ศิริกัญญา ห่วงปวศ.ซ้ำรอย ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ค้านดึงงบ 2 กองทุน ใช้ผิดวัตถุประสงค์
https://www.matichon.co.th/politics/news_5715354
.

.
‘ศิริกัญญา’ กังวลประวัติศาสตร์ซ้ำรอยซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ค้านดึงงบ กทปส.-กองทุนกีฬาฯ มาใช้ผิดวัตถุประสงค์
.
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 น.ส.
ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ 1.3 พันล้านบาทให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ว่า จริงๆ วันนี้มติ ครม.ยังมีความคลุมเครือว่าตกลงใครจะเป็นคนซื้อลิขสิทธิ์ ใครจะเป็นคนจ่ายเงิน จึงสร้างความกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่แหล่งที่มาของเงินก็มาจากหลายส่วน ส่วนหนึ่งมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วอีกส่วนหนึ่งมาจากกองทุนกีฬาของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และเอกชนลงขันกัน
.
น.ส.
ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ซึ่งตอนนั้นก็มีข้อครหาออกมา 2 ส่วน คือส่วนแรก กองทุน กทปส.ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เอาไว้สำหรับการเอามาใช้ในรูปแบบลักษณะนี้ แต่วัตถุประสงค์ของ กทปส. คือการเอาไปใช้ในการที่จะทำให้คนที่เป็นกลุ่มเปราะบางมีโอกาสที่จะเข้าถึงสื่อต่างๆ เช่น คนที่มีรายได้น้อย หรือคนพิการในรูปแบบต่างๆ กองทุนตัวนี้ก็จะเข้าไปช่วยอุดหนุนในส่วนที่จะทำให้คนกลุ่มนี้ได้เข้าถึงมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่ได้มีข้อกำหนดเกี่ยวข้องกับการที่จะทำให้คนทั้งหมดทั้งประเทศได้ดูถ่ายทอดสดบอลโลกฟรี
.
น.ส.
ศิริกัญญากล่าวด้วยว่า ส่วนกองทุนพัฒนากีฬา คนอาจจะยังตั้งข้อสังเกตเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วควรจะเอามาใช้ในการพัฒนากีฬาในประเทศมากกว่าการเอาไปซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะบอกว่ามันจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากที่จะพัฒนาเล่นกีฬาอาชีพอะไรต่างๆ ก็ตาม ดังนั้น ความที่มันยังไม่เกิด ความไม่แน่นอนว่าแหล่งเงินจะมาจากที่ไหน ก็ทำให้กังวลว่าท้ายที่สุด ถ้าไม่มีเอกชนเข้ามาลงขัน สุดท้ายอาจจะเป็นรูปแบบการอุดหนุนแบบเดิมๆ หรือไม่
.
น.ส.
ศิริกัญญากล่าวอีกว่า แต่ในรอบนี้มีบริบทที่แตกต่างออกไปคือ ประการแรก กฎ Must Have ที่ระเบียบของ กสทช. ที่ระบุว่าจะต้องมีรายการกีฬาใดบ้างที่ต้องมีการถ่ายทอดสดฟรีให้กับประชาชนได้ดู และเอาฟุตบอลโลกออกไปแล้ว ดังนั้น ก็ไม่ได้มีความจำเป็นขนาดนั้นอีกต่อไป ที่จะต้องมีการถ่ายทอดสดให้คนได้ดูฟรีใช่หรือไม่
.
ส่วนประการที่สองเป็นเรื่องแรงจูงใจของเอกชน เช่น ในครั้งก่อนหน้าก็ยังเป็นคดีความกันอยู่เลย เรื่องระหว่าง True กับ กสทช. ที่เมื่อได้สิทธิ์ในการถ่ายทอดสดไปแล้ว กลับไม่ได้มีการปฏิบัติตามกฎ Must Carry คือทำให้ไม่สามารถดูได้ผ่านทุกๆ ช่องทาง ทุกแพลตฟอร์ม บางกล่องก็เกิดปรากฏการณ์จอดำใช่หรือไม่ หรือว่าบางแพลตฟอร์มก็ดูไม่ได้ เป็นต้น เพราะว่ามีการบล็อก เนื่องจากคนที่ใส่เงิน เขาก็มีแรงจูงใจที่จะแสวงหาผลกำไรจากการที่ได้ลงทุนไปแล้วทั้งนั้น ดังนั้น ก็เป็นเหตุผลว่าถ้ารอบนี้จะต้องมีการซื้อลิขสิทธิ์จริงๆ ขอให้เป็นเอกชนที่มีแรงจูงใจในเรื่องนี้ ในการเป็นคนที่ใส่เงินลงมามากกว่าที่จะเป็นทางฝั่งของภาครัฐ
.
