สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
พ่อแม่น้องไม่ได้เกลียดนิเทศหรอกครับ เขาแค่กลัวความจน
ย้ำอีกทีนะครับ เขาแค่กลัวความจน
แผลตอนพ่อล้มช่วงโควิดมันฝังใจเขามาก ที่เขาบีบให้รับราชการคือวิธีเซฟที่สุดในมุมมองคนรุ่นเขา เขาแค่อยากแน่ใจว่าลูกจะไม่อดตาย
ส่วนเรื่องเภสัช เลิกคิดไปได้เลยครับ ถ้านั่งติวในค่ายแป๊บเดียวยังทรมานขนาดนี้ ขืนไปเรียนจริง 6 ปี เจอวิทย์จ๋าๆ ทั้งวัน ซิ่วหรือไทร์แน่นอน เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาเปล่าๆ ถึงตอนนั้นที่บ้านจะช็อกกว่าเดิมอีกที่ลูกเรียนไม่จบและตกงาน
ทีนี้มาดูฝั่งความฝันบ้าง โลกความจริงของการทำหนังมันไม่ได้สวยหรูเหมือนตอนเรานั่งดูหนัง Avenger นะครับ จากข้อมูลการวิเคราะห์เศรษฐกิจ พบว่าวงการหนังในไทยการแข่งขันโคตรสูงครับถ้าไม่เก่งระดับท็อปจริงๆ
โอกาสไส้แห้งมีสูงมาก
นี่ยังไม่รวมชั่วโมงการทำงานที่หนักหน่วงและการหาสปอนเซอร์ทีโคตรยาก
ทางออกที่ผมอยากแนะนำคือให้หาจุดกึ่งกลางครับ อย่าเพิ่งหักดิบไปนิเทศเพียวๆ ลองดูพวก
คณะบริหารธุรกิจ
การตลาด
หรือสายไอที/คอมพิวเตอร์
คณะพวกนี้มันเอาไปประยุกต์ใช้กับการเป็นผู้กำกับหรือบริหารค่ายหนังแบบที่น้องฝันได้ แถมโปรไฟล์ยังดูเป็นสายอาชีพที่มั่นคง หางานบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ได้ พ่อแม่น่าจะยอมรับฟังและเปิดใจซื้อไอเดียนี้มากกว่า
หรือถ้าที่บ้านอยากให้เป็นครูรับราชการจริงๆ ลองดูพวกสาขาเทคโนโลยีการศึกษาดูครับ ชื่อมันอยู่ในสายครู พ่อแม่ยิ้มแน่นอน แต่ตอนเรียนมันคือการเรียนทำสื่อ ทำวิดีโอ ทำกราฟิก เพื่อเอามาใช้สอน จบมามีสิทธิ์สอบบรรจุข้าราชการตามที่บ้านหวังเป๊ะๆ แต่สกิลที่ติดตัวน้องคือการทำโปรดักชั่นสื่อแบบจัดเต็ม
ยุคนี้คนกำกับหนังเก่งๆ ไม่ได้จบฟิล์มมาโดยตรงเยอะแยะครับ
เลิกคิดเรื่องหนีออกจากบ้านไปส่งตัวเองเรียน แล้วลองต่อรองกับที่บ้านดูครับ
ย้ำอีกทีนะครับ เขาแค่กลัวความจน
แผลตอนพ่อล้มช่วงโควิดมันฝังใจเขามาก ที่เขาบีบให้รับราชการคือวิธีเซฟที่สุดในมุมมองคนรุ่นเขา เขาแค่อยากแน่ใจว่าลูกจะไม่อดตาย
ส่วนเรื่องเภสัช เลิกคิดไปได้เลยครับ ถ้านั่งติวในค่ายแป๊บเดียวยังทรมานขนาดนี้ ขืนไปเรียนจริง 6 ปี เจอวิทย์จ๋าๆ ทั้งวัน ซิ่วหรือไทร์แน่นอน เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาเปล่าๆ ถึงตอนนั้นที่บ้านจะช็อกกว่าเดิมอีกที่ลูกเรียนไม่จบและตกงาน
ทีนี้มาดูฝั่งความฝันบ้าง โลกความจริงของการทำหนังมันไม่ได้สวยหรูเหมือนตอนเรานั่งดูหนัง Avenger นะครับ จากข้อมูลการวิเคราะห์เศรษฐกิจ พบว่าวงการหนังในไทยการแข่งขันโคตรสูงครับถ้าไม่เก่งระดับท็อปจริงๆ
