วันนี้พวกผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งอำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ที่มีเขตชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศเมียนมา ที่ที่มักเป็นจุดมุ่งหมายของใครหลายๆคน และนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นจำนวนมากกับ
" สังขละบุรี " สถานที่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คนในชุมชนและสูดรับบรรยากาศกลิ่นอายของธรรมชาติที่โอบล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ของภูเขาริมสองฝั่งทางถนน อีกทั้งยังซ่อนเรื่องราวความน่าสนใจจากคนในชุมชนที่ถูกหล่อหลอมจิตใจด้วยความเชื่อทางศาสนาผูกเข้าด้วยกันไว้ทั้ง 3 วัฒนธรรม ผ่านทริปเที่ยว 3 วัน 2 คืน ของพวกเรา ที่มีครบทุกรสชาติของทริปนี้ เป็นยังไงตามไปดูกันได้เลยยย
Day 1 - 363 กิโล Go to สังขละบุรี
วันที่ 1 ของการเดินทางพวกเราได้นัดรวมตัวกันที่ปั๊ม Susco พุทธบูชา ในเวลา
07.00 น. และได้ออกเดินทางกันเวลา
08.00 น. พวกเราได้เลือกใช้รถส่วนตัวในการเดินทางเพราะจะได้สะดวกในการจอดแวะพักหรือแวะตามจุดสถานที่ท่องเที่ยวได้ง่าย
แต่ในระหว่างทางเราได้แวะทานข้าวกันที่ปั้มน้ำมัน PTT จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในเมนูแรกของวันที่เราได้ทานกันนั่นก็คือ " ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ " ซึ่งส่วนตัวแล้วรสชาติค่อนข้างจัดจ้าน ไม่เผ็ดมาก และก็ไม่เปรี้ยวจนเกินไป พอได้จอดแวะพักเติมพลังกันเต็มที่แล้วพวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ ซึ่งระหว่างทางก็ได้มีจอดแวะพักบ้างตามปั๊ม และพวกเราก็ได้มาถึงอำเภอสังขละบุรี กันในเวลา 15.30 น. แต่กว่าพวกเราจะได้เข้าที่พักในจุดลานกางเต้นท์กันก็เกือบจะเย็น เพราะมีพายุเข้าในระหว่างทางที่มา
หลังจากที่เราเข้าเช็คอินที่พักเสร็จ พวกเราตั้งใจว่าจะเข้าไปเที่ยวฝั่งหมู่บ้านชาวมอญ รวมทั้งหามื้อค่ำของพวกเราไปพร้อมกันเลย แต่ทว่าพวกเราก็ได้เจอกับเรื่องเซอร์ไพร์สจากการเข้าไปพูดคุยกับคนในหมู่บ้านชาวมอญ นั่นก็คือ " ประเพณีรดน้ำต้นโพธิ์ " ที่จะถูกจัดขึ้นเพียง 1 ครั้ง/ปี ที่วัดวังก์วิเวการาม บริเวณเจดีย์พุทธคยา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะถูกจัดขึ้นทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 แต่ในปีนี้ที่พวกเราไปไม่ได้ถูกจัดตรงกับวันวิสาขบูชา