น.ส.
ศิริกัญญากล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลรีบฟันธงว่าได้ดูฟรีแน่นอน ก็ทำให้อำนาจต่อรองในการที่จะพูดคุยเจรจากับทางเอเยนต์ที่ถือสิทธิ์ในการขายลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเองก็ดี หรือว่าเอกชนที่อยากที่จะลงขัน แต่ไม่ได้อยากที่จะลงเงินตัวเองทั้งหมด อาจจะใช้ตรงนี้ในการที่จะเป็นช่องเรียกร้องให้รัฐบาลต้องเป็นคนจ่ายเงินสมทบด้วยหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งบประมาณที่ต้องเอามาจับจ่ายใช้สอยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า แต่ในความเป็นจริง เงินจากกองทุนมันก็มีวัตถุประสงค์ของมันอยู่ แล้วถ้ามันไม่ได้เอามาใส่ในกองทุน มันก็ควรจะต้องเป็นรายได้ที่นำส่งเข้าคลังด้วยซ้ำไป
.
“
ดังนั้น ก็อยากให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญในเรื่องนี้ให้ดี อย่าใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เพียงเพื่อที่จะสร้างคะแนนนิยมในระยะสั้น จากการที่เอาใจแฟนบอล เพราะว่าเราก็ไม่ได้มีเจตนาที่ทำให้ขัดขวางไม่ให้แฟนบอลไม่ได้มีโอกาสได้ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหรอก เพียงแต่เราก็อยากให้รัฐบาลใช้เงินได้อย่างโปร่งใส ตรงตามวัตถุประสงค์ แล้วก็นำไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนมากกว่า” น.ส.
ศิริกัญญากล่าว.
.
.
เนติวิทย์ ยืนหยัดสู้มา 12 ปี ผลกม.เกณฑ์ทหารไม่ขัดรธน. แต่ไม่ท้อ เชื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ https://www.matichon.co.th/politics/news_5715326
.
เนติวิทย์ ชี้ ไม่ผิดคาด ศาลรธน.ชี้กม.เกณฑ์ทหารไม่ขัดรธน. ยันไม่ท้อหลังยืนหยัดสู้โดยไม่บิดพลิ้วมา 12 ปี ลั่นมีคนจำนวนมากต้องทุกข์กับสิ่งนี้ ลั่นถ้าช่วยกัน ยอมเหนื่อยมากหน่อย การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้
.
จากกรณี นาย
เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้อ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่เข้าร่วมการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องจากเห็นว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ก่อนถูก ดำเนินคดีด้วยข้อหาหลีกเลี่ยงเกณฑ์ทหารตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 45 โดยต่อมา เนติวิทย์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ขอให้ส่งคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่ามาตรา 27 และมาตรา 45 พ.ร.บ.รับราชการทหารซึ่งเกี่ยวกับการเรียกชายไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารและการกำหนดโทษในกรณีไม่เข้ารับการตรวจเลือกนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัย ว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2567 มาตรา 27 และมาตรา 45 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31
.
ทังนี้ นาย
เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวระบุว่า
.
“
สำหรับผม มติศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาไม่ได้ผิดคาดสักเท่าไหร่ ในเมื่อเหตุปัจจัยในปัจจุบันเป็นแบบนี้ ผลออกมาแบบนี้ก็ธรรมดา โดยส่วนตัว ผมได้ทำหน้าที่คือการต่อสู้ในทางความเชื่อของตนโดยไม่บิดพลิ้วตลอด 12 ปี ความสุขความพอใจในการยืนหยัดสิ่งที่ตนเชื่อมีคุณค่ามากกว่าความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวันนี้ ชีวิตผมมีความหมาย และความหมายของผมก็เพื่อเด็กๆ ในอนาคตที่จะมีเสรีภาพและสันติภาพในชีวิต
.
