'กลุ่มโรงพยาบาล' ไตรมาส 1 ปี 2569 ทิศทางกำไรมีแนวโน้มลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังภาวะเศรษฐกิจซบเซา และความขัดแย้งตะวันออกกลาง คาดหวังการฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลังจากรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ มองแนวโน้มระยะยาวยังมีปัจจัยบวกจาก 'ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-สังคมสูงอายุ'
โดยคาด “กำไรกลุ่มโรงพยาบาล” ไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 6,393 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนจากเศรษฐกิจในประเทศ “ซบเซา” และถูกซ้ำเติมด้วยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ภาพรวมทั้งปีคาดกำไรโตต่ำที่ 4% มองยังมีโอกาสฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลังหากผู้ป่วยต่างชาติกลับมา และเศรษฐกิจฟื้นตัว ระยะยาวยังมีดีมานด์หนุนจาก “ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” และ “สังคมสูงอายุ”
“มินทรา รัตยาภาส” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดการณ์กำไรสุทธิหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล 5 ตัว ได้แก่ BDMS, BH, BCH, CHG และ PR9 ในไตรมาส 1 ปี 2569 ภาพรวมอยู่ที่ 6,393 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในช่วงเดือนมี.ค. ที่เริ่มรับรู้ผลกระทบของปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
โดยปัจจัยหลักมาจาก “ผู้ป่วยในประเทศชะลอ” เข้ารับการรักษาจากภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน สวนทางรายได้จากผู้ป่วยต่างประเทศยังคงเติบโต และมีรายได้ต่อคนสูงกว่าผู้ป่วยในประเทศ โดยในกลุ่มโรงพยาบาลด้วยกันคาดว่าจะมีเพียง BH ที่กำไรยังเติบโตได้ 3% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน จากการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้นเป็นหลัก แต่ในแง่รายได้ยังถือว่าโตต่ำเพียง 1%
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มโรงพยาบาลจะยังไม่โดดเด่น ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นโลว์ซีซัน โดยเฉพาะเดือนเม.ย. ที่มีวันหยุดหลายวัน รวมถึงรับรู้ผลกระทบจากสงครามมากขึ้น แต่หลังจากนี้ยังมีอัปไซด์ที่ต้องจับตามองเกี่ยวกับการฟื้นตัวของดีมานด์การเข้ารับการรักษา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตของกำไรได้ในช่วงครึ่งหลังปี 2569
“กลุ่มโรงพยาบาลเป็นหุ้นที่ไม่ได้ขายเรื่องการเติบโตที่หวือหวาอยู่แล้ว เรายังมองว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังทำหน้าที่ได้ดีในเชิงดีเฟนซีฟ กำไรสุทธิของทั้งกลุ่มในปี 2569 เราคาดว่าจะเติบโตราว 4% จึงคงคำแนะนำ “ถือ” ให้ BDMS เด่นกว่ากลุ่ม จากกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ-รักษาความสามารถการทำกำไรได้ดี อีกด้านมอง PR9 หลังมีศักยภาพในการเติบโต และขยายตลาดใหม่ๆ”
“เกษม พันธ์รัตนมาลา” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีจีเอส- อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยว่า งบการเงินในกลุ่มโรงพยาบาลที่ออกมาแล้วของ BH ที่ 1,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีจากรายได้การให้บริการที่เพิ่มขึ้น แม้ช่วงปลายไตรมาสจะเห็นการชะลอตัวของผู้ป่วยทั้งใน และต่างประเทศบางส่วนจากปัจจัยด้านสงคราม
สำหรับ BDMS รายได้ในไตรมาส 1 คาดยังเติบโตแต่ไม่ได้สูงมาก จาก “อัตรากำไร” หรือ “มาร์จิน” ที่เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายการขาย และบริหารเพิ่มขึ้น อีกทั้งได้ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้ากดดันหลายมิติ ทั้งการเลื่อนใช้บริการของผู้ป่วยจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง ทำให้ไม่สามารถเดินทางมารักษาได้
ขณะที่ แนวโน้มกำไรกลุ่มโรงพยาบาลในไตรมาส 2 ภาพรวมคาดว่าจะชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 เนื่องจากปัจจัยของสงครามเป็นหลัก โดยคาดว่าผลกระทบจะอยู่ในเดือนเม.ย. หากสงครามยุติได้อย่างแท้จริงในเดือนพ.ค. อาจเริ่มเห็นการฟื้นตัวในกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางจากจำนวนเที่ยวบินที่จะกลับมา รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลง
ทั้งนี้ คาดว่า BH จะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้มากกว่า BDMS เนื่องจากมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติสูงกว่า และเป็นผู้ป่วยในกลุ่มที่รักษายากซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางมารักษาในไทย
อย่างไรก็ตาม คาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มโรงพยาบาลในปี 2569 ยังคงเติบโตในระดับเลขหลักเดียว โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาคือ รัฐบาลกลุ่มประเทศตะวันออกกลางจะมีนโยบายส่งผู้ป่วยมารักษาในไทยอยู่หรือไม่ ถ้ามีการสนับสนุนในส่วนนี้คาดว่าจะมีอัปไซด์จากการเร่งใช้จ่ายด้านการรักษา ในทางกลับกันหากรัฐบาลเน้นการฟื้นฟู และซ่อมแซมประเทศเป็นหลัก และสนับสนุนให้ประชาชนรักษาในประเทศก็อาจมีผลกระทบต่อรายได้ในกลุ่มโรงพยาบาลได้เช่นกัน
“วัชรุตม์ วัชรวงศ์สิทธิ์” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มโรงพยาบาลอาจเริ่มต้นปี 2569 ได้ไม่ดีนัก จากทิศทางกำไรในภาพรวมทรงตัวไปจนถึงลดลงทั้งกลุ่ม มีเพียง BH ที่ยังเติบโตได้ จากแนวโน้มผู้ป่วยต่างประเทศในช่วงก่อนเข้าสู่เทศกาลรอมฎอนโดยเฉพาะผู้ป่วยจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ทั้งนี้ รายได้จากผู้ป่วยในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้ และการตัดสินใจเข้ารับบริการโดยเฉพาะในกลุ่มโรคไม่ร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ป่วยในประเทศสูง อย่าง BCH ที่ 50% และ CHG ที่ 65% ซึ่งปัจจัยดังกล่าวคาดเป็นแรงกดดันในไตรมาส 2 โดยยังต้องจับตาปัจจัยอื่นๆ อย่างการกลับมาเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยต่างชาติว่าจะสามารถประคองกำไรให้เติบโตได้หรือไม่
“แม้ปีนี้กลุ่มโรงพยาบาลจะไม่เติบโตมากนัก แต่ระยะยาวเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ จะหนุนดีมานด์ผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับหลายโรงพยาบาลยังขยายสาขาต่อเนื่อง และปรับค่ารักษาในกลุ่มโรคยากเพิ่มขึ้น เหล่านี้จะช่วยผลักดันการเติบโตได้”
'กลุ่มโรงพยาบาล' ครึ่งปีแรก 'กำไรทรุด' เซ่นพิษสงคราม-เศรษฐกิจซบ ลุ้นรายได้ต่างชาติฟื้น
'กลุ่มโรงพยาบาล' ไตรมาส 1 ปี 2569 ทิศทางกำไรมีแนวโน้มลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังภาวะเศรษฐกิจซบเซา และความขัดแย้งตะวันออกกลาง คาดหวังการฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลังจากรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ มองแนวโน้มระยะยาวยังมีปัจจัยบวกจาก 'ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-สังคมสูงอายุ'