แรกๆเป็นเรื่องเล่าของผม ใครไม่สะดวกอ่านข้ามไปบรรทัดสุดท้ายได้เลยครับ 😂 แต่ถ้าอ่านแล้วอย่าด่าผมแรงนะ
สวัสดีครับ ผมชื่อไดม่อน เป็นเด็ก Gen Z ที่เมื่อก่อนชอบเก็บตัว อยู่กับคอมทั้งวัน ไม่เอาสังคม ไม่ค่อยสนใจอะไรนอกจากสิ่งที่ตัวเองชอบ
งานแรกในชีวิตของผมคือพาร์ทไทม์ร้านขายส่งผักผลไม้ช่วงปิดเทอม ตอนอายุประมาณ 16 ปี สำหรับเด็กที่ไม่ชอบเจอคน การทำงานบริการครั้งแรกค่อนข้างกดดันมากครับ
มีอยู่วันนึงเถ้าแก่ออกไปธุระแป๊บเดียว ผมเฝ้าร้านคนเดียว แล้วดันยิงราคาสินค้าเบิ้ลโดยไม่รู้ตัว คุณป้าลูกค้าบอกว่าคิดเงินผิด แต่ผมมั่นใจมาก เพราะเชื่อว่าเครื่องยิงราคากับคอมพิวเตอร์ไม่มีทางผิด เลยเถียงกลับไปเต็มที่ 😅
สุดท้ายคุณป้าเดินออกไปตะโกนหน้าร้านว่า “ร้านนี้โกง!” ผมตกใจมาก รีบขอโทษแล้วขอให้กลับเข้ามาคุยกันดีๆ
ตอนนั้นคุณป้าพูดกับผมว่า
“ฉันเคยเป็นบัญชีมาก่อน ฉันไม่เคยคำนวณพลาด อย่าเชื่อคอมมากเกินไป หัดคิดด้วยสมองตัวเองบ้าง”
ตอนนั้นผมโกรธนะครับ 😂 แต่พอโตขึ้นกลับรู้สึกขอบคุณมาก เพราะมันกลายเป็นบทเรียนแรกของการทำงานที่ผมจำจนถึงทุกวันนี้
หลังจากนั้นผมเริ่มกลัวงานบริการไปเลย เปิดเทอมก็ไม่คิดจะทำงานต่อ คิดแค่ว่าเรียนไปเดี๋ยวแม่ก็ส่งเรียนเอง
แต่พอโตขึ้น ผมเริ่มอยากได้นู่นอยากได้นี่มากขึ้น เลยพยายามหางานที่ทำผ่านคอมได้ ทำไปทำมาเริ่มรับงานหนักจนแทบไม่ไปเรียน เกือบเรียนไม่จบ เพราะตอนนั้นคิดว่า “หาเงินเองได้แล้ว จะเรียนต่อทำไม”
ซึ่งความจริงคือ…เงินแค่นั้นไม่พอใช้แน่นอนครับ 😅
พอเรียนจบ ผมกลับไม่หางานจริงจัง เล่นเกมอยู่บ้านทั้งวัน แม้แต่งานออนไลน์ก็เริ่มไม่มีลูกค้าแล้ว ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่ประมาณครึ่งปี
แม่ถามผมทุกวันว่า
“หางานได้หรือยัง”
“ลองที่นี่ไหม แม่ไปถามให้แล้วนะ”
แต่ผมก็ปฏิเสธตลอด อ้างว่าไม่ตรงสายบ้าง ยังไม่อยากทำบ้าง
ช่วงนั้นที่บ้านเริ่มหนักครับ เคยโดนตัดไฟ ค่าเช่าค้าง ข้าวที่บ้านก็มีแต่เมนูเดิมๆวนไปเรื่อยๆ ผมทั้งเครียด ทั้งหงุดหงิด แต่ก็ยังไม่ยอมขยับตัวจริงจัง
จนวันนึงผมเห็นแม่นั่งร้องไห้คนเดียวในห้อง
แล้วพ่อเลี้ยงก็ด่าแม่กับผมหนักมาก จนแม่บอกว่าจะพาผมย้ายออกไปเช่าหออยู่กันสองคน
สุดท้ายไม่ได้ย้าย เพราะเขามาขอโทษแม่ทีหลัง
แต่แม่เคยบอกผมว่า ตอนนั้นสิ่งที่แม่ทนไม่ได้ที่สุด ไม่ใช่ตอนโดนด่าเอง แต่เป็นตอนที่เขาด่าลูก
หลังจากวันนั้น ผมเริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆครับ
ถ้าวันนึงแม่ไม่มีที่อยู่ขึ้นมา ผมจะทำยังไง
ผมเลยเริ่มหางานทันที โดยไม่เกี่ยงแล้วว่าจะเป็นงานอะไร
—— เข้าประเด็นครับ 😂 ——
หลังเรียนจบมา 3 ปี ผมเปลี่ยนงานมาหลายงานมาก มากจนบางทีเรียงไทม์ไลน์ตัวเองยังไม่ถูกเลยครับ 😅
ทั้งงานขายมือถือ ซ่อมมือถือ เทเลเซลล์ ขายอาหารเสริม งานคลังสินค้า ตัวแทนประกันชีวิต ขายของตามอีเวนต์ งานกราฟิก งานดนตรี ขายของออนไลน์ งานไอที รับซ่อม ติดตั้ง ไปจนถึง 7-11
มีทั้งงานประจำและงานเสริมปนกันไปหมด
งานแรกหลังเรียนจบของผมดันเป็น “งานขาย” ทั้งที่ผมเคยเกลียดงานบริการมากๆ 😂
ยอดขายก็ไม่ได้ดี เงินเดือนแทบอยู่ระดับขั้นต่ำ
แต่ระหว่างนั้นผมเริ่มลองซ่อมมือถือ ซื้อเครื่องพังมาซ่อมขาย บางเครื่องกำไร บางเครื่องก็เจ๊งจนเฉือนเนื้อตัวเอง 😅
พอเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ผมเริ่มรู้ตัวว่า Skill ตัวเองเพิ่มขึ้นจริงๆ
ผมเริ่มพูดกับคนเก่งขึ้น
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น
รับแรงกดดันได้มากขึ้น
เรียนรู้เร็วขึ้น
และเข้าใจคนมากขึ้น
สิ่งที่ผมได้จากแต่ละงาน บางทีมันมีค่ามากกว่าเงินเดือนอีกครับ
ทุกวันนี้ผมอายุ 23 งานปัจจุบันเป็นงานที่ผมรู้สึกว่าอยากทำไปอีกนานพอสมควร
หัวหน้าชมว่าผมทำงานนิ่ง รับแรงกดดันได้ดี และตั้งแต่ผมเข้ามา เด็กใหม่ที่เข้ามาทีหลังแทบไม่มีใครลาออกกลางคันอีกเลย
หัวหน้าชอบให้ผมสอนงาน เพราะผมไม่เคยดุน้อง แม้ในวันที่งานวุ่นวายหรือเครียดมากๆ ผมก็พยายามใจเย็นที่สุด เพราะไม่อยากให้บรรยากาศแย่ไปมากกว่านั้น
ผมเห็นหลายคนชอบพูดว่า
“เด็กสมัยนี้ไม่ทนงาน”
“Gen Z เปลี่ยนงานบ่อย”
แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันตัดสินกันง่ายเกินไปครับ
เราไม่รู้เลยว่าแต่ละคนลาออกเพราะอะไร
บางคนออกเพราะค่าแรงไม่คุ้ม
บางคนเติบโตไม่ได้
บางคนเจอที่ทำงาน Toxic
บางคนแค่เจอที่ที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า
สำหรับผม ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็คงยังเลือกใช้ชีวิตแบบเดิม
เพราะสิ่งที่ผมได้จากการเปลี่ยนงานบ่อย ไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือประสบการณ์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ และ Skill หลายอย่างที่ผมเอามาใช้กับงานปัจจุบันได้จริง
คุณคิดยังไงกับการย้ายงานบ่อยครับ
แล้วถ้าคุณเป็นคนที่ย้ายงานบ่อยเหมือนกัน คุณได้อะไรจากมันบ้างครับ 🙂
คุณคิดยังไงกับการเปลี่ยนงานบ่อยครับ?
