ปฏิกิริยาลูกโซ่แห่งกรรม loop นรกอนันต์ สัจธรรมที่ไม่เป็นนิรันดร์กลับเที่ยงแท้และจอมปลอม ในตัวมันเอง

ได้ไปอ่านเจอมาใน Tiktok
-ตามคำสอนทางพุทธ โดยเฉพาะสายอภิธรรม จะอธิบายว่า “จิต” เกิดและดับเร็วมาก จนแทบนับไม่ได้ในชีวิตประจำวัน
จิต 1 ขณะ (จิตขณะหนึ่ง) เกิดขึ้น → รับอารมณ์ → ดับไป แล้วจิตดวงใหม่ก็เกิดต่อทันที ขณะจะตาย หัวใจหยุดเต้น จิตที่เกิดมารับ จะรับข้อมูลจากจิตก่อนหน้า แล้วมันจะวิ่งไปหาที่เกิด ฟิวชั่นรวมธาตุ ก่อสังขารร่างกาย ตามแรงกรรม
-จิตทำหน้าที่รับรู้ และส่งต่อข้อมูลที่รับรู้ จิตไม่ใช่เรา เป็นเพียงพบังงาน 1 ร่างกายก็ไม่ใช่เราเป็นเพียงธาตุ ดินน้ำลมไฟ ทุกอย่างมันแค่มารวมร่างฟิวชั่น เพราะมีอวิชชาเป็นที่ตั้ง อวิชชาคือความไม่รู้ พอไม่รู้ก็อยากรู้ จึงต้องมีสิ่งที่ต้องรองรับการเรียนรู้ คือกายสังขาร เพื่อรับสัมผัสทั้ง 5
-แต่พอมีชีวิตขึ้นมา มีสัมผัสทั้ง 5 สัวต์ต่างๆก็ไปหลงยึดตัวตน ตัวกูของกู พอยึดอย่างหนาแน่น ตอนจะตาย ก็ไม่ปล่อยวาง ปล่อยกระแสความอยากไปสู่จิตดวงใหม่ และมันก็จะสร้างสังขารขึ้นมาใหม่วนไป
-หากฝึกจิตให้ดี รู้เท่าทันอารมณ์ ไม่หลงยึด สุขแค่รู้ ทุกข์แค่รู้ เฉยๆรู้
รู้แค่ว่ามันคืออาการของร่างกาย ปล่อยวางจากกิเลสทั้งหมด หมดความอยาก พอจะตายจิตไม่ส่งกระแสความอยากต่อ ก็จะจบการเกิดเพียงเท่านั้น นั่นคือนิพพาน
-เราที่มีอยู่ เป็นร่างกายตัวตน มายึดเหนี่ยวกันตามความทะยานอยากของจิตดวงก่อน มีกรรมเป็นปัจจัย เป็นทุน เกิดมาสวย ขี้เหร่ รวย จน
สุข ทุกข์ มาจากผลการกระทำ ของเราคนก่อนๆในอดีต หยุดเกิด ก็หยุดกรรม สิ่งที่ทำหน้าที่รับกรรม คือสังขาร หรือร่างกายนี้ที่รวมกันมาเป็นเรา ถ้าไม่มีกายนี้ก็ไม่มีใครรับกรรม
-สรุปแล้วก็คือไม่มีเรา ทั้งชาตินี้ชาติหน้า มีแค่กระแสพลังงาน จากการสั่นสะเทือน ที่ส่งต่อๆกันไป แม้ตอนเรามีชีวิต หายใจ นอนเล่นมือถืออยู่นี้ ก็ไม่มีเรา แค่ธาตุและพลังงาน ทำงานร่วมกันแค่นั้น ทุกอย่างเดินทางไปตามความเสื่อม หมุนเวียน รีไซเคิลวนมาใข้งานใหม่
-คนที่เกิด ต่อจากจิต ที่สืบต่อจากเรา ก็ไม่ใช่เรา แต่เขาก็คือผู้สืบต่อเจตนา ผู้รับกรรมต่อจากเรา และเราทำให้เขาเกิด เพราะเราส่งความปราถนาก่อนตายออกไปนั่นเอง.

+++ ถ้าเช่นนั้นเราก็คือเราคือสิ่งเดียวกันต่างที่เกาลวลาและโลกธาตุมิติ มีสองทางที่จะทำให้มนุษย์วิวัฒน์ออดจากมิตินี้ได้
1.เดินทางเพียงคนเดียวฝึกจิตเพียงดวงเดียวไม่ได้ก็ไม่เป็นไรส่งกรรมกุศลไปต่อให้ผู้เล่นต่อจากเราฝึกต่อจะสำเร็จมรรคผล (ไม่ยากมากเพราะขึ้นกับตัวเองแต่จะใช้เวลานานเพราะสภาพแวดล้อมปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย)
2.ทำให้สรรสัตว์รอบข้างตื่นรู้ตะหนักในอกุศลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้กุศลสะท้อนกลับเป็นเช่นเดียวกับการระงับเวรด้วยการไม่จองเวร เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ (ยากเพราะสรรพสัตว์สรรพสิ่งยากที่จะเชื่อความจริงที่หยั่งถึง แต่ถ้าทำได้จริงมันจะใช้เวลาน้อยมากๆ ทุกอย่างจะเกื้อกันสรรพสัตว์จะพากันบรรลุมรรคผลกันได้ถ้วนหน้าเพราะต่างสะท้อนกุศลซึ้งกันและกัน)
### หรือจริงๆแล้วทั้งสองอย่างคือทางเลือกเดียวกันที่ซ้อนทับกันอยู่อีกที
+++หากทุกอย่างกำลังมุ่งหน้าสู่มรรคผล ปราศจากอวิชชา ไร้ตัณหา และ อสาวะกิเลส ฯลฯ มุ่งไปถึงที่แห่งนั้น เมื่อไม่อยากรู้เมื่อไร้ตัวตนเมื่อนิพพาน สรรพสิ่งจะวนกลับมาเริ่มวนลูปอีกหรือ จุติความอยากรู้ ความอยากอันเดิมในระบบใหม่ จากสภาวะนิพพานว่างเปล่า ตามกฎของ ความไม่เที่ยงอีกหรือ? ไม่อาจรู้ได้อีกเช่นกัน หรือว่ามันไม่สำคัญอันใด?
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่