ประเพณีรดน้ำต้นโพธิ์ มีจุดเริ่มต้นจาก หลวงพ่ออุตตมะ แห่งวัดวังก์วิเวการาม ผู้ได้อัญเชิญหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศศรีลังกามาประดิษฐาน ณ ลานหน้าเจดีย์พุทธคยา โดย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จมาทรงปลูกไว้เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2530 ก่อนที่หลวงพ่ออุตตมะจะรื้อฟื้นประเพณีรดน้ำต้นโพธิ์ผ่านรางไม้ไผ่ เพื่อสักการะต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ในช่วงเย็น ชาวมอญจะแต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง นำน้ำสะอาด น้ำอบ น้ำหอม และดอกไม้มาร่วมพิธีรดน้ำต้นพระศรีมหาโพธิ์ผ่านรางไม้ไผ่ ท่ามกลางเสียงสวดมนต์อันกังวาน สร้างบรรยากาศแห่งความสงบ งดงาม และเปี่ยมด้วยศรัทธา
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญหลังการรดน้ำต้นโพธิ์ คือ “ตลาดนิพพาน” ตลาดบุญอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ชาวบ้านจะนำอาหารคาว-หวาน ผลไม้ ขนม และเครื่องดื่มมาตั้งแบ่งปันกันโดย “ ไม่ใช้เงินซื้อขาย ” แต่ใช้แนวคิด “ใช้บุญแลกทาน” ผู้ให้ได้สร้างทานบารมี ผู้รับได้อิ่มใจจากการรับด้วยธรรมะ เป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันที่สะท้อนปรัชญาแห่งการให้ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งพอหลังจากพวกเราได้ทำกิจกรรมด้านบนวัดเสร็จ พวกเราก็ได้กลับมาที่พักของพวกเรา และเป็นอันจบภารกิจวันที่ 1
Day 2 - ทิ้งชีวิตชาวเมืองสู่วิถีชีวิตชาวสังขละ
อรุณสวัสดิ์สู่เช้าวันที่สอง โดยในช่วงเช้าพวกเราได้ออกเดินทางไปหาข้าวเช้ากินที่ตลาดสดอำเภอสังขละบุรี บรรยากาศของตลาด ชาวบ้านออกมาซื้อขายสินค้าหลากหลาย มีทั้ง ขนมพม่า อาหารพม่า อาหารชาวมอญ อาหารไทย อาหารแปลกๆ อาหารอาหรับก็มี แต่สุดท้าย ทั้งหมดที่ผมพูดไป พวกผมก็เลือกที่จะสั่งอาหารไทยกิน 55555 แต่ก็ต้องผิดหวังครับ คนพม่าเป็นคนทำอาหารไทยให้พวกผม แล้วรสชาติการปรุงมันไม่ถึง ทั้งเค็มโดด หวานโดดเลย แต่โดยรวมโอเคครับ ไม่แย่ขนาดนั้น และได้ลองกินขนมข้าวเหนียว ที่เป็นข้าวเหนียวโรยธัญพืช มะพร้าว และงาดำ รสชาติที่ได้ลองกินก็คือ ข้าวเหนียวที่เป็นเม็ดเหนียวๆ จืดๆ หอมข้าวเหนียวกับธัญพืช หลังจากที่เดินเล่นตลาดสักพัก พวกผมก็ได้เข้าไปเช็คเอ้าท์ที่พักแรก เพื่อจะไปเช็คอินที่พักที่สองของวัน ที่พักที่สองของพวกเรา คือ แพอนันต์สิทธิ์ เป็นแพริมน้ำใกล้สะพานมอญที่ราคาไม่แพง บรรยากาศดี มีเรือคายักให้พาย ช่วงแดดแรงๆ ในแพอากาศก็ไม่ร้อนเพราะเขามีระบบลดอุณหภูมิด้วยวิธีดูดน้ำไหลปล่อยไว้บนหลังคาของแพ และที่สำคัญสำหรับคนรักหมาไม่ควรพลาด เพราะที่นี่มีเจ้าสุนัขแวะต้อนรับในวันที่พวกเราไปพักด้วยน้า เรียกได้ว่าบริการทุกระดับประทับใจเป็นอย่างมากเลยแหละ มีชื่อว่าน้อง " เมล่อน " สุนัขสายพันธ์ุโกลเด้น ริทรีฟเวอร์เพศเมีย ที่บอกได้เลยว่าน้องพร้อมจะเล่นน้ำไปกับพวกเราอยู่เสมอ เพราะเมื่อไหร่ที่พวกเราจะกระโดดน้ำ น้องเมล่อนก็จะคล้อยกระโดดตามพวกเราลงไปด้วย 55555
