โลกของการทำธุรกิจพลังงานสะอาดในปัจจุบันกำลังถูกสั่นสะเทือนด้วยมหาอำนาจจากฝั่งตะวันออกอย่างจีนที่เดินหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อเข้ายึดหัวหาดในอุตสาหกรรมกังหันลมลอยน้ำท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมแต่เป็นหมากตัวสำคัญในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการตลาดระดับโลกที่ทุกคนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้กำลังจะเปลี่ยนแผนผังการใช้พลังงานของมวลมนุษยชาติไปตลอดกาล
China Dominates Offshore Wind as Global Tensions Rise
ทะเลจีนใต้ในวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คลื่นลมที่รุนแรงแต่ยังเต็มไปด้วยป่าเหล็กกล้าที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางมหาสมุทร หากเรานั่งเรือสปีดโบ๊ทออกไปจากชายฝั่งมณฑลกวางตุ้งประมาณ 70 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาฝ่าคลื่นลมที่ค่อนข้างแรงนานถึง 2.5 ชั่วโมง เราจะได้พบกับภาพที่น่าทึ่งของทุ่งกังหันลมขนาดมหึมาที่แผ่ขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด หนึ่งในโครงการที่โดดเด่นที่สุดคือโครงการชิงโจว 4 ของบริษัท Mingyang Smart Energy ซึ่งถือเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงานของจีนในยุคปัจจุบัน
โครงการนี้ประกอบไปด้วยกังหันลมยักษ์จำนวน 52 ต้น แต่ละต้นมีความสูงถึง 100 เมตร ซึ่งเมื่อพวกมันทำงานพร้อมกันท่ามกลางกระแสลมแรงในทะเลเปิด จะสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้มหาศาลถึง 500 เมกะวัตต์ ในช่วงเวลาที่ตลาดน้ำมันโลกกำลังปั่นป่วนจากสงครามในตะวันออกกลาง และอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์กำลังเผชิญกับภาวะล้นตลาด จีนจึงตัดสินใจทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดมาที่พลังงานลมอย่างเต็มตัว ข้อมูลจาก Bloomberg NEF ระบุว่า จีนเป็นผู้ติดตั้งกังหันลมชายฝั่งรายใหม่ถึง 3 ใน 4 ของทั้งโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการผลิตและการครองตลาดที่เหนือกว่าคู่แข่งทุกรายแบบไม่เห็นฝุ่น

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานผ่านแหล่งพลังงานหมุนเวียนอย่าง พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม คือกลยุทธ์หลักที่จีนใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ แม้ว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจของจีนจะอยู่ในสภาวะชะลอตัวและถ่านหินยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ผลิตไฟฟ้ามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ แต่เป้าหมายระยะยาวของจีนนั้นชัดเจนมาก นั่นคือการใช้พลังงานสะอาดเข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้มากที่สุด แม้ว่ากระบวนการนี้จะต้องใช้เวลา แต่การลงทุนอย่างมหาศาลในด้านเทคโนโลยีสะอาดทำให้จีนก้าวล้ำหน้าสหรัฐอเมริกาไปหลายก้าว จนทำให้หลายฝ่ายมองว่าสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในสถานะที่ต้องไล่ตามให้ทัน
การขยายตัวของพลังงานลมท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ความพยายามของจีนในการบุกเบิกพลังงานลมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะต้องเผชิญกับกำแพงทางการเมืองที่สูงลิ่ว ในขณะที่จีนกำลังเร่งเครื่องเต็มที่ อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐอเมริกากลับแสดงท่าทีที่ไม่สนับสนุนพลังงานประเภทนี้ โดยอ้างว่ากังหันลมทำลายสิ่งแวดล้อมและเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล ซึ่งท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกในแนวนโยบายพลังงานของโลกอย่างชัดเจน จีนจึงหันไปโฟกัสที่ตลาดในทวีปยุโรปแทน แต่ก็ยังมิวายต้องเจอกับอุปสรรคด้านความมั่นคง