โอกาสไส้แห้งมีสูงมาก
นี่ยังไม่รวมชั่วโมงการทำงานที่หนักหน่วงและการหาสปอนเซอร์ทีโคตรยาก
ทางออกที่ผมอยากแนะนำคือให้หาจุดกึ่งกลางครับ อย่าเพิ่งหักดิบไปนิเทศเพียวๆ ลองดูพวก
คณะบริหารธุรกิจ
การตลาด
หรือสายไอที/คอมพิวเตอร์
คณะพวกนี้มันเอาไปประยุกต์ใช้กับการเป็นผู้กำกับหรือบริหารค่ายหนังแบบที่น้องฝันได้ แถมโปรไฟล์ยังดูเป็นสายอาชีพที่มั่นคง หางานบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ได้ พ่อแม่น่าจะยอมรับฟังและเปิดใจซื้อไอเดียนี้มากกว่า
หรือถ้าที่บ้านอยากให้เป็นครูรับราชการจริงๆ ลองดูพวกสาขาเทคโนโลยีการศึกษาดูครับ ชื่อมันอยู่ในสายครู พ่อแม่ยิ้มแน่นอน แต่ตอนเรียนมันคือการเรียนทำสื่อ ทำวิดีโอ ทำกราฟิก เพื่อเอามาใช้สอน จบมามีสิทธิ์สอบบรรจุข้าราชการตามที่บ้านหวังเป๊ะๆ แต่สกิลที่ติดตัวน้องคือการทำโปรดักชั่นสื่อแบบจัดเต็ม
ยุคนี้คนกำกับหนังเก่งๆ ไม่ได้จบฟิล์มมาโดยตรงเยอะแยะครับ
เลิกคิดเรื่องหนีออกจากบ้านไปส่งตัวเองเรียน แล้วลองต่อรองกับที่บ้านดูครับ
P_789 ถูกใจ, argu ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6790568 ถูกใจ, อู๊ดสุดใจ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4406505 ถูกใจ, ป้าจ้อย เจื้อยแจ้ว ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 9348186 ถูกใจ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
อยากเรียนในสิ่งที่ที่บ้านไม่สนับสนุน
ตอนนี้ก็พฤษภาคมแล้ว กำลังจะเปิดเทอม ผมที่เป็น Dek70 ยังไม่มีเป้าหมายการเรียนต่อที่ชัดเจนเลย
ขอเกริ่นสักหน่อยนะครับ
เปิดเทอมนี้ผมขึ้นม.6 อายุ 18 แล้ว โตมาในครอบครัวราชการ เว้นแต่พ่อผมทำเอกชนเคยเป็นพาณิชย์นาวีทำงานบนเรือ เงินดีแต่ปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นแล้วเพราะช่วงโควิดก็เจ๊งโน้นนี่ตามเศรษฐกิจช่วงนั้นเหมือนคนอื่นๆ ผมไม่ค่อยมีข้อมูลตรงนี้ แต่ง่ายๆก็ล้มเพราะโควิดแล้วกลับมายืนเหมือนเก่าไม่ได้แล้ว
ตั้งแต่นั้นผมก็โดนที่บ้านกรอกหูมาตลอดว่า ไม่อยากให้ทำเอกชน ดูพ่อเป็นตัวอย่างสิ บลาๆ ถ้าเชื่อฟังกัน ถ้าเรียนอะไรที่จบมารัฐบาลรองรับ มันมั่นคง ไม่เห็นต้องกลัวเศรษฐกิจ จะดีไม่ดีได้เงินเดือนเหมือนเดิม ไม่เสี่ยงโดนไล่ออกด้วย แถมที่บ้านได้สวัสดีการ มีแต่ดีกับดี สิ่งที่เขาเล็งไว้ให้คือ สาธารณะสุข กับครู เพราะอยากให้ผมกลับมาทำงานแถวบ้าน