หลังจากที่เก็บของเข้าที่พักกันเสร็จเรียบร้อย กิจกรรมต่อไป พวกเราก็จะไปล่องเรือชมวัดเก่าใต้น้ำ ที่ใครมาถึงสะพานมอญแล้วไม่ไปดูถือว่ามาไม่ถึง เพราะเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติสำคัญที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง รับรองว่าไม่ผิดหวังครับ เส้นทางการล่องเรือเขาก็จะพาเราไปดูหลักๆสามสถานที่ ได้แก่ วัดวังก์วิเวการามเก่า (วัดใต้น้ำ) วัดสมเด็จเก่า และวัดศรีสุวรรณารามเก่า (วัดกะเหรี่ยง)
ว่ากันว่าในบรรดาวัดของทริปล่องเรือนั้น มี 2 วัดที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือโผล่พ้นเหนือน้ำ นั่นก็คือวัดวังก์วิเวการามเก่า หรือวัดหลวงพ่ออุตตมะ และวัดศรีสุวรรณาราม ส่วนอีกวัดหนึ่งนั้นคือวัดสมเด็จเก่า ซึ่งอยู่บนเนินเขา ทั้ง 3 วัด เป็นเสมือนตัวแทนของ 3 ชนชาติ นั่นก็คือ วัดวังก์วิเวการาม คือ วัดของชาวมอญ วัดศรีสุวรรณ คือ วัดของชาวกระเหรี่ยง วัดสมเด็จ คือ วัดของชาวไทย ส่วนเหตุผลที่วัดจมน้ำก็เพราะ มีการสร้างเขื่อน "เขาแหลม"เพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า ในปี 2527 เลยทำให้ที่ราบบริเวณนี้ถูกน้ำท่วมกลายเป็นเมืองบาดาล
วัดวังก์วิเวการามเก่า หรือ
วัดหลวงพ่ออุตตมะ เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกันกับชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญ และร่วมกันสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2496 ที่ บ้านวังกะล่าง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ใกล้กับชายแดนไทยพม่า ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีไปราวๆ 220 กิโลเมตร โดยเริ่มแรกนั้น วัดจะมีแค่กุฏิ ศาลา และสำนักสงฆ์เพียงเท่านั้น ส่วนชื่อ วัดหลวงพ่ออุตตมะ ก็เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันขึ้นมา เมื่อก่อนนั้น วัดวังก์วิเวการาม จะตั้งอยู่บนเนินสูง ที่เรียกว่า สามประสบ เป็นจุดที่แม่น้ำ 3 สาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และ แม่น้ำรันตี ไหลมารวมกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาให้ใช้ชื่อว่าวัดวังก์วิเวการาม ในตอนนั้นก็ตั้งชื่อตามอำเภอเดิม คือ อำเภอวังกะ-สังขละบุรี แต่ต่อมาถูกรวมเป็นกิ่งอำเภอ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีในปี พ.ศ.2508 นั่นเอง รวมถึงต่อมาได้มีการก่อสร้างเขื่อนเขาแหลม หรือ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งน้ำในเขื่อนนั้นจะเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ด้วย เลยได้ทำการย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขาแทน ส่วนวัดเก่านี้ก็ได้จมอยู่ใต้น้ำมานานราวสิบปี เหลือเพียงซากปรักหักพังของวัดเท่านั้น
