ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์: ระบบโรงเรียนนิติบุคคล
Sukavichinomics: PPP School Model
เป็นรูปแบบการบริหารสถานศึกษาภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่ง ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ ในช่วงการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 โดยมุ่งให้โรงเรียนมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และเปิดโอกาสให้รัฐ ชุมชน ประชาชน และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
ระบบดังกล่าวมีลักษณะคล้ายแนวทาง Public-Private Partnership (PPP) และ School-Based Management ในบางประเทศตะวันตก แต่ถูกพัฒนาขึ้นตามบริบทสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของชุมชน” และ “การศึกษาเป็นภารกิจร่วมกันของทั้งสังคม”
ภายใต้ Sukavichinomics: PPP School Model ได้เกิดการระดมพลังจากประชาชนทั่วประเทศ เช่น
บริจาคเงิน 119,131,250 บาท
บริจาควัสดุอุปกรณ์ 70,853,094 บาท
แรงงานอาสา 695,079 คน คิดเป็นมูลค่า 165,505,488 บาท
รวมมูลค่าการสนับสนุนทั้งสิ้น 355,489,832 บาท
รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา เช่น ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการเสียง และห้องคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนทั่วประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงโรงเรียน อาคารเรียน อาคารอเนกประสงค์ และสุขาภิบาลโรงเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538 ภายใต้การออกแบบนโยบายของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
สำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ ในฐานะกลไกการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 สามารถปรับปรุง
โรงเรียน: 29,845 โรง
* อาคารเรียน: 38,112 หลัง
* อาคารอเนกประสงค์: 12,227 หลัง
* ห้องน้ำ: 11,257 โรงเรียน
แล้วเสร็จเมื่อ 8 พฤษภาคม 2540
ปัญหาในอดีตของ สำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ ระหว่างปี 2530 -2534
ปี พ.ศ. 2530 คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้กรมสามัญศึกษาดำเนินการเปิดโรงเรียน มัธยมศึกษาระดับตำบล ตามนโยบายการขยายโอกาสทางการศึกษา แต่ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ อันจำกัดและต้องใช้เวลาอีกยาวนานอาจถึง 20 ปี ในปี พ.ศ. 2538 จึงจะสามารถเปิดโรงเรียนได้ครบทุกตำบล ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5,000 ตำบล ทั่วประเทศ
รายงานของ สำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ ปี2534-2535 ต่อ รัฐบาล นายกรัฐมนตรีอานันท์ 1-2, รัฐบาลพลเอก สุจินดา และ รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชวน 1 ระหว่างปี 2534 -2535 รวม 4 รัฐบาล
ปี พ.ศ. 2534 ต่อเนื่อง พ.ศ. 2535 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
เริ่มพบกับปัญหาในการบริหารการจัดการศึกษาหลังจากที่ได้ใช้รูปแบบในการบริหารมาครบหนึ่งทศวรรษ ทำให้คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีมติให้ไปสำรวจข้อมูลในแต่ละภาคได้ข้อสรุปพบว่าการจัดการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการคารประถมศึกษาแห่งชาติแต่ละ ภูมิภาคมีปัญหาเฉพาะส่วน ดังนี้
1. ปัญหาของพื้นที่การจัดการศึกษาแต่ละภูมิภาค
1.1 ภาคเหนือ พื้นที่การจัดการศึกษาเต็มไปด้วยความยุ่งยากทุรกันดารและห่างไกล
1.2 ภาคอีสาน พื้นที่การจัดการศึกษาเต็มไปด้วยความขาดแคลนแห้งแล้งและกันคาร
1.3 ภาคใต้ พื้นที่การจัดการศึกษาเต็มไปด้วยการเสี่ยงภัย
1.4 ภาคกลาง พื้นที่การจัดการศึกษามีความเหลื่อมล้ำและแตกต่างกัน
ความสัมฤทธิ์ผล การขยายโอกาสการศึกษาระดับมัธยมต้นของสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ ภายใน ปี พ.ศ. 2550 ตั้งแต่ยุค รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต่อเนื่อง รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีแนวโน้มว่าเป็นไปไม่ได้ หลังจากผ่านมา 6 รัฐบาล
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รายงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในการรับตำแหน่งใหม่ กรกฎาคม 2538
ปี 2538
ปี 2538 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รายงานว่า รับเพิ่มได้ปี ละ 10000 คน และ มีเด็กจบประถม 6 ไม่ได้รับบริการการศึกษา สะสม 3 ล้านคน เป็นเด็กจากครอบครัวยากจน หรือ เด็กในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ
3,000,000 คนไม่ได้เรียนมัธยม รับเพิ่มได้ปี ละ 10,000 หรือ น้อยกว่า ตั้งแต่ปี 2530 -2538 = ประมาณ 80,000 คน
ดังนั้น ไม่ใช่ 20 ปี จากปี 2530 -ปี 2550 แต่ เป็น 300 ปี
#จึงมีความจำเป็นต้องออกแบบระบบใหม่
หลักฐาน UNESCO
เดือน ธันวาคม 2538
จุดเริ่มต้น ของ การแก้ไขปัญหา ด้วยการอภิวัฒน์การศึกษา 2538
Since December 1995, activities have been conducted in four main areas:
· School reform. Efforts have been stepped up to standardize the quality of education in all levels and types of schools and educational institutions. Educational coverage has been expanded.