ยกตัวอย่างเช่นกรณีของบริษัท Mingyang ที่มีแผนจะลงทุนสร้างโรงงานมูลค่า 2000 ล้านดอลลาร์ในสกอตแลนด์ แต่กลับถูกรัฐบาลสหราชอาณาจักรระงับโครงการโดยอ้างเหตุผลเรื่องความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริหารของจีนอย่างมาก โดยมองว่าเรื่องเชิงพาณิชย์ถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวจีนที่จะเข้าไปทำธุรกิจในอังกฤษ อย่างไรก็ตาม จีนไม่ยอมแพ้และหันไปเจรจากับประเทศสเปนเพื่อสร้างโรงงานผลิตกังหันลมแทน เพื่อรักษาฐานที่มั่นในตลาดยุโรปที่กำลังต้องการพลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับล่าสุดของจีน ได้มีการตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตพลังงานลมชายฝั่งเป็น 2 เท่าภายในสิ้นทศวรรษนี้ จีนไม่ได้แค่เพิ่มจำนวนกังหันลมเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น กังหันลมแบบ 2 หัวที่ติดตั้งบนแท่นลอยน้ำ ซึ่งเป็นกังหันลมลอยน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เทคโนโลยีนี้ช่วยให้จีนสามารถขยายขอบเขตการทำฟาร์มกังหันลมออกไปในทะเลที่ลึกขึ้นและไกลออกไปจากชายฝั่งได้มากกว่าเดิม
นวัตกรรม OceanX และการลดต้นทุนที่เป็นหัวใจของชัยชนะ
ความโดดเด่นของเทคโนโลยี OceanX ของบริษัท Mingyang คือการเป็นกังหันลมลอยน้ำที่ถูกลากไปติดตั้งและยึดโยงกับพื้นทะเลในทะเลจีนใต้ การทดสอบในทะเลเปิดเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยผลการทดสอบพบว่าสามารถผลิตพลังงานได้มากกว่าการออกแบบเดิมเกือบ 2 เท่า สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความล้ำสมัยในเชิงวิศวกรรมเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าบนแท่นลอยน้ำเพียงแท่นเดียวจะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้อย่างมหาศาล
ปัจจัยเรื่องราคานี่เองที่เป็นอาวุธลับสำคัญของจีนในการครองตลาดโลก แม้ว่าราคากังหันลมของจีนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ แต่ราคากังหันลมโดยเฉลี่ยของจีนยังคงต่ำกว่ากังหันลมของชาติตะวันตกถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ความได้เปรียบด้านราคาที่ต่างกันเกือบครึ่งทำให้จีนสามารถตัดราคาสินค้าคู่แข่งในตลาดโลกได้อย่างง่ายดาย ท่ามกลางภาวะวิกฤตพลังงานที่ผู้ซื้อทั่วโลกต่างมองหาทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด จีนจึงอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างมากในการเข้าครอบงำอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอีกหนึ่งอุตสาหกรรม ตามหลังแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่จีนเคยทำสำเร็จมาแล้วก่อนหน้านี้
การที่จีนสามารถกดราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่งถึง 45 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้เกิดจากแค่ค่าแรงที่ถูกกว่า แต่เกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรภายในประเทศ ตั้งแต่การขุดแร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่อการผลิตมอเตอร์กังหันลม ไปจนถึงการมีโรงงานผลิตใบพัดและโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตมหาศาล การมีระบบนิเวศการผลิตที่สมบูรณ์แบบทำให้จีนสามารถควบคุมต้นทุนได้ทุกขั้นตอน ในขณะที่บริษัทจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ามาก
เมื่อมองในมุมการตลาดและการสร้างแบรนด์ระดับชาติ จีนกำลังสร้างภาพจำใหม่ว่าตนเองเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสีเขียวของโลก การส่งออกเทคโนโลยีพลังงานลมราคาถูกไปยังประเทศต่างๆ ไม่ใช่เพียงการขายสินค้า แต่เป็นการแผ่ขยายอิทธิพลผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หากประเทศใดเลือกใช้เทคโนโลยีของจีน นั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องพึ่งพาระบบซอฟต์แวร์ การซ่อมบำรุง และอะไหล่จากจีนไปอีกหลายสิบปี นี่คือกลยุทธ์การผูกขาดในระยะยาวที่แยบยลที่สุด
จีนก้าวไปอีกขั้น กับการครองตลาดพลังงานลมซึ่งครอบคลุมมากกว่า 75% ของโลก 🌊⚡