยุคนึง ผมเอาไปขอทำซิมใหม่ ถอดซิมมา เจ้าหน้าที่บริการยังตกใจเมื่อพบว่า ซิมนั้นยี่ห้อ Orange

ผมว่าในยุคนั้น มีหนุ่มๆมากมายที่รับช่วงต่อของพ่อมาใช้ครับ ต้องบ้านมีเงินจริงๆ เค้าถึงจะซื้อมือถือให้ใช้ ผมไม่ได้มีมือถือเป็นคนแรกๆในกลุ่มเพื่อนนะเพราะมีหลายคนที่บ้านรวย มีมาตั้งแต่เข้ามหาลัยแล้ว พวกอาจารย์เองก็ถือกันตั้งแต่ตอนนั้นแหละ แต่ ผมก็อยู่ในส่วนของคนที่ใช้มือถือ ในขณะที่มีอีกซักครึ่งที่ไม่ใช้มือถือ และใช้ PCT เพราะคุ้มค่ากว่า

การนั่งกินข้าวต้มรอบดึกแล้ววางมือถือเอาไว้บนโต๊ะ ข้างแก้วเครื่องดื่ม เป็นวัฒนธรรม"โชว์" ของใช้ของยุคนั้นครับ หรือถ้าไปร้านลาบชื่อดังหลังสถานบันเทิงปิด แล้วมีบรรดาหมอนวด นักร้อง มากับแขกเยอะๆ การเป็นหนุ่มวัยเพิ่งเริ่มงาน แต่มานั่งกินดื่ม แล้วมีมือถือวางไว้ให้เห็นได้ ทำให้ มีสาวลุกเดินจากโต๊ะเสี่ยใหญ่ ผ่านเราไป มุ่งหน้าไปห้องสุขา แต่ ชะม้ายชายตาอมยิ้มส่งมาหาแวะก่อนจะ เดินทิ้งสะโพกโยกย้ายผ่านไปอย่างเชื่องช้า

โนเกียกล้วยสำหรับผมมันคือ ความทรงจำ first jobber ช่วงชีวิตที่"สุดเหวี่ยง" ที่สุดช่วงหนึ่ง ทำงานกับแวดวงที่มีสีสัน ชีวิตไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้น ตื่นก็เกือบเที่ยง กินอาหารง่ายๆ บ่ายทำงาน ลากยาวยันดึก แล้วไปต่อ ร้านข้าวต้ม ร้านส้มตำ ร้านลาบ นานๆที จะมีรุ่นพี่พาไปร้านสุรา การไปสถานบันเทิงที่กำลังมาแรงในเวลานั้น หมายถึง กิจกรรมเพื่อเป้าหมายอันไม่สุจริต ไปหาญิง หาสาวๆนั่นเอง



Motorola StarTAC
จริงๆมันคือมือถือเจ็นเดียวกันกับเจ้ากล้วยเครื่องแรกของผมนะครับ ออกมาในปีเดียวกัน ตลาดเดียวกัน แต่สตาร์แท็ก แพงกว่าพอสมควร  ผมจำได้ว่า มีเพื่อนบางคน ใช้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมหาลัยเลย เรียกว่า หรูหราอลังการมาก

ผมเอากล้วยพ่อไปขาย เปลี่ยนมาใช้เจ้านี่แหละ เพราะรู้สึกชอบการพับ ขนาดที่เล็กพกพาง่าย  มันดูสมเหตุสมผลกว่าถือกล้วยยาวๆ ที่พอใส่กระเป๋ากางเกง มันจะโผล่หัวมาหน่อยนึง แรกๆก็เห่ออวดกล้วยโผล่ หลังๆชักรำคาญ ประกอบกับ ตอนนั้น "มาบุญครอง" เริ่มกลายเป็นแหล่งมือถือแล้วครับ โดยมีร้าน รับซื้อรับเทิร์นมากันคับคั่งแล้ว  การซื้อมาขายไป เริ่มกลายเป็นสิ่งที่นิยมสำหรับคนมีมือถือ สมัยนั้น บางคนใช้มือถือกันเครื่องละไม่กี่เดือนก็เปลี่ยนแล้ว มีรุ่น ยี่ห้อ มาเยอะมาก ทั้งแบบนำเข้า แบบหิ้ว ไม่เหมือนทุกวันนี้เลยครับ

ผมย้ายจากกล้วยมาฝาพับ ใช้อยู่ระยะนึงเลย และถือเป็นเครื่องแรกที่ซื้อเอง (แม้จะเริ่มจากทุนเครื่องพ่อแล้วเพิ่มเงินอีกหน่อย)