· Teacher reform. Training and recruitment of teachers have been reformed urgently and comprehensively both in public and private schools. Educational administrators and personnel have been developed continuously.
Curriculum reform. Curriculum and teaching-learning processes have been reformed on an urgent basis in order to raise educational quality of all types and levels.
· Administrative reform. Through devolution, educational institutions have been empowered to make administrative decisions and to offer appropriate educational services which are as consistent as possible with the local lifestyle and conditions. Provincial organizations have been strengthened to facilitate devolution while private participation of the family and community have been promoted and supported.
https://www.ibe.unesco.org//fileadmin/user_upload/archive/Countries/WDE/2006/ASIA_and_the_PACIFIC/Thailand/Thailand.htm
หลักฐาน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังสมแห่งชาติ
หลักฐานการเริ่มใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (2540-2544) เมื่อ 1 ตุลาคม พ,ศ. 2539
คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบกับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 - 2544) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นการประกาศใช้เป็นแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไป
การแปลงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ไปสู่การปฏิบัติ
แผนพัฒนา เศรษฐกิจ และ สังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 8 มีความแตกต่าง จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับ ที่ 1 -7 หลายๆด้าน ณ.ที่นี้ ขอยกตัวอย่างเฉพาะ 2ด้าน คือ
1) วิธีการจัดทำ โดยคนไทย ไม่ใช่รัฐบาล
2) วิธีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ตามภารกิจ ส่งผล ให้การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 สามารถดำเนินการ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ มีหลักฐานในหนังสือ 180 วัน ซึ่งเป็นห้วงระยะเวลา หลังจากเริ่มใช้แผนพัฒนาฯ 8 คือ พฤศจิกายน 2539 - 8 พฤษภาคม 2540
หลักฐานหนังสือ 180 วัน
180 วัน ในกระทรวงศึกษาธิการของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ พฤศจิกายน 2539- 8 พฤษภาคม 2540
https://books.google.co.th/books/about/180_%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99_%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7.html?id=aL3KoAEACAAJ&redir_esc=y
ระบบโรงเรียนนิติบุคคล หรือ Sukavichinomics: PPP School Model
Sukavichinomics: PPP School Model
เป็นรูปแบบการบริหารสถานศึกษาภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่ง ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ ในช่วงการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 โดยมุ่งให้โรงเรียนมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และเปิดโอกาสให้รัฐ ชุมชน ประชาชน และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
ระบบดังกล่าวมีลักษณะคล้ายแนวทาง Public-Private Partnership (PPP) และ School-Based Management ในบางประเทศตะวันตก แต่ถูกพัฒนาขึ้นตามบริบทสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของชุมชน” และ “การศึกษาเป็นภารกิจร่วมกันของทั้งสังคม”
ภายใต้ Sukavichinomics: PPP School Model ได้เกิดการระดมพลังจากประชาชนทั่วประเทศ เช่น
บริจาคเงิน 119,131,250 บาท
บริจาควัสดุอุปกรณ์ 70,853,094 บาท
