‘สารัชถ์’ มองเห็นอะไรใน MINT ถึงดึงเข้าเป็นหนึ่งใน ‘อาณาจักรกัลฟ์’

กระทู้ข่าว


KEY POINTS
สารัชถ์ รัตนาวะดี ผ่านบริษัทส่วนตัวเข้าซื้อหุ้น MINT จำนวน 39.3 ล้านหุ้น หรือ 0.69% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 16

หรือการลงทุนครั้งนี้เป็นการขยายอาณาจักรกัลฟ์ (GULF) ไปสู่ธุรกิจใหม่ด้านโรงแรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นธุรกิจพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต 

MINT มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจ โดยมีเครือข่ายโรงแรมกว่า 60 ประเทศทั่วโลก มีแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังจำนวนมาก และมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

แม้ผู้บริหาร GULF จะยืนยันว่ายังไม่มีแผนความร่วมมือทางธุรกิจ แต่การลงทุนนี้ถูกมองว่าอาจเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขยายธุรกิจสู่ระดับโลก หรือเป็นเพียงการลงทุนเพื่อรับผลตอบแทน

สร้างความฮือฮาให้ “แวดวงตลาดทุน” ทันที เมื่อบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นล่าสุด ณ วันที่ 6 พ.ค. 2569 พบว่า “ผู้ถือหุ้นใหญ่อับดับที่ 16” จำนวน 39.3 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 0.69% คือ บริษัท กัลฟ์ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบธุรกิจลงทุนในกิจการอื่น (โฮลดิ้ง คอมพานี) เป็นบริษัทส่วนตัวของ “เสี่ยกลาง-สารัชถ์  รัตนาวะดี” ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF   

หากเอ่ยถึงความมั่งคั่งของ “อาณาจักรกัลฟ์” วัดได้จาก “มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด” (มาร์เก็ตแคป) ของ “หุ้น GULF” อยู่ที่ 881,450.42 ล้านบาท (ตัวเลข 12 พ.ค.2569) โดยครอบคลุม 4 ธุรกิจ ประกอบด้วย

1.) ธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน  
2.) ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด และแหลมฉบัง
3.) ธุรกิจดิจิทัลและโทรคมนาคม เช่น ADVANC , THCOM และ Data Center  และ Cloud ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Google และ Singtel รวมถึง สินทรัพย์ดิจิทัล อย่าง คริปโทเคอร์เรนซี (ไบแนนซ์ไทย)
4.) ธุรกิจการเงิน ผ่านการถือหุ้น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) การให้ ADVANC ลงทุนร่วมกับพันธมิตรใน Virtual Bank หรือ “ธนาคารไร้สาขา” ในไทยที่จะเริ่มเห็นความชัดเจนในปี 2569 ผ่านทาง ADVANC ที่จะร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย (KTB) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เตรียมเปิดตัวธนาคารคลิกซ์ (Clix Bank) ภายในปีนี้

และล่าสุด “สารัชถ์”  ควักเงินลงทุนผ่านบริษัทส่วนตัว เข้าลงทุนใน ธุรกิจโรงแรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ ผ่านการถือ “หุ้น MINT” หรือนี่อาจจะกลายเป็นหนึ่งใน “จิ๊กซอว์” ปูทางให้ GULF ขยายอาณาจักรธุรกิจออกไปสู่ระดับโลก แม้ “ยุพาพิน วังวิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของ GULF บอกกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ยืนยันหนักแน่นว่าอนาคตจะไม่มีความร่วมมือ หรือ synergy ทางธุรกิจโดยตรงใดๆ กับทาง MINT  

แต่ด้วย MINT เป็นผู้ประกอบธุรกิจหลักที่มี “ปัจจัย 4 ของมนุษย์” อย่าง “อาหารและที่อยู่อาศัย” แม้ถูกมองว่าเป็น “อุตสาหกรรมดั่งเดิม” แต่ถือเป็นอุตสาหกรรมที่ขาดแทบไม่ได้ !  หรือนี่จะเป็นการขยาย “อาณาจักรกัลฟ์” ให้กว้างไกลและลงลึกไปถึงทุกการใช้ชีวิตของคนไทย

หากมาดูที่ ธุรกิจ MINT เป็นเจ้าของโรงแรมที่หลายคนคุ้นหูอย่าง Anantara, Tivoli, Avani ฯลฯ รวมๆ แล้วมีเครือข่ายโรงแรมมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ฝั่งธุรกิจอาหารยังมีแบรนด์อีกเพียบ เช่น GAGA, Bonchon, Swensen’s และ Burger King มากหลายแบรนด์ดังจนมีแนวคิดจะแยกธุรกิจอาหารออกมา “ไอพีโอ” นอกจากนี้ยังมีพอร์ตธุรกิจแฟชั่นไลฟ์สไตล์ เช่น Anello, Charles & Keith เป็นต้น

ธุรกิจของ MINT ถือว่ามีความแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 จะเห็นว่ารายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 38,488 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี Core EBITDA อยู่ที่ 8,525 ล้านบาท เติบโต 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมี “กำไรสุทธิ”  145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 189% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ธุรกิจโรงแรมในยุโรปจะเป็น Low Season แต่ธุรกิจยังเติบโตได้
ด้านผลการดำเนินงาน MINT ย้อนหลัง 5 ปี (2564-2568) พบว่า มีรายได้รวม 76,211.26 ล้านบาท, 124,205.85 ล้านบาท, 153,049.24 ล้านบาท, 165,362.27 ล้านบาท และ 165,804.71 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่ในช่วง 5 ปีดังกล่าว ในปี 2564 มีผลขาดทุนสุทธิ 13,166.51 ล้านบาท จากนั้น ปี 2565-2568 มีกำไรสุทธิต่อเนื่อง โดยปี 2565 มีกำไรสุทธิ 4,286.37 ล้านบาท, ปี 2566 กำไรสุทธิ 5,407.06 ล้านบาท, ปี 2567 กำไรสุทธิ 7,750.22 ล้านบาท และปี 2568 กำไรสุทธิ 9,009.34 ล้านบาท
ส่วนการจ่ายปันผลของ MINT ล่าสุดในปี 2568 จ่ายเงินปันผลในรูปของเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.70 บาท โดยให้จ่ายจากผลการดำเนินงานนงวดวันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2568 อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2568 ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท ไปแล้ว ทำให้เหลือจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.40 บาท รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้นไม่เกิน 2,260 ล้านบาท
ขณะที่ หากดูในรายชื่อ “นักลงทุน” สนใจลงทุนในหุ้น MINT อย่าง “นิติ โอสถานุเคราะห์” จำนวน 558,134,428 หุ้น คิดเป็น 9.84%  และ “สมพร โอสถานุเคราะห์” จำนวน 48,438,298 หุ้นคิดเป็น 0.85%

ท้ายสุด การก้าวครั้งใหม่ของ “สารัชถ์” ในครั้งนี้ ! คงต้องจับตาว่าการเข้าถือหุ้น MINT (ในนามลงทุนส่วนตัว) จะเป็นเพียงพอร์ตการลงทุนเก็งกำไรตามวงจรธุรกิจ และรอรับปันผล หรือจะเป็นการทยอยเข้าลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อขยับไปสู่ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร นอกเหนือธุรกิจหลัก อย่าง ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ และการเงิน....
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่