ผมอยากเชิญชวนทุกคนครับว่า ถ้าหากเห็นปัญหาอะไรที่ตนไม่พอใจ ขัดข้องใจ อย่างเรื่องเกณฑ์ทหาร คนส่วนใหญ่ก็คงจะเห็นในทางเดียวกันนี้ ก็ขอให้ใช้สติปัญญาคิดว่าจะแก้ไขอะไรมันได้ไหม มากกว่าการบ่นหรือเอาตัวรอดเชิงปัจเจก คนจำนวนมากต้องทุกข์กับสิ่งนี้ และเราก็มีพันธะในฐานะมนุษย์ที่จะใช้สติปัญญาช่วยเหลือกัน คิดหาทางออกให้ได้ ช่วยเหลือสังคมของเราให้น่าอยู่มากขึ้น ผมคิดว่าการต่อสู้ของผมมันเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ แค่การทดลองนี้อาจจะยังไม่สำเร็จดีเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดี ถ้าเราดูการต่อสู้ยกเลิกเกณฑ์ทหารในหลายๆ ที่ เขาก็สู้กันเป็นสิบกว่าปี และหลายๆ คนก็เสียสละมากกว่าผมเสียอีก
.
ดังนั้น แม้ผมทำไม่สำเร็จ ก็ไม่ใช่เรื่องให้ท้อหรือเศร้าอะไร แต่ขอให้คิดว่าเราจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร เราได้บทเรียนอะไรบ้าง เราจะทำให้ดีกว่าที่ผมทำได้ยังไง มีประสิทธิผลมากกว่านี้ได้อย่างไร ถ้าเราช่วยกันจริงๆ การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้ ก็ยอมเหนื่อยกันให้มากขึ้นหน่อย คิดสร้างสรรค์ให้มากๆ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้ครับ
.
https://www.facebook.com/Netiwitntw/posts/pfbid02kQHzeD3GbL33neyFXqHdBxvK8pTRQGNHs7xmJVMoWcQHSkdktHhicbXTT2BLbK9Yl
.
.
เปิดคำร้อง พรรคประชาชน ยื่น ศาลรธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5715273
.
เปิดคำร้อง ‘พรรคประชาชน’ ยื่น ศาลรธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
.
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 4 แสนล้านบาทนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น
.
โดยเนื้อหาคำร้องมีสาระสำคัญดังนี้ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายแทนรัฐสภาได้เฉพาะสถานการณ์พิเศษจริงๆ เท่านั้น เพราะปกติอำนาจการออกกฎหมาย เป็นของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
.
ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่กำหนดข้อยกเว้นให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ หากต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และทำได้เฉพาะกรณีที่มี “
เหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ดังนั้น หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่า หากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน
.
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ” เป็นการแก้ไขวิกฤตแบบฉุกเฉินถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก.หรือไม่ เพราะการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็น “
นโยบายระยะยาว” ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาวิกฤตแบบเฉียบพลัน เนื้อหาหลายส่วนใน พ.ร.ก. อาทิ การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน และ การสนับสนุนนวัตกรรมสีเขียว ซึ่งล้วนแต่เป็นแผนระยะกลางและระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่าง กรณีของการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 69% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด
.
เราจะสามารถลดการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงทันทีได้อย่างไร ในเมื่อโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหลายต่างก็มีสัญญาสัมปทานที่ยังไม่หมดอายุในอีกหลายปี หรือ หากต้องการส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน จำเป็นต้องมีการยกระดับสายส่งให้เป็น smart grid จึงจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือในส่วนนโยบายการลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่างๆ ที่สามารถใช้กลไกงบประมาณตามปกติได้ และทำให้สัดส่วนการรถจดทะเบียนใหม่ที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 49% ของจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด แม้ในช่วงที่หมดมาตรการส่งเสริมแล้วก็ตาม
.
ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องการแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ และต้องทยอยลงทุนตามลำดับความจำเป็น (phasing) ไม่ต่ำกว่า 4 ปี จึงจะสำเร็จ จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากไม่มีมาตรการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในทันที จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้มีการตรา พ.ร.ก. ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172 จริงหรือไม่
.
พรรคประชาชนจึงเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เราไม่เห็นด้วยหากทำด้วยการใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก.เงินกู้ที่ข้ามหัวสภา ดังนั้น การยื่นครั้งนี้จึงเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยเฉพาะแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ตามวรรคหนึ่งหรือไม่
JJNY : 5in1 ศิริกัญญาห่วงซ้ำรอย│เนติวิทย์ไม่ท้อ│เปิดคำร้องปชน.ยื่นศาล│ห้ามปชช.เข้าป่าชายแดน│นักวิทย์เตือนไฟป่าทั่วโลก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5715354
.
.
‘ศิริกัญญา’ กังวลประวัติศาสตร์ซ้ำรอยซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ค้านดึงงบ กทปส.-กองทุนกีฬาฯ มาใช้ผิดวัตถุประสงค์
.
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ 1.3 พันล้านบาทให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ว่า จริงๆ วันนี้มติ ครม.ยังมีความคลุมเครือว่าตกลงใครจะเป็นคนซื้อลิขสิทธิ์ ใครจะเป็นคนจ่ายเงิน จึงสร้างความกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่แหล่งที่มาของเงินก็มาจากหลายส่วน ส่วนหนึ่งมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วอีกส่วนหนึ่งมาจากกองทุนกีฬาของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และเอกชนลงขันกัน
.
น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ซึ่งตอนนั้นก็มีข้อครหาออกมา 2 ส่วน คือส่วนแรก กองทุน กทปส.ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เอาไว้สำหรับการเอามาใช้ในรูปแบบลักษณะนี้ แต่วัตถุประสงค์ของ กทปส. คือการเอาไปใช้ในการที่จะทำให้คนที่เป็นกลุ่มเปราะบางมีโอกาสที่จะเข้าถึงสื่อต่างๆ เช่น คนที่มีรายได้น้อย หรือคนพิการในรูปแบบต่างๆ กองทุนตัวนี้ก็จะเข้าไปช่วยอุดหนุนในส่วนที่จะทำให้คนกลุ่มนี้ได้เข้าถึงมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่ได้มีข้อกำหนดเกี่ยวข้องกับการที่จะทำให้คนทั้งหมดทั้งประเทศได้ดูถ่ายทอดสดบอลโลกฟรี
.
น.ส.ศิริกัญญากล่าวด้วยว่า ส่วนกองทุนพัฒนากีฬา คนอาจจะยังตั้งข้อสังเกตเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วควรจะเอามาใช้ในการพัฒนากีฬาในประเทศมากกว่าการเอาไปซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะบอกว่ามันจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากที่จะพัฒนาเล่นกีฬาอาชีพอะไรต่างๆ ก็ตาม ดังนั้น ความที่มันยังไม่เกิด ความไม่แน่นอนว่าแหล่งเงินจะมาจากที่ไหน ก็ทำให้กังวลว่าท้ายที่สุด ถ้าไม่มีเอกชนเข้ามาลงขัน สุดท้ายอาจจะเป็นรูปแบบการอุดหนุนแบบเดิมๆ หรือไม่
.
น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า แต่ในรอบนี้มีบริบทที่แตกต่างออกไปคือ ประการแรก กฎ Must Have ที่ระเบียบของ กสทช. ที่ระบุว่าจะต้องมีรายการกีฬาใดบ้างที่ต้องมีการถ่ายทอดสดฟรีให้กับประชาชนได้ดู และเอาฟุตบอลโลกออกไปแล้ว ดังนั้น ก็ไม่ได้มีความจำเป็นขนาดนั้นอีกต่อไป ที่จะต้องมีการถ่ายทอดสดให้คนได้ดูฟรีใช่หรือไม่
.
ส่วนประการที่สองเป็นเรื่องแรงจูงใจของเอกชน เช่น ในครั้งก่อนหน้าก็ยังเป็นคดีความกันอยู่เลย เรื่องระหว่าง True กับ กสทช. ที่เมื่อได้สิทธิ์ในการถ่ายทอดสดไปแล้ว กลับไม่ได้มีการปฏิบัติตามกฎ Must Carry คือทำให้ไม่สามารถดูได้ผ่านทุกๆ ช่องทาง ทุกแพลตฟอร์ม บางกล่องก็เกิดปรากฏการณ์จอดำใช่หรือไม่ หรือว่าบางแพลตฟอร์มก็ดูไม่ได้ เป็นต้น เพราะว่ามีการบล็อก เนื่องจากคนที่ใส่เงิน เขาก็มีแรงจูงใจที่จะแสวงหาผลกำไรจากการที่ได้ลงทุนไปแล้วทั้งนั้น ดังนั้น ก็เป็นเหตุผลว่าถ้ารอบนี้จะต้องมีการซื้อลิขสิทธิ์จริงๆ ขอให้เป็นเอกชนที่มีแรงจูงใจในเรื่องนี้ ในการเป็นคนที่ใส่เงินลงมามากกว่าที่จะเป็นทางฝั่งของภาครัฐ
.
น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลรีบฟันธงว่าได้ดูฟรีแน่นอน ก็ทำให้อำนาจต่อรองในการที่จะพูดคุยเจรจากับทางเอเยนต์ที่ถือสิทธิ์ในการขายลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเองก็ดี หรือว่าเอกชนที่อยากที่จะลงขัน แต่ไม่ได้อยากที่จะลงเงินตัวเองทั้งหมด อาจจะใช้ตรงนี้ในการที่จะเป็นช่องเรียกร้องให้รัฐบาลต้องเป็นคนจ่ายเงินสมทบด้วยหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งบประมาณที่ต้องเอามาจับจ่ายใช้สอยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า แต่ในความเป็นจริง เงินจากกองทุนมันก็มีวัตถุประสงค์ของมันอยู่ แล้วถ้ามันไม่ได้เอามาใส่ในกองทุน มันก็ควรจะต้องเป็นรายได้ที่นำส่งเข้าคลังด้วยซ้ำไป
.
“ดังนั้น ก็อยากให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญในเรื่องนี้ให้ดี อย่าใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เพียงเพื่อที่จะสร้างคะแนนนิยมในระยะสั้น จากการที่เอาใจแฟนบอล เพราะว่าเราก็ไม่ได้มีเจตนาที่ทำให้ขัดขวางไม่ให้แฟนบอลไม่ได้มีโอกาสได้ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหรอก เพียงแต่เราก็อยากให้รัฐบาลใช้เงินได้อย่างโปร่งใส ตรงตามวัตถุประสงค์ แล้วก็นำไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนมากกว่า” น.ส.ศิริกัญญากล่าว.
.
.
เนติวิทย์ ยืนหยัดสู้มา 12 ปี ผลกม.เกณฑ์ทหารไม่ขัดรธน. แต่ไม่ท้อ เชื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ https://www.matichon.co.th/politics/news_5715326
.
เนติวิทย์ ชี้ ไม่ผิดคาด ศาลรธน.ชี้กม.เกณฑ์ทหารไม่ขัดรธน. ยันไม่ท้อหลังยืนหยัดสู้โดยไม่บิดพลิ้วมา 12 ปี ลั่นมีคนจำนวนมากต้องทุกข์กับสิ่งนี้ ลั่นถ้าช่วยกัน ยอมเหนื่อยมากหน่อย การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้
.
จากกรณี นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้อ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่เข้าร่วมการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องจากเห็นว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ก่อนถูก ดำเนินคดีด้วยข้อหาหลีกเลี่ยงเกณฑ์ทหารตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 45 โดยต่อมา เนติวิทย์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ขอให้ส่งคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่ามาตรา 27 และมาตรา 45 พ.ร.บ.รับราชการทหารซึ่งเกี่ยวกับการเรียกชายไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารและการกำหนดโทษในกรณีไม่เข้ารับการตรวจเลือกนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัย ว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2567 มาตรา 27 และมาตรา 45 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31
.
ทังนี้ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวระบุว่า
.
“สำหรับผม มติศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาไม่ได้ผิดคาดสักเท่าไหร่ ในเมื่อเหตุปัจจัยในปัจจุบันเป็นแบบนี้ ผลออกมาแบบนี้ก็ธรรมดา โดยส่วนตัว ผมได้ทำหน้าที่คือการต่อสู้ในทางความเชื่อของตนโดยไม่บิดพลิ้วตลอด 12 ปี ความสุขความพอใจในการยืนหยัดสิ่งที่ตนเชื่อมีคุณค่ามากกว่าความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวันนี้ ชีวิตผมมีความหมาย และความหมายของผมก็เพื่อเด็กๆ ในอนาคตที่จะมีเสรีภาพและสันติภาพในชีวิต
.