แรงงานอาสา 695,079 คน คิดเป็นมูลค่า 165,505,488 บาท
รวมมูลค่าการสนับสนุนทั้งสิ้น 355,489,832 บาท
รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา เช่น ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการเสียง และห้องคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนทั่วประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงโรงเรียน อาคารเรียน อาคารอเนกประสงค์ และสุขาภิบาลโรงเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538 ภายใต้การออกแบบนโยบายของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
สำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ ในฐานะกลไกการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 สามารถปรับปรุง
โรงเรียน: 29,845 โรง
* อาคารเรียน: 38,112 หลัง
* อาคารอเนกประสงค์: 12,227 หลัง
* ห้องน้ำ: 11,257 โรงเรียน
แล้วเสร็จเมื่อ 8 พฤษภาคม 2540
ปัญหาในอดีตของ สำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ ระหว่างปี 2530 -2534
ปี พ.ศ. 2530 คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้กรมสามัญศึกษาดำเนินการเปิดโรงเรียน มัธยมศึกษาระดับตำบล ตามนโยบายการขยายโอกาสทางการศึกษา แต่ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ อันจำกัดและต้องใช้เวลาอีกยาวนานอาจถึง 20 ปี ในปี พ.ศ. 2538 จึงจะสามารถเปิดโรงเรียนได้ครบทุกตำบล ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5,000 ตำบล ทั่วประเทศ
รายงานของ สำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ ปี2534-2535 ต่อ รัฐบาล นายกรัฐมนตรีอานันท์ 1-2, รัฐบาลพลเอก สุจินดา และ รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชวน 1 ระหว่างปี 2534 -2535 รวม 4 รัฐบาล
ปี พ.ศ. 2534 ต่อเนื่อง พ.ศ. 2535 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
เริ่มพบกับปัญหาในการบริหารการจัดการศึกษาหลังจากที่ได้ใช้รูปแบบในการบริหารมาครบหนึ่งทศวรรษ ทำให้คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีมติให้ไปสำรวจข้อมูลในแต่ละภาคได้ข้อสรุปพบว่าการจัดการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการคารประถมศึกษาแห่งชาติแต่ละ ภูมิภาคมีปัญหาเฉพาะส่วน ดังนี้
1. ปัญหาของพื้นที่การจัดการศึกษาแต่ละภูมิภาค
1.1 ภาคเหนือ พื้นที่การจัดการศึกษาเต็มไปด้วยความยุ่งยากทุรกันดารและห่างไกล
1.2 ภาคอีสาน พื้นที่การจัดการศึกษาเต็มไปด้วยความขาดแคลนแห้งแล้งและกันคาร
1.3 ภาคใต้ พื้นที่การจัดการศึกษาเต็มไปด้วยการเสี่ยงภัย
1.4 ภาคกลาง พื้นที่การจัดการศึกษามีความเหลื่อมล้ำและแตกต่างกัน
ความสัมฤทธิ์ผล การขยายโอกาสการศึกษาระดับมัธยมต้นของสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ ภายใน ปี พ.ศ. 2550 ตั้งแต่ยุค รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต่อเนื่อง รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีแนวโน้มว่าเป็นไปไม่ได้ หลังจากผ่านมา 6 รัฐบาล
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รายงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในการรับตำแหน่งใหม่ กรกฎาคม 2538
ปี 2538
ปี 2538 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รายงานว่า รับเพิ่มได้ปี ละ 10000 คน และ มีเด็กจบประถม 6 ไม่ได้รับบริการการศึกษา สะสม 3 ล้านคน เป็นเด็กจากครอบครัวยากจน หรือ เด็กในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ
3,000,000 คนไม่ได้เรียนมัธยม รับเพิ่มได้ปี ละ 10,000 หรือ น้อยกว่า ตั้งแต่ปี 2530 -2538 = ประมาณ 80,000 คน
ดังนั้น ไม่ใช่ 20 ปี จากปี 2530 -ปี 2550 แต่ เป็น 300 ปี
#จึงมีความจำเป็นต้องออกแบบระบบใหม่