เดิมทีความฝันของผมคือ นิเทศ ภาพยนตร์ ครับ ผมอยากทำงานเบื้องหนังในวงการนี้มาแต่ไหนแต่ไร ผมมีความฝันมากมายในสายงานนี้ตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนห้องผมจะมีเครื่องเล่นแผ่น DVD ต่อกับทีวี ตอนเด็กๆผมโตมากับ สไปเดอร์แมน อุลตร้าแมนทีก้า กิงกะ มาสไรเดอร์โฟเซ่ ผมจำความฝันแรกได้คืออยากเป็นนักแสดง อยากแปลงร่าง5555 ความฝันของเด็กน่ะครับ แล้วพอโตขึ้นได้ดูหนังที่หลากหลายขึ้น หนังฝรั่ง ไซไฟ ดราม่า หนังไทย บลาๆ ความฝันผมเลยเปลี่ยน ปัจจุบันผมอยากเป็นผู้กำกับหนัง อยากทำค่าย อยากเป็นส่วนหนึ่งและอยากมีชื่อในวงการภาพยนต์ อยากมีชื่ออยู่ตรง credit หนังที่ประสบความสำเร็จสักเรื่อง อยากทำให้คุณภาพของหนังไทยกลับไปเป็นเหมือนเก่า ผมอยากให้ในตลาดหนังไทยในปัจจุบันมีหนังมากกว่าหนังตลก กับ หนังผีตลก อยากให้ไทยมี animation ที่ไปสู่สากลและเนื้อหาไม่เกี่ยวกับวรรณคดีหรือวิถีชีวิตบ้าง และอยากทำซีรีย์แนวอุลตร้าแมนกับมาสไรเดอร์ในไทยสักเรื่อง
แต่นั่นแหละครับ "ความฝันกับความชอบ มันกินไม่ได้" ผมโดนสอนมาแบบนี้ จนผมลองเปิดใจให้งานรัฐ ลองหาที่พอโอเคดู ไหนๆเราก็เรียนสายวิทย์-คณิตแล้ว เลยลองค้นๆดู รู้สึกเภสัชอุตสาหการ เข้าตาที่สุด เขาก็โอเคเพราะมันได้ทั้งเอกชนและรัฐ ผมเลยยึดเภสัชอุตสาหการมาตลอด ใครถามอยากเรียนอะไรก็ตอบเภสัชอุตสา แต่พอถึงปลายทางจริงๆก็คือตอนนี้ม.6 ผมเริ่มกลับมาลังเล เริ่มใจเป๋กลับไปหานิเทศ เพราะปิดเทอมนี้ผมได้ไปค่ายหนึ่งที่สุราษแล้วเขาติวข้อสอบ A level เคมี กับฟิสิกส์นิดหน่อย ตอนผมจ้องข้อสอบ ผมก็ถามกับตัวเองว่าถ้าเราฝืนเรียนเภสัชไปจริงๆเราจะรอดหรอวะ จะติดรึเปล่าก่อน แล้วถ้าเราต้องทนเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบทั้งเคมี ทั้งฟิสิกส์ ทั้งชีวะ คณิต ไป6ปีเลยหรอวะ ไอความคิดที่ว่าฝืนๆไปเดี๋ยวก็จบจะฝืนได้จริงๆหรอ เรียนไปถ้าออกกลางคันก็เสียเวลาเสียเงิน พังกันหมด
พอลองเปิดใจคุยกับที่บ้านเขาก็ยืนยันคำเดิมว่า อยากให้เรียนสาธารณะสุข ครู กับเภสัชที่ผมเคยเสนอไป หรืออย่างน้อยที่สุดไม่สามอย่างนี้ก็ได้ แต่อยากให้เป็นราชการ ผมก็หมดหนทาง เคยมีความคิดที่จะดื้อออกไปทำงานส่งตัวเองเรียนด้วยซ้ำ แต่ก็กลัวเขาจะตัดขาดเพราะความเด็ดขาดของเราอีก
ตอนนี้จึงเหมือนต้องเลือกระหว่าง ฝืนเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบแต่มั่นคง กับ ฝันที่ชอบแต่เสี่ยงและที่บ้านไม่ชอบ
แล้วเวลาที่ต้องเลือกก็ใกล้เข้ามาทุกที่ กระทู้นี้อาจจะมีเนื้อหาเยอะไปนิดนะครับ ตรงประเด็นบ้างออกทะเลบ้าง
ผมค่อนข้างเครียดและกดดันเล็กน้อยจึงอยากระบาย + อยากเข้ามาปรึกษาพี่ๆในพันทิปด้วยน่ะครับ ถ้ามีพี่ๆคนไหนมีประสบการณ์เช่นเดียวกับผม
แนะนำน้องคนนี้ได้นะครับ ขอบคุณทุกคำตอบครับ