วัดสมเด็จเก่า เป็นวัดที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ เมื่อครั้งมีการย้ายอำเภอสังขละบุรี ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ทำให้อุโบสถของวัดไม่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ หรือเขื่อนเขาแหลม เหมือนอย่าง วัดวังก์วิเวการามเก่า (วัดใต้น้ำ) หรือวัดศรีสุวรรณเก่า ภายในโบสถ์ประดิษฐานพระประธาน คือ พระพุทธชินราชจำลอง ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือมากราบไหว้ ขอพร อย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปี
* องค์จำลองพระพุทธชินราช *
วัดศรีสุวรรณเก่า (วัดกะเหรี่ยง) เป็นวัดของชาวกะเหรี่ยง เป็นวัดที่จมอยู่ใต้น้ำยาวนานที่สุด มีอายุมากกว่า 3 วัด เวลาน้ำขึ้นจะมองเห็นแค่บางส่วนที่โผล่พ้นน้ำหรือบางครั้งน้ำก็ท่วมมิดจนไม่สามารถมองเห็นตัววัดได้ แต่ในช่วงฤดูแล้งน้ำก็จะลดจนสามารถมองเห็นตัววัดได้ชัดถนัดสายตา วัดศรีสุวรรณจะอยู่ในพื้นที่ที่ต่ำกว่า จึงทำให้น้ำท่วมตลอดทั้งปี ซึ่งวัดจะตั้งอยู่ในส่วนปลายของแม่น้ำรันตี
หลังจากล่องเรือเสร็จพวกเราก็มาเล่นน้ำหลังแพของพวกเรา หลังจากเล่นน้ำเสร็จพวกเราก็หิวจึงได้ออกไปหาของกินที่ตลาดคนเดิน ตลาดคนเดินมีของกินเยอะแยะเลยครับ ราคาไม่แพง บรรยากาศดี เดินสบายไม่อึดอัด มีของแปลกๆให้กินเยอะมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบหาอะไรใหม่ๆแนะนำเลยครับ ก็เป็นอันจบการท่องเที่ยวในวันที่ 2 ของเรา
Day 3 - จากสังขละกลับสู่เมืองกรุง
เข้าสู่ช่วงวันสุดท้ายของทริปนี้ในวันที่ 3 พวกเราตื่นกันมาในช่วงเวลาประมาณเที่ยงและได้ทานข้าวต้มกับแตงโมที่ทางบ้านแพได้เตรียมไว้ให้หลังจากนั้นก็ทำธุระส่วนตัวและเก็บของเตรียมเช็คเอ้าท์ออกและเดินทางกลับ ในระหว่างทางกลับเรามีแวะซื้อน้ำชงร้านพันธ์ไทย และหลังจากนั้นก็ได้เดินทางออกจากสังขละ ขับรถยาวมาจนได้แวะเที่ยวเล่นน้ำตกไทรโยคน้อย ซึ่งน้ำตกก็มีความสวยงามตามธรรมชาติมีคนมาเที่ยวเล่นเยอะเหมือนกันน่าจะเป็นเพราะอยู่ในช่วงวันหยุดยาวจากวันแรงงานด้วยเลยมีครอบครัวมาเที่ยวเยอะ
หลังจากเล่นน้ำตกกันเสร็จก็ข้ามฝั่งมาหาอะไรทานกันซึ่งระแวกนั้นก็มีร้านอาหารให้เลือกเยอะ ซึ่งเราก็เลือกทานร้านอาหารตามสั่งกันโดยทางร้านก็ทำรสชาติได้โอเคเลย และก่อนขึ้นรถเราก็แวะซื้อของฝากไปฝากเพื่อนๆที่ไม่ได้มาด้วย และเราก็ขึ้นรถกลับกรุงเทพกันจนมาถึงบางมดช่วงเวลา 5 ทุ่ม
* โดยในการไปเที่ยวทริปสังขละบุรีครั้งนี้ส่วนตัวพวกผมได้เรียนรู้ถึงข้อคิดต่างๆเช่น การอยู่ร่วมกันของคนที่ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขซึ่งอาจมองได้ว่าคนในชุมชนนั้นได้นับถือ ศาสนาเดียวกัน ซึ่งมีวัดวิวังก์เวการามเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนโดยเนื้อหาทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์ 3 วัน 2 คืนที่ผมได้มาแชร์กับเพื่อนๆนะครับ
[CR] [CR] ทริปสังขละบุรี เมืองสามวัฒนธรรม