ข้อนึงที่หลายคนไม่รู้ และ อาจไม่เชื่อหูเมื่อได้ยิน เจ้า StarTAC เป็นมือถือที่วางขายยาวนานมากนะครับ เปิดตัวมาปี 2539 ตอนปี 2543 ผมไปต่างประเทศ ก็ยังเห็นฝรั่งใช้กันเยอะ ตอน 2547-48 ไปเรียนและทำงานต่างประเทศ เจ้านาย ระดับบริหาร ยังใช้ StarTAC อยุ่เลย เพราะ เค้าจ่ายแพลนที่ใช้เป็นอินเตอร์คอมในบริษัทได้ด้วย ใช้แทนการโอนสายที่โต๊ะทำงานได้ด้วย ตอนนั้นยังแปลกใจว่า รวยๆทำไมยังใช้รุ่นเก่าหว่า

ภาพจำของการใช้รุ่นนี้ คือ การวางสายที่ดัง "ป้าบ" ยิ่งถ้าทะเลาะกับสาวแล้ววางสาย จะยิ่งปิดแรงมาก ซึ่งมันก็ไม่พังซะทีด้วยครับ แล้วก็ แบตหลังตุงเพื่อความอึดทนกว่าเก่า แต่ถ้าผมจำไม่ผิด มันก็ทนพอจะใช้ได้เป็นวันๆนะ เทียบกับสมาร์ทโฟนสมัยนี้แล้ว โหดกว่าเยอะ แต่ยุคนั้น เราไม่ชาร์จมือถือกันทุกวันครับ เราชาร์จกันเวลาใกล้หมด แล้วพอจะนอนก็ดึงออกเพราะกลัวมันระเบิด

แต่ผมไม่ใช้แบบตัวหนานะ ส่วนมากผมไม่ค่อยเปิดเครื่องเท่าไหร่ ทำงานก็ปิดเครื่องไปเลย พอเย็นๆค่อยเปิดเพราะธุระ(ที่ไม่ใช่สาระ) มักมายามเย็น ถ้าท่องราตรีอยู่จะเปิดเครื่อง เผื่อมีอะไรดีๆที่ไหนเพื่อนเรียกจะได้ย้ายที่ไปได้ แต่ถ้าดึกมากจริงๆ เลยตี 1 ตี 2 จะปิดเครื่องเสมอ แม้จะยังไม่ถึงบ้าน

ทำทุกวันให้ชินครับ เวลาแฟนโทรหาแล้วไม่ติดตอนดึกๆจะได้ไม่ผิดปกติ ทั้งที่จริงเราไปซ่าอยู่หอนักศึกษาไหนก็ไม่รู้

สมัยนั้น เวลาขอเบอร์สาว ไม่มีมานั่งเม็มกันตรงนั้น ไม่มีมาสแกนโค้ดกันครับ การได้เบอร์ การให้เบอร์คือการจดใส่กระดาษแล้วยื่นให้ เพราะ ไม่ใช่ทุกคนนะจะมีมือถือ บางที ตัวสาวที่ไปขอ ก็ไม่มีมือถือด้วย ยุคนั้น ส่วนมากมีปากกาติดตัวกันไว้ จดใส่ทิชชู่ กระดาษร้องแก้ว แม้แต่ จดใส่แขน ฝ่ามือกลับมาก็มี

ตื่นเช้ามา เจอเบอร์บนฝ่ามือ แล้ว เลขตัวท้ายมันเลือนหายไป จำก็จำไม่ได้ว่าเลขอะไรหว่า ซึ่งแน่นอนสิครับ เราก็ ลองไล่โทรไปเลย มีแค่ 10 ตัวเอง
แต่บางที ก็เจอกระดาษใส่เบอร์อยู่ในกระเป๋าเสื้อ แบบงงๆ ว่า เบอร์ใคร และซวยหนักสุดคือ แฟนเจอกระดาษจดเบอร์พร้อมชื่อ "กิฟท์ค่ะ" ด้วยลายมือแบบ กุ๊กกิ๊ก ประเด็นคือ ไอ้เราก็จำไม่ได้ว่า กิฟท์ไหนเนี่ย เมื่อไหร่ก่อนเถอะ ถูกพับอยู่ในกระเป๋าตังค์แบบนี้ ได้มาหลังจากภาพตัดแน่นอน





Samsung SHG-N200
ตัวนี้เป็นรุ่นที่อาจไม่ค่อยคุ้นกัน ในยุคนั้น "จอฟ้า" คือสิ่งที่กำลังมาแรง มือถือ ก้าวผ่านยุคที่เครือ่งใหญ่มาแล้วกำลังแข่งกันเล็กลงเรื่อยๆ ยิ่งรุ่นแพงต้องิย่งเล็ก พวกที่ยังใหญ่ จะเป็นมือถือผสมการพิมพ์อีเมล ปุ่มเยอะๆมากกว่า จับตลาดนักธุรกิจดูมีฟังก์ชั่น แต่ถ้า ตลาดบนทั่วไป ต้องจิ๋ว เล็ก หรือบาง

