อิหร่านประณามสหรัฐฯ-อิสราเอลทำลายกระบวนการทูต ย้ำกองทัพพร้อมตอบโต้และร่วมมืออินเดียเวทีสากล
สำนักข่าว مهر (Mehr News Agency) รายงานแถลงการณ์ของ นายอิสไมล บากาอี (Esmaeil Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ผ่านการสัมภาษณ์พิเศษกับเครือข่าย «India Today» ของอินเดีย โดยระบุว่า เส้นทางการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งเตหะรานยึดมั่นในแนวทางทางการทูตเพื่อแก้ไขข้อกังวลร่วมกันมาโดยตลอด และมีรายงานจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ยืนยันความโปร่งใสและเป็นไปเพื่อสันติภาพของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมาโดยตลอด ทว่ารัฐบาลวอชิงตันกลับเป็นฝ่ายทำลายกระบวนการนี้ด้วยการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์เพียงฝ่ายเดียว และซ้ำเติมด้วยการใช้มาตรการทางทหารในเวลาต่อมา
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยว่า แม้จะขาดความเชื่อมั่น แต่อิหร่านยอมเข้าร่วมการเจรจาทางอ้อมตามคำขอของประเทศในภูมิภาค ทว่าสหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติต่ออิหร่านด้วยตรรกะที่ไม่สมเหตุสมผลและทำลายกระบวนการทางการทูตซ้ำเดิม พร้อมย้ำว่าการเจรจาที่มีประสิทธิภาพต้องอยู่บนพื้นฐานของ "การยื่นหมูยื่นแมว" (Give and Take) และการยอมรับผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การบังคับเอาแต่ใจฝ่ายเดียว ซึ่งอิหร่านจะไม่มีวันยอมสยบต่อข้อเรียกร้องขั้นสูงสุดที่อยุติธรรมของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสงครามและแรงกดดันที่ผิดกฎหมาย
ในประเด็นความมั่นคงทางทะเล นายบากาอีระบุว่า อิหร่านและซุลตานาตโอมานร่วมกันรับผิดชอบในการดูแลความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นมรดกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยมาตรการต่างๆ ของอิหร่านเกิดขึ้นเพื่อตอบโต้กรณีที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้เส้นทางเดินเรือและดินแดนของบางประเทศในภูมิภาคเพื่อเปิดฉากโจมตีอิหร่านก่อน ทั้งนี้ อิหร่านไม่มีเจตนาที่จะมุ่งเป้าทำลายสายเคเบิลใต้น้ำ หรือละเมิดข้อผูกพันระหว่างประเทศ และยังคงปฏิบัติต่อตนเองในฐานะรัฐที่รับผิดชอบตามกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมชี้ว่าการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านถือเป็นรูปแบบหนึ่งของสงคราม โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อวิกฤตพลังงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากความตึงเครียดครั้งล่าสุดนี้
สำหรับสถานการณ์อาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค อิหร่านระบุว่าอิสราเอลเป็นเพียงผู้เดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ดังนั้นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลและการนำโรงงานนิวเคลียร์เข้าสู่ระบบตรวจสอบของ IAEA ควรกลายเป็นข้อเรียกร้องจากสากลโลก ขณะที่อิหร่านยังคงสนับสนุนแนวคิด "ตะวันออกกลางที่ปลอดอาวุธนิวเคลียร์" ในฐานะภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) มาตั้งแต่ปี 1970
นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดไปยังสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า กองทัพอิหร่านมีความพร้อมรบในทุกสถานการณ์และจะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อการรุกรานใดๆ การที่ศัตรูประเมินศักยภาพของอิหร่านต่ำเกินไปตลอกเวลาที่ผ่านมาได้ทำให้พวกเขาตกอยู่ใน "ปลักอันตราย" โดยอิหร่านยังมีขีดความสามารถและศักยภาพที่คาดไม่ถึงซึ่งพร้อมจะนำมาใช้เมื่อมีความจำเป็น
ในตอนท้ายของแถลงการณ์ นายบากาอีได้ชื่นชมความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นระหว่างอิหร่านและอินเดีย โดยเตหะรานพร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเดลีภายใต้กรอบของกลุ่ม BRICS และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) พร้อมทั้งเปิดเผยกำหนดการของ นายซัยยิด อับบาส อารักชี (Seyyed Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ที่เตรียมจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีต่อไป
https://x.com/mehrnewsarabic/status/2054561605963120886