สวัสดีครับ ผมชื่อไดม่อน เป็นเด็ก Gen Z ที่เมื่อก่อนชอบเก็บตัว อยู่กับคอมทั้งวัน ไม่เอาสังคม ไม่ค่อยสนใจอะไรนอกจากสิ่งที่ตัวเองชอบ
งานแรกในชีวิตของผมคือพาร์ทไทม์ร้านขายส่งผักผลไม้ช่วงปิดเทอม ตอนอายุประมาณ 16 ปี สำหรับเด็กที่ไม่ชอบเจอคน การทำงานบริการครั้งแรกค่อนข้างกดดันมากครับ
มีอยู่วันนึงเถ้าแก่ออกไปธุระแป๊บเดียว ผมเฝ้าร้านคนเดียว แล้วดันยิงราคาสินค้าเบิ้ลโดยไม่รู้ตัว คุณป้าลูกค้าบอกว่าคิดเงินผิด แต่ผมมั่นใจมาก เพราะเชื่อว่าเครื่องยิงราคากับคอมพิวเตอร์ไม่มีทางผิด เลยเถียงกลับไปเต็มที่ 😅
สุดท้ายคุณป้าเดินออกไปตะโกนหน้าร้านว่า “ร้านนี้โกง!” ผมตกใจมาก รีบขอโทษแล้วขอให้กลับเข้ามาคุยกันดีๆ
ตอนนั้นคุณป้าพูดกับผมว่า
“ฉันเคยเป็นบัญชีมาก่อน ฉันไม่เคยคำนวณพลาด อย่าเชื่อคอมมากเกินไป หัดคิดด้วยสมองตัวเองบ้าง”
ตอนนั้นผมโกรธนะครับ 😂 แต่พอโตขึ้นกลับรู้สึกขอบคุณมาก เพราะมันกลายเป็นบทเรียนแรกของการทำงานที่ผมจำจนถึงทุกวันนี้
หลังจากนั้นผมเริ่มกลัวงานบริการไปเลย เปิดเทอมก็ไม่คิดจะทำงานต่อ คิดแค่ว่าเรียนไปเดี๋ยวแม่ก็ส่งเรียนเอง
แต่พอโตขึ้น ผมเริ่มอยากได้นู่นอยากได้นี่มากขึ้น เลยพยายามหางานที่ทำผ่านคอมได้ ทำไปทำมาเริ่มรับงานหนักจนแทบไม่ไปเรียน เกือบเรียนไม่จบ เพราะตอนนั้นคิดว่า “หาเงินเองได้แล้ว จะเรียนต่อทำไม”
ซึ่งความจริงคือ…เงินแค่นั้นไม่พอใช้แน่นอนครับ 😅
พอเรียนจบ ผมกลับไม่หางานจริงจัง เล่นเกมอยู่บ้านทั้งวัน แม้แต่งานออนไลน์ก็เริ่มไม่มีลูกค้าแล้ว ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่ประมาณครึ่งปี
แม่ถามผมทุกวันว่า
“หางานได้หรือยัง”
“ลองที่นี่ไหม แม่ไปถามให้แล้วนะ”
แต่ผมก็ปฏิเสธตลอด อ้างว่าไม่ตรงสายบ้าง ยังไม่อยากทำบ้าง
ช่วงนั้นที่บ้านเริ่มหนักครับ เคยโดนตัดไฟ ค่าเช่าค้าง ข้าวที่บ้านก็มีแต่เมนูเดิมๆวนไปเรื่อยๆ ผมทั้งเครียด ทั้งหงุดหงิด แต่ก็ยังไม่ยอมขยับตัวจริงจัง
จนวันนึงผมเห็นแม่นั่งร้องไห้คนเดียวในห้อง
แล้วพ่อเลี้ยงก็ด่าแม่กับผมหนักมาก จนแม่บอกว่าจะพาผมย้ายออกไปเช่าหออยู่กันสองคน
สุดท้ายไม่ได้ย้าย เพราะเขามาขอโทษแม่ทีหลัง
แต่แม่เคยบอกผมว่า ตอนนั้นสิ่งที่แม่ทนไม่ได้ที่สุด ไม่ใช่ตอนโดนด่าเอง แต่เป็นตอนที่เขาด่าลูก
หลังจากวันนั้น ผมเริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆครับ
ถ้าวันนึงแม่ไม่มีที่อยู่ขึ้นมา ผมจะทำยังไง