ที่สำคัญ สีหน้าจอ ต้องไม่ใช่ไฟเขียว ต้องไฟฟ้า ไฟขาว จนมีร้านแต่งไฟหลายร้านทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ยามวิกาล หรือในสถานที่มืดๆ ถ้ามือถือใครมีสายเข้าแล้วเห็นเป็นไฟขาว ไฟฟ้า โอ้โฮ บ่งบอกได้เลยว่า "มีอันจะกิน"

ซัมซุง ไม่ใช่แบรนด์ที่คนนึกถึงนักในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ยังห่างไกลโซนี่ พานาโซนิค หลายขุมครับ ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นมีบริษัทซัมซุงไทยแล้วหรือยังด้วยซ้ำ อาจเป็นลักษณะของการนำเข้าแบบมีตัวแทน ไม่ก็ เครื่องที่ได้มาเป็นแบบหิ้วมาแล้วมาแปลงให้ใช้ได้ เพราะ ผมก็ได้มาจากร้านตู้นี่แหละ ตอนนั้น มีร้านประจำ เจ๊คนขาย น่ารักนิสัยดี ให้ราคาดี แถมใส่เสื้อคอลึกด้วย ชอบก้มๆหยิบมือถือมาให้เราได้จับเล่น
"ไม่ซื้อไม่เป็นไรแวะมาหาพี่ มาลองจับดูก็ได้"

แหม่ ... ใจจริง อยากจะลองจับเจ๊จัง แต่ ผ. แกชอบมายืนคุมทำหน้าเข้มเวลาผมไปร้านนี้ หลังๆผมชวนเพื่อนๆไปบ่อยเสียด้วย รุ่นเดียวกันนี่แหละ วัยเพิ่งเรียนจบ กำลังทำงานเริ่มมีเงินใช้เลย  ยังจำตำแหน่งร้านของเจ๊ได้ ทุกวันนี้ ตรงนั้นเปลี่ยนไปหมดแล้วครับ

ผมได้มาใช้ ถูกใจมากกับความเล็ก บาง แต่ ปัญหาคือ เครื่องมันรวนๆ สัญญาณไม่นิ่ง เดี๋ยวมีคลื่นเดี๋ยวไม่มีคลื่น นั่งอยุ๋ที่เดิมนะ จู่ๆขีดหาย นั่งอีกแป๊บๆ ขีดมา สุดท้ายต้องดั้นด้นหาศูนย์บริการซัมซุง โทรสอบถาม แล้วเอาไปส่งซ่อม  ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้บริการอะไรดีเลยครับ เมหือนจะรับๆไป แล้วหายไปเป็นเดือน โทรถามก็ยังไม่ได้อัพเดท บอกแต่ว่า ตัวนี้ปกติเค้าไม่ได้เอามาขาย เค้าต้องเช็คกับทางบริษัทแม่ บลาๆๆ

ผมซ่อมได้มาใช้พักนึงก็เป็นอีก แต่จับทริกได้ว่า ถ้าเอาหนังยางรัดหัวมันไว้ มันจะไม่เป็น

นี่แหละครับ มือถือหรูหรา ไฟสีฟ้า เรียบหรูดูโก้ แต่ รัดหนังยาง สุดท้ายก็เอาไปเทิร์นให้เจ๊ไป ช่วงนั้น มือถือเริ่มไปทางเสียงเรียกเข้าแบบโพลีโฟนิก เริ่มมีจอสีกำลังจะมาแล้ว ผมรู้แต่ผมเข็ดกบัยี่ห้อแปลกๆ(ซัมซุงถือว่าแปลกในตอนนั้น) ถ้าจำไม่ผิด จากเครื่องนี้ ก็กลับไปโนเกียนั่นแหละ ไม่ก็ โมโตวีซีรี่ย์ แล้วไปแต่งไฟขาว ก่อนจะไปยุคเสียงเรียกเข้าแบบโพลี่ ซึ่งฮือฮากันมาก แต่ไม่แรงเท่ากับการมาของจอสี และ MMS


สำหรับปี 2545 หรือ 2002 ที่โทรศัพท์ซัมซุงรุ่นนี้ออกมา มีการทำแคมเปญร่วมกับแอร์เมส แบรนด์สุดหรู แต่ ผมก็เพิ่งรู้ทีหลังนี่แหละครับ ตอนนั้น รู้สึกแค่ มันดูล้ำสมัย จอฟ้า บาง เล็ก เรียบหรู