อิหร่านประณามสหรัฐฯ-อิสราเอลทำลายกระบวนการทูต ย้ำกองทัพพร้อมตอบโต้และร่วมมืออินเดียเวทีสากล
สำนักข่าว مهر (Mehr News Agency) รายงานแถลงการณ์ของ นายอิสไมล บากาอี (Esmaeil Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ผ่านการสัมภาษณ์พิเศษกับเครือข่าย «India Today» ของอินเดีย โดยระบุว่า เส้นทางการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งเตหะรานยึดมั่นในแนวทางทางการทูตเพื่อแก้ไขข้อกังวลร่วมกันมาโดยตลอด และมีรายงานจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ยืนยันความโปร่งใสและเป็นไปเพื่อสันติภาพของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมาโดยตลอด ทว่ารัฐบาลวอชิงตันกลับเป็นฝ่ายทำลายกระบวนการนี้ด้วยการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์เพียงฝ่ายเดียว และซ้ำเติมด้วยการใช้มาตรการทางทหารในเวลาต่อมา
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยว่า แม้จะขาดความเชื่อมั่น แต่อิหร่านยอมเข้าร่วมการเจรจาทางอ้อมตามคำขอของประเทศในภูมิภาค ทว่าสหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติต่ออิหร่านด้วยตรรกะที่ไม่สมเหตุสมผลและทำลายกระบวนการทางการทูตซ้ำเดิม พร้อมย้ำว่าการเจรจาที่มีประสิทธิภาพต้องอยู่บนพื้นฐานของ "การยื่นหมูยื่นแมว" (Give and Take) และการยอมรับผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การบังคับเอาแต่ใจฝ่ายเดียว ซึ่งอิหร่านจะไม่มีวันยอมสยบต่อข้อเรียกร้องขั้นสูงสุดที่อยุติธรรมของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสงครามและแรงกดดันที่ผิดกฎหมาย
ในประเด็นความมั่นคงทางทะเล นายบากาอีระบุว่า อิหร่านและซุลตานาตโอมานร่วมกันรับผิดชอบในการดูแลความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นมรดกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยมาตรการต่างๆ ของอิหร่านเกิดขึ้นเพื่อตอบโต้กรณีที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้เส้นทางเดินเรือและดินแดนของบางประเทศในภูมิภาคเพื่อเปิดฉากโจมตีอิหร่านก่อน ทั้งนี้ อิหร่านไม่มีเจตนาที่จะมุ่งเป้าทำลายสายเคเบิลใต้น้ำ หรือละเมิดข้อผูกพันระหว่างประเทศ และยังคงปฏิบัติต่อตนเองในฐานะรัฐที่รับผิดชอบตามกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมชี้ว่าการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านถือเป็นรูปแบบหนึ่งของสงคราม โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อวิกฤตพลังงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากความตึงเครียดครั้งล่าสุดนี้
สำหรับสถานการณ์อาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค อิหร่านระบุว่าอิสราเอลเป็นเพียงผู้เดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ดังนั้นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลและการนำโรงงานนิวเคลียร์เข้าสู่ระบบตรวจสอบของ IAEA ควรกลายเป็นข้อเรียกร้องจากสากลโลก ขณะที่อิหร่านยังคงสนับสนุนแนวคิด "ตะวันออกกลางที่ปลอดอาวุธนิวเคลียร์" ในฐานะภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) มาตั้งแต่ปี 1970
นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดไปยังสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า กองทัพอิหร่านมีความพร้อมรบในทุกสถานการณ์และจะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อการรุกรานใดๆ การที่ศัตรูประเมินศักยภาพของอิหร่านต่ำเกินไปตลอกเวลาที่ผ่านมาได้ทำให้พวกเขาตกอยู่ใน "ปลักอันตราย" โดยอิหร่านยังมีขีดความสามารถและศักยภาพที่คาดไม่ถึงซึ่งพร้อมจะนำมาใช้เมื่อมีความจำเป็น
ในตอนท้ายของแถลงการณ์ นายบากาอีได้ชื่นชมความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นระหว่างอิหร่านและอินเดีย โดยเตหะรานพร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเดลีภายใต้กรอบของกลุ่ม BRICS และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) พร้อมทั้งเปิดเผยกำหนดการของ นายซัยยิด อับบาส อารักชี (Seyyed Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ที่เตรียมจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีต่อไป
https://x.com/mehrnewsarabic/status/2054561605963120886