ผมอยากเชิญชวนทุกคนครับว่า ถ้าหากเห็นปัญหาอะไรที่ตนไม่พอใจ ขัดข้องใจ อย่างเรื่องเกณฑ์ทหาร คนส่วนใหญ่ก็คงจะเห็นในทางเดียวกันนี้ ก็ขอให้ใช้สติปัญญาคิดว่าจะแก้ไขอะไรมันได้ไหม มากกว่าการบ่นหรือเอาตัวรอดเชิงปัจเจก คนจำนวนมากต้องทุกข์กับสิ่งนี้ และเราก็มีพันธะในฐานะมนุษย์ที่จะใช้สติปัญญาช่วยเหลือกัน คิดหาทางออกให้ได้ ช่วยเหลือสังคมของเราให้น่าอยู่มากขึ้น ผมคิดว่าการต่อสู้ของผมมันเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ แค่การทดลองนี้อาจจะยังไม่สำเร็จดีเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดี ถ้าเราดูการต่อสู้ยกเลิกเกณฑ์ทหารในหลายๆ ที่ เขาก็สู้กันเป็นสิบกว่าปี และหลายๆ คนก็เสียสละมากกว่าผมเสียอีก
.
ดังนั้น แม้ผมทำไม่สำเร็จ ก็ไม่ใช่เรื่องให้ท้อหรือเศร้าอะไร แต่ขอให้คิดว่าเราจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร เราได้บทเรียนอะไรบ้าง เราจะทำให้ดีกว่าที่ผมทำได้ยังไง มีประสิทธิผลมากกว่านี้ได้อย่างไร ถ้าเราช่วยกันจริงๆ การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้ ก็ยอมเหนื่อยกันให้มากขึ้นหน่อย คิดสร้างสรรค์ให้มากๆ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้ครับ
.
https://www.facebook.com/Netiwitntw/posts/pfbid02kQHzeD3GbL33neyFXqHdBxvK8pTRQGNHs7xmJVMoWcQHSkdktHhicbXTT2BLbK9Yl
.
.
เปิดคำร้อง พรรคประชาชน ยื่น ศาลรธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5715273
.
เปิดคำร้อง ‘พรรคประชาชน’ ยื่น ศาลรธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
.
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 4 แสนล้านบาทนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น
.
โดยเนื้อหาคำร้องมีสาระสำคัญดังนี้ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายแทนรัฐสภาได้เฉพาะสถานการณ์พิเศษจริงๆ เท่านั้น เพราะปกติอำนาจการออกกฎหมาย เป็นของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
.
ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่กำหนดข้อยกเว้นให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ หากต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และทำได้เฉพาะกรณีที่มี “เหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ดังนั้น หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่า หากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน
.
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ” เป็นการแก้ไขวิกฤตแบบฉุกเฉินถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก.หรือไม่ เพราะการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็น “นโยบายระยะยาว” ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาวิกฤตแบบเฉียบพลัน เนื้อหาหลายส่วนใน พ.ร.ก. อาทิ การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน และ การสนับสนุนนวัตกรรมสีเขียว ซึ่งล้วนแต่เป็นแผนระยะกลางและระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่าง กรณีของการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 69% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด
.
เราจะสามารถลดการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงทันทีได้อย่างไร ในเมื่อโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหลายต่างก็มีสัญญาสัมปทานที่ยังไม่หมดอายุในอีกหลายปี หรือ หากต้องการส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน จำเป็นต้องมีการยกระดับสายส่งให้เป็น smart grid จึงจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือในส่วนนโยบายการลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่างๆ ที่สามารถใช้กลไกงบประมาณตามปกติได้ และทำให้สัดส่วนการรถจดทะเบียนใหม่ที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 49% ของจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด แม้ในช่วงที่หมดมาตรการส่งเสริมแล้วก็ตาม
.
ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องการแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ และต้องทยอยลงทุนตามลำดับความจำเป็น (phasing) ไม่ต่ำกว่า 4 ปี จึงจะสำเร็จ จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากไม่มีมาตรการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในทันที จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้มีการตรา พ.ร.ก. ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172 จริงหรือไม่
.
พรรคประชาชนจึงเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เราไม่เห็นด้วยหากทำด้วยการใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก.เงินกู้ที่ข้ามหัวสภา ดังนั้น การยื่นครั้งนี้จึงเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยเฉพาะแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ตามวรรคหนึ่งหรือไม่