ปีนั้น ญี่ปุ่น-เกาหลี เป็นเจ้าภาพบอลโลก เป็นที่สนุกสนานของแฟนบอลที่ติดตามดูบอลกันได้แบบไม่ต้องอดหลับอดนอน อาจจะไม่ชินด้วยซ้ำ เพราะ ช่วงบ่าย ช่วงเย็น ไปจนช่วงค่ำ ถือเป็นเวลามันส์ และยุคนั้น คือยุคทองแห่ง"โต๊ะบอล"  ภาพของหนุ่มๆนั่งเปิดหนังสือพิมพ์กีฬา หยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์โทรออกไป"ทายผล" และ ภาพการลุ้นผลบอลกันแบบตึงเครยด ไม่ใช่เชียร์แพ้ชนะ แต่ ลุ้นว่าผลจะออกมาตามที่อัตราต่อรองว่าไว้มั้ย ชนะเฉยๆไม่ได้ต้องมีมากกว่าเม็ดด้วย มันคือช่วงที่หลายคน หาเงินมาเท่าไหร่ ไปหมดกับหนี้บอล มีข่าวดารา นักแสดง นักร้อง ข้องเกี่ยวชีวิตล่มจมก็ไม่น้อย

ถ้าใครนึกไม่ออก ช่วงนั้นคือยุคทองของ "แร็กนาร็อค" ยุคทองของร้านเกมส์ ที่ปรับตัวมาจาก"ร้านเน็ท"  แหล่งสุมชุมนุมของวัยรุ่น ตั้งแต่หัวเกรียนกำลังเห่อคันยิบ จนพวกวัยทำงานแต่ยังหลงใหลในโลกจำแลง มีข่าวเด็กไม่กลับบ้าน มีประกาศให้ ผปค ระมัดระวังภัยร้านเกมส์ จากเกมส์ตู้ มาสู่ยุคเกมส์คอม มีข่าวเด็กหญิงถูกล่วงละเมิดในร้านเกมส์ และ นอกจากกระแสเกมส์ที่เล่นกันโครมๆ ก็ยังมี "แคมฟร็อก"  ความบันเทิงแบบร้อยกล้องให้ส่องกันของโลกสีเทาๆ ใครเล่นที่บ้าน ที่ห้อง ยังพอเข้าใจ แต่สมัยนั้น สาวๆที่วาบหวาม ไปจนสยิวกิ้วตามร้านเน็ทได้นี่ยอมเลยว่าใจกล้าจริงๆ

แคฟร็อก สำหรับหลายคน ที่ออกแนวขี้เหงา ก็คง ติดใจดีเจ ติดใจนางฟ้า ลีลาพี่เทพ ต้องหาทางหาโค้ดห้องลับ กับร้อยกล้อง แต่ ผมจำได้ว่า ผมมีวลีเด็ดคือ ไม่เล่นแคมฟร็อกแต่เล่นดีเจ อิอิ มัวแต่ส่องมัวแต่สโตรคทำไมล่ะครับ ดีเจในนั้น น่าสนใจกว่าเยอะ

จากยุค .com สู่การแชทสด การออกอากาศสดผ่านหนา้าจอคอมได้ นี่คือ 5 ปี ที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมายครับ การเมือง มุ่งหน้าสู่ยุคของ "ทักษิณ"  การคมนาค ในปี '45 กรุงเทพมีรถไฟฟ้าเริ่มให้บริการ

ยุคที่ค่านิยมคนดูหนังเปลี่ยนไป จากคนดูหนังไทยคือไม่มีคลาส กลายเป็น หนังไทยคือศูนย์รวมคนมีของ คือเด็กแนวที่แสวงหาความแปลกใหม่ มีหนังในตำนานในช่วงนั้น ก้าวแรกจากหนังของกลุ่มผู้กำกับโฆษณามือทอง "นางนาก" มาพร้อมๆกับโนเกียกล้วย จนที่สุด หนังฝรั่งเป็นเพียง "กระแส" ของหนังตลาดทั่วไป

วันนั้น ถ้าคณตอบว่า หนังที่ดีที่สุดของคุณคือ ไทเทนิค หรือ จูราสสิกปาร์ค คุณจะเป็นเพียง คนทั่วไป แต่ถ้าคุณบอกว่า หนังในดวงใจคือ มนต์รักทรานซิสเตอร์ หรือ หมานคร คุณจะดูมีรสนิยมในการดูหนังขึ้นทันที และ มีแนวโน้มว่าคุณจะเป็นแฟนของเทศกาหนัง
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่