กลยุทธ์ตั้งราคา CJ คุ้ม แพ็คใหญ่ ราคาส่ง ครองใจลูกค้า [ThaiFranchise Today]

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

กลยุทธ์ตั้งราคาขายสินค้าร้านสะดวกซื้อ CJ Express

สังเกตหรือไม่ว่า ปัจจุบันร้านค้าปลีกประเภท Hypermarket อย่างบิ๊กซี โลตัส แม็คโคร มักจะขายสินค้าในราคาถูกกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป โดยเฉพาะร้านค้าปลีก Supermarket จะขายสินค้าราคาแพงกว่า Hypermarket

ส่วนร้านสะดวกซื้อ หรือ Convenience Store ไม่ว่าจะเป็น 7-Eleven, Big C Mini, Lotus's go fresh, Tops Daily ขายสินค้าราคาถูกหรือบางรายการเท่าๆ กับ Supermarket

แต่ร้านสะดวกซื้อ CJ Express ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นทั้งร้านค้าปลีก-ค้าส่ง มักขายสินค้าบางรายการราคาเท่ากับ 7-Eleven ขณะเดียวกันยังตั้งราคาขายสินค้าหลายรายการ และทำโปรโมชันแข่งขันกับ Hypermarket กลุ่มบิ๊กซี โลตัส แม็คโคร อีกด้วย

CJ Express ตั้งราคาขายสินค้าอย่างไร

1. กลยุทธ์ตั้งราคาแบบไฮบริด (Hybrid Pricing Strategy)

CJ เลือกใช้รูปแบบการกำหนดราคาที่ผสมผสานระหว่างร้านสะดวกซื้อ กับ Hypermarket โดยตั้งราคาขายตามกลุ่มสินค้าแต่ละประเภท สินค้าบางรายการตั้งราคาเทียบเท่า 7-Eleven เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดร้านสะดวกซื้อ ขณะที่สินค้าบางกลุ่มตั้งราคาใกล้เคียงกับ Hypermarket เช่น บิ๊กซี โลตัส หรือแม็คโคร

ทำให้ CJ สามารถแข่งขันในเซ็กเมนต์สินค้าราคาประหยัดได้ด้วย กลยุทธ์ตั้งราคาแบบนี้ส่งผลให้ CJ มีความยืดหยุ่นในการแข่งขัน และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. กลยุทธ์ร้านค้าปลีก–ค้าส่งในรูปแบบ Compact (Compact Wholesale–Retail Strategy)

แม้ CJ จะมีเอกลักษณ์และขนาดร้านใกล้เคียงร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่กลับนำแนวคิดของร้านค้าส่งมาประยุกต์ใช้ในร้านค้าที่ขนาดเล็กด้วยการจำหน่ายสินค้าแบบยกแพ็ค การจัดโปรโมชันแบบซื้อ 1 แถม 1 ช่วยลดราคาต่อหน่วยเมื่อซื้อจำนวนมาก

กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มครัวเรือนทั่วไป แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ร้านอาหาร ร้านโชห่วย และผู้บริโภคจำนวนมากในชุมชนระแวกใกล้เคียง ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่ร้านสะดวกซื้อทั่วไปมักไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่

3. กลยุทธ์การแข่งขันกับ Hypermarket ผ่านโปรโมชัน (Competitive Promotion Strategy)

อีกหนึ่งกลยุทธ์ตั้งราคาขายสำคัญของ CJ คือ การใช้โปรโมชันระดับเดียวกับ Hypermarket เช่น โปรรายสัปดาห์ “7 วันลดกระหน่ำ” รวมถึงส่วนลดเชิงปริมาณและราคาพิเศษสำหรับสมาชิกสบายการ์ด  

การทำโปรโมชันในลักษณะนี้ทำให้ CJ สามารถดึงดูดและช่วงชิงลูกค้าบางส่วนจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ต้องการซื้อสินค้าราคาถูก แต่ไม่สะดวกเดินทางไปห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ กลยุทธ์นี้ช่วยเพิ่มความถี่ในการเข้าร้านและเพิ่มยอดการซื้อเฉลี่ยต่อครั้งของกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. กลยุทธ์วางตำแหน่งทางการตลาดแบบก้ำกึ่ง (Hybrid Positioning Strategy)

ด้วยกลยุทธ์การขายที่หลากหลายของ CJ จึงวางตำแหน่งทางการตลาดให้อยู่กึ่งกลางระหว่างร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกแบบ Hyper และร้านค้าส่งระดับชุมชน ช่วยให้ CJ สามารถตั้งราคาขายได้แบบเดียวกับร้าน 7-Eleven มีสินค้าราคาประหยัดและโปรโมชันจำนวนมากเหมือนร้าน Discount Store และยังมีรูปแบบการขายยกแพ็คที่คล้ายกับร้านค้าส่งอย่าง Makro

ส่งผลให้ CJ สามารถเจาะตลาดได้กว้างมากขึ้น ทั้งกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่เน้นความสะดวก ผู้ประกอบการที่เน้นปริมาณ ตลอดจนกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่าจากราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

สรุป กลยุทธ์การตั้งราคาขายของ CJ ถือเป็นการผสมผสานกลยุทธ์ด้านราคา โปรโมชัน และการวางตำแหน่งทางการตลาดในลักษณะไฮบริดทำให้ CJ แตกต่างจากร้านสะดวกซื้อทั่วไป โดยเฉพาะ 7-Eleven ที่สำคัญยังสามารถแข่งขันกับร้านค้าปลีกประเภทอื่นๆ ได้ด้วย

สุดท้ายการสร้างโมเดลร้านสะดวกซื้อที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า เข้าถึงง่าย และดึงดูดลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม ช่วยทำให้ CJ กลายเป็นโมเดลร้านค้าปลีก-ค้าส่ง ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ได้อย่างโดดเด่น
.
.
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=vShvdWIHTwE
ที่มา : ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่