วันนี้พวกผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งอำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ที่มีเขตชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศเมียนมา ที่ที่มักเป็นจุดมุ่งหมายของใครหลายๆคน และนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นจำนวนมากกับ " สังขละบุรี " สถานที่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คนในชุมชนและสูดรับบรรยากาศกลิ่นอายของธรรมชาติที่โอบล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ของภูเขาริมสองฝั่งทางถนน อีกทั้งยังซ่อนเรื่องราวความน่าสนใจจากคนในชุมชนที่ถูกหล่อหลอมจิตใจด้วยความเชื่อทางศาสนาผูกเข้าด้วยกันไว้ทั้ง 3 วัฒนธรรม ผ่านทริปเที่ยว 3 วัน 2 คืน ของพวกเรา ที่มีครบทุกรสชาติของทริปนี้ เป็นยังไงตามไปดูกันได้เลยยย
วันที่ 1 ของการเดินทางพวกเราได้นัดรวมตัวกันที่ปั๊ม Susco พุทธบูชา ในเวลา 07.00 น. และได้ออกเดินทางกันเวลา 08.00 น. พวกเราได้เลือกใช้รถส่วนตัวในการเดินทางเพราะจะได้สะดวกในการจอดแวะพักหรือแวะตามจุดสถานที่ท่องเที่ยวได้ง่าย
แต่ในระหว่างทางเราได้แวะทานข้าวกันที่ปั้มน้ำมัน PTT จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในเมนูแรกของวันที่เราได้ทานกันนั่นก็คือ " ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ " ซึ่งส่วนตัวแล้วรสชาติค่อนข้างจัดจ้าน ไม่เผ็ดมาก และก็ไม่เปรี้ยวจนเกินไป พอได้จอดแวะพักเติมพลังกันเต็มที่แล้วพวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ ซึ่งระหว่างทางก็ได้มีจอดแวะพักบ้างตามปั๊ม และพวกเราก็ได้มาถึงอำเภอสังขละบุรี กันในเวลา 15.30 น. แต่กว่าพวกเราจะได้เข้าที่พักในจุดลานกางเต้นท์กันก็เกือบจะเย็น เพราะมีพายุเข้าในระหว่างทางที่มา
หลังจากที่เราเข้าเช็คอินที่พักเสร็จ พวกเราตั้งใจว่าจะเข้าไปเที่ยวฝั่งหมู่บ้านชาวมอญ รวมทั้งหามื้อค่ำของพวกเราไปพร้อมกันเลย แต่ทว่าพวกเราก็ได้เจอกับเรื่องเซอร์ไพร์สจากการเข้าไปพูดคุยกับคนในหมู่บ้านชาวมอญ นั่นก็คือ " ประเพณีรดน้ำต้นโพธิ์ " ที่จะถูกจัดขึ้นเพียง 1 ครั้ง/ปี ที่วัดวังก์วิเวการาม บริเวณเจดีย์พุทธคยา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะถูกจัดขึ้นทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 แต่ในปีนี้ที่พวกเราไปไม่ได้ถูกจัดตรงกับวันวิสาขบูชา
อรุณสวัสดิ์สู่เช้าวันที่สอง โดยในช่วงเช้าพวกเราได้ออกเดินทางไปหาข้าวเช้ากินที่ตลาดสดอำเภอสังขละบุรี บรรยากาศของตลาด ชาวบ้านออกมาซื้อขายสินค้าหลากหลาย มีทั้ง ขนมพม่า อาหารพม่า อาหารชาวมอญ อาหารไทย อาหารแปลกๆ อาหารอาหรับก็มี แต่สุดท้าย ทั้งหมดที่ผมพูดไป พวกผมก็เลือกที่จะสั่งอาหารไทยกิน 55555 แต่ก็ต้องผิดหวังครับ คนพม่าเป็นคนทำอาหารไทยให้พวกผม แล้วรสชาติการปรุงมันไม่ถึง ทั้งเค็มโดด หวานโดดเลย แต่โดยรวมโอเคครับ ไม่แย่ขนาดนั้น และได้ลองกินขนมข้าวเหนียว ที่เป็นข้าวเหนียวโรยธัญพืช มะพร้าว และงาดำ รสชาติที่ได้ลองกินก็คือ ข้าวเหนียวที่เป็นเม็ดเหนียวๆ จืดๆ หอมข้าวเหนียวกับธัญพืช หลังจากที่เดินเล่นตลาดสักพัก พวกผมก็ได้เข้าไปเช็คเอ้าท์ที่พักแรก เพื่อจะไปเช็คอินที่พักที่สองของวัน ที่พักที่สองของพวกเรา คือ แพอนันต์สิทธิ์ เป็นแพริมน้ำใกล้สะพานมอญที่ราคาไม่แพง บรรยากาศดี มีเรือคายักให้พาย ช่วงแดดแรงๆ ในแพอากาศก็ไม่ร้อนเพราะเขามีระบบลดอุณหภูมิด้วยวิธีดูดน้ำไหลปล่อยไว้บนหลังคาของแพ และที่สำคัญสำหรับคนรักหมาไม่ควรพลาด เพราะที่นี่มีเจ้าสุนัขแวะต้อนรับในวันที่พวกเราไปพักด้วยน้า เรียกได้ว่าบริการทุกระดับประทับใจเป็นอย่างมากเลยแหละ มีชื่อว่าน้อง " เมล่อน " สุนัขสายพันธ์ุโกลเด้น ริทรีฟเวอร์เพศเมีย ที่บอกได้เลยว่าน้องพร้อมจะเล่นน้ำไปกับพวกเราอยู่เสมอ เพราะเมื่อไหร่ที่พวกเราจะกระโดดน้ำ น้องเมล่อนก็จะคล้อยกระโดดตามพวกเราลงไปด้วย 55555
หลังจากที่เก็บของเข้าที่พักกันเสร็จเรียบร้อย กิจกรรมต่อไป พวกเราก็จะไปล่องเรือชมวัดเก่าใต้น้ำ ที่ใครมาถึงสะพานมอญแล้วไม่ไปดูถือว่ามาไม่ถึง เพราะเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติสำคัญที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง รับรองว่าไม่ผิดหวังครับ เส้นทางการล่องเรือเขาก็จะพาเราไปดูหลักๆสามสถานที่ ได้แก่ วัดวังก์วิเวการามเก่า (วัดใต้น้ำ) วัดสมเด็จเก่า และวัดศรีสุวรรณารามเก่า (วัดกะเหรี่ยง)
ว่ากันว่าในบรรดาวัดของทริปล่องเรือนั้น มี 2 วัดที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือโผล่พ้นเหนือน้ำ นั่นก็คือวัดวังก์วิเวการามเก่า หรือวัดหลวงพ่ออุตตมะ และวัดศรีสุวรรณาราม ส่วนอีกวัดหนึ่งนั้นคือวัดสมเด็จเก่า ซึ่งอยู่บนเนินเขา ทั้ง 3 วัด เป็นเสมือนตัวแทนของ 3 ชนชาติ นั่นก็คือ วัดวังก์วิเวการาม คือ วัดของชาวมอญ วัดศรีสุวรรณ คือ วัดของชาวกระเหรี่ยง วัดสมเด็จ คือ วัดของชาวไทย ส่วนเหตุผลที่วัดจมน้ำก็เพราะ มีการสร้างเขื่อน "เขาแหลม"เพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า ในปี 2527 เลยทำให้ที่ราบบริเวณนี้ถูกน้ำท่วมกลายเป็นเมืองบาดาล
วัดวังก์วิเวการามเก่า หรือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกันกับชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญ และร่วมกันสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2496 ที่ บ้านวังกะล่าง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ใกล้กับชายแดนไทยพม่า ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีไปราวๆ 220 กิโลเมตร โดยเริ่มแรกนั้น วัดจะมีแค่กุฏิ ศาลา และสำนักสงฆ์เพียงเท่านั้น ส่วนชื่อ วัดหลวงพ่ออุตตมะ ก็เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันขึ้นมา เมื่อก่อนนั้น วัดวังก์วิเวการาม จะตั้งอยู่บนเนินสูง ที่เรียกว่า สามประสบ เป็นจุดที่แม่น้ำ 3 สาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และ แม่น้ำรันตี ไหลมารวมกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาให้ใช้ชื่อว่าวัดวังก์วิเวการาม ในตอนนั้นก็ตั้งชื่อตามอำเภอเดิม คือ อำเภอวังกะ-สังขละบุรี แต่ต่อมาถูกรวมเป็นกิ่งอำเภอ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีในปี พ.