ผมเลยเริ่มหางานทันที โดยไม่เกี่ยงแล้วว่าจะเป็นงานอะไร
—— เข้าประเด็นครับ 😂 ——
หลังเรียนจบมา 3 ปี ผมเปลี่ยนงานมาหลายงานมาก มากจนบางทีเรียงไทม์ไลน์ตัวเองยังไม่ถูกเลยครับ 😅
ทั้งงานขายมือถือ ซ่อมมือถือ เทเลเซลล์ ขายอาหารเสริม งานคลังสินค้า ตัวแทนประกันชีวิต ขายของตามอีเวนต์ งานกราฟิก งานดนตรี ขายของออนไลน์ งานไอที รับซ่อม ติดตั้ง ไปจนถึง 7-11
มีทั้งงานประจำและงานเสริมปนกันไปหมด
งานแรกหลังเรียนจบของผมดันเป็น “งานขาย” ทั้งที่ผมเคยเกลียดงานบริการมากๆ 😂
ยอดขายก็ไม่ได้ดี เงินเดือนแทบอยู่ระดับขั้นต่ำ
แต่ระหว่างนั้นผมเริ่มลองซ่อมมือถือ ซื้อเครื่องพังมาซ่อมขาย บางเครื่องกำไร บางเครื่องก็เจ๊งจนเฉือนเนื้อตัวเอง 😅
พอเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ผมเริ่มรู้ตัวว่า Skill ตัวเองเพิ่มขึ้นจริงๆ
ผมเริ่มพูดกับคนเก่งขึ้น
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น
รับแรงกดดันได้มากขึ้น
เรียนรู้เร็วขึ้น
และเข้าใจคนมากขึ้น
สิ่งที่ผมได้จากแต่ละงาน บางทีมันมีค่ามากกว่าเงินเดือนอีกครับ
ทุกวันนี้ผมอายุ 23 งานปัจจุบันเป็นงานที่ผมรู้สึกว่าอยากทำไปอีกนานพอสมควร
หัวหน้าชมว่าผมทำงานนิ่ง รับแรงกดดันได้ดี และตั้งแต่ผมเข้ามา เด็กใหม่ที่เข้ามาทีหลังแทบไม่มีใครลาออกกลางคันอีกเลย
หัวหน้าชอบให้ผมสอนงาน เพราะผมไม่เคยดุน้อง แม้ในวันที่งานวุ่นวายหรือเครียดมากๆ ผมก็พยายามใจเย็นที่สุด เพราะไม่อยากให้บรรยากาศแย่ไปมากกว่านั้น
ผมเห็นหลายคนชอบพูดว่า
“เด็กสมัยนี้ไม่ทนงาน”
“Gen Z เปลี่ยนงานบ่อย”
แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันตัดสินกันง่ายเกินไปครับ
เราไม่รู้เลยว่าแต่ละคนลาออกเพราะอะไร
บางคนออกเพราะค่าแรงไม่คุ้ม
บางคนเติบโตไม่ได้
บางคนเจอที่ทำงาน Toxic
บางคนแค่เจอที่ที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า
สำหรับผม ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็คงยังเลือกใช้ชีวิตแบบเดิม
เพราะสิ่งที่ผมได้จากการเปลี่ยนงานบ่อย ไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือประสบการณ์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ และ Skill หลายอย่างที่ผมเอามาใช้กับงานปัจจุบันได้จริง
คุณคิดยังไงกับการย้ายงานบ่อยครับ
แล้วถ้าคุณเป็นคนที่ย้ายงานบ่อยเหมือนกัน คุณได้อะไรจากมันบ้างครับ 🙂