ศ.2508 นั่นเอง รวมถึงต่อมาได้มีการก่อสร้างเขื่อนเขาแหลม หรือ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งน้ำในเขื่อนนั้นจะเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ด้วย เลยได้ทำการย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขาแทน ส่วนวัดเก่านี้ก็ได้จมอยู่ใต้น้ำมานานราวสิบปี เหลือเพียงซากปรักหักพังของวัดเท่านั้น
วัดสมเด็จเก่า เป็นวัดที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ เมื่อครั้งมีการย้ายอำเภอสังขละบุรี ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ทำให้อุโบสถของวัดไม่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ หรือเขื่อนเขาแหลม เหมือนอย่าง วัดวังก์วิเวการามเก่า (วัดใต้น้ำ) หรือวัดศรีสุวรรณเก่า ภายในโบสถ์ประดิษฐานพระประธาน คือ พระพุทธชินราชจำลอง ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือมากราบไหว้ ขอพร อย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปี
เข้าสู่ช่วงวันสุดท้ายของทริปนี้ในวันที่ 3 พวกเราตื่นกันมาในช่วงเวลาประมาณเที่ยงและได้ทานข้าวต้มกับแตงโมที่ทางบ้านแพได้เตรียมไว้ให้หลังจากนั้นก็ทำธุระส่วนตัวและเก็บของเตรียมเช็คเอ้าท์ออกและเดินทางกลับ ในระหว่างทางกลับเรามีแวะซื้อน้ำชงร้านพันธ์ไทย และหลังจากนั้นก็ได้เดินทางออกจากสังขละ ขับรถยาวมาจนได้แวะเที่ยวเล่นน้ำตกไทรโยคน้อย ซึ่งน้ำตกก็มีความสวยงามตามธรรมชาติมีคนมาเที่ยวเล่นเยอะเหมือนกันน่าจะเป็นเพราะอยู่ในช่วงวันหยุดยาวจากวันแรงงานด้วยเลยมีครอบครัวมาเที่ยวเยอะ
หลังจากเล่นน้ำตกกันเสร็จก็ข้ามฝั่งมาหาอะไรทานกันซึ่งระแวกนั้นก็มีร้านอาหารให้เลือกเยอะ ซึ่งเราก็เลือกทานร้านอาหารตามสั่งกันโดยทางร้านก็ทำรสชาติได้โอเคเลย และก่อนขึ้นรถเราก็แวะซื้อของฝากไปฝากเพื่อนๆที่ไม่ได้มาด้วย และเราก็ขึ้นรถกลับกรุงเทพกันจนมาถึงบางมดช่วงเวลา 5 ทุ่ม
* โดยในการไปเที่ยวทริปสังขละบุรีครั้งนี้ส่วนตัวพวกผมได้เรียนรู้ถึงข้อคิดต่างๆเช่น การอยู่ร่วมกันของคนที่ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขซึ่งอาจมองได้ว่าคนในชุมชนนั้นได้นับถือ ศาสนาเดียวกัน ซึ่งมีวัดวิวังก์เวการามเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนโดยเนื้อหาทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์ 3 วัน 2 คืนที่ผมได้มาแชร์กับเพื่อนๆนะครับ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น