วันก่อนไปซูเปอร์ฯ ญี่ปุ่นเจอป้ายนี้
เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นกิมมิกที่ดูน่ารักและเข้าท่าดีเลยหยิบมาเล่าสู่กันฟัง
มันคือป้ายประมาณว่า ‘คุณขอมาเราจัดให้’
คือถ้าลูกค้ามีสินค้าอะไรที่อยากได้ก็เขียนบอกไป
แล้วทางซูเปอร์ฯเขาก็จะเอาสินค้านั้นมาสนองตอบ
.
อย่างป้ายนี้มีลูกค้าเขียนมาว่า
อบขนมปังตอไม้ (ชื่อเมนู) ของโซนเบเกอรี่ในซูเปอร์ฯ นี้มาก
กินทุกสัปดาห์มายี่สิบกว่าปีแล้ว แต่พักหลังๆ ไม่เห็นเอามาขาย
เลยอยากให้เอามาขายอีก วันละ 2-3 ชิ้นก็ยังดี ได้โปรด
.
พร้อมระบุวันที่ที่ได้รับความคิดเห็นจากลูกค้า
ซึ่งทางซูเปอร์ฯ ก็ตอบกลับว่า ทางเราได้รับเรื่องแล้ว
ขนมปังตอไม้จะกลับมาจำหน่ายอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 13 เป็นต้นไป
และจะนำมาขายอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณที่สนับสนุน จบ
.
คือลูกค้าขอมาก็จัดให้ ไม่มีอะไรซับซ้อน
จริงๆ ไม่ต้องเขียนบอกก็ได้ แค่เอามาขายต่อก็จบ
แต่พอทำออกมาเป็นป้ายพร้อมข้อความตอบกลับแบบนี้
มันทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าทางซูเปอร์ฯ ใส่ใจที่จะรับฟัง
และสนองตอบในสิ่งที่ต้องการได้จริงๆ
.
พอมีการตามเรื่องให้ มีข้อความตอบกลับ มีปฏิสัมพันธ์อย่างจริงใจ
มันก็ได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ ทีนี้พอลูกค้าคนอื่นเห็นว่าทำแบบนี้ก็ได้ด้วย
ก็อาจจะมาเขียนในสิ่งที่ตัวเองต้องการบ้าง
กลายเป็นปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างห้างร้านกับลูกค้า
จากที่เคยเป็นขาจรก็อาจจะกลายเป็นขาประจำเพราะอยากมาดูว่าของที่ขอไปจะได้ไหม
จะจัดให้หรือยัง ขณะเดียวกันทางซูเปอร์ฯ ก็จะได้รู้ด้วยว่า
สินค้าตัวไหนเป็นที่ต้องการมากน้อย
ถ้าห้างจัดให้ได้ก็วินวินกันทั้งคู่
คือซูเปอร์ได้ขาย ลูกค้าก็ได้ซื้อ
.
ประเด็นของเรื่องอยู่ตรงความใส่ใจ ด้วยการรับฟังและตามเรื่องให้
ก่อนจะขยี้ต่อด้วยการโชว์ให้เห็นว่าเราทำจริงๆ น้า
ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ห้างร้านญี่ปุ่นนิยมใช้
จนกลายส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมบริการในญี่ปุ่นมานานนม
.
ไม่ใช่แค่ให้แสดงความคิดเห็นแล้วจบกัน
หลังจากนั้นก็หายวับ ไม่มีฟีดแบ็กอะไรทั้งสิ้น
เจอแบบนั้นใครจะอยากแสดงความคิดเห็น
ไอเดียซื้อใจลูกค้าของห้างญี่ปุ่นด้วยกระดาษไม่กี่แผ่น
เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นกิมมิกที่ดูน่ารักและเข้าท่าดีเลยหยิบมาเล่าสู่กันฟัง
มันคือป้ายประมาณว่า ‘คุณขอมาเราจัดให้’
คือถ้าลูกค้ามีสินค้าอะไรที่อยากได้ก็เขียนบอกไป
แล้วทางซูเปอร์ฯเขาก็จะเอาสินค้านั้นมาสนองตอบ
.
อย่างป้ายนี้มีลูกค้าเขียนมาว่า
อบขนมปังตอไม้ (ชื่อเมนู) ของโซนเบเกอรี่ในซูเปอร์ฯ นี้มาก
กินทุกสัปดาห์มายี่สิบกว่าปีแล้ว แต่พักหลังๆ ไม่เห็นเอามาขาย
เลยอยากให้เอามาขายอีก วันละ 2-3 ชิ้นก็ยังดี ได้โปรด
.
พร้อมระบุวันที่ที่ได้รับความคิดเห็นจากลูกค้า
ซึ่งทางซูเปอร์ฯ ก็ตอบกลับว่า ทางเราได้รับเรื่องแล้ว
ขนมปังตอไม้จะกลับมาจำหน่ายอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 13 เป็นต้นไป
และจะนำมาขายอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณที่สนับสนุน จบ
.
คือลูกค้าขอมาก็จัดให้ ไม่มีอะไรซับซ้อน
จริงๆ ไม่ต้องเขียนบอกก็ได้ แค่เอามาขายต่อก็จบ
แต่พอทำออกมาเป็นป้ายพร้อมข้อความตอบกลับแบบนี้
มันทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าทางซูเปอร์ฯ ใส่ใจที่จะรับฟัง
และสนองตอบในสิ่งที่ต้องการได้จริงๆ
.
พอมีการตามเรื่องให้ มีข้อความตอบกลับ มีปฏิสัมพันธ์อย่างจริงใจ
มันก็ได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ ทีนี้พอลูกค้าคนอื่นเห็นว่าทำแบบนี้ก็ได้ด้วย
ก็อาจจะมาเขียนในสิ่งที่ตัวเองต้องการบ้าง
กลายเป็นปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างห้างร้านกับลูกค้า
จากที่เคยเป็นขาจรก็อาจจะกลายเป็นขาประจำเพราะอยากมาดูว่าของที่ขอไปจะได้ไหม
จะจัดให้หรือยัง ขณะเดียวกันทางซูเปอร์ฯ ก็จะได้รู้ด้วยว่า
สินค้าตัวไหนเป็นที่ต้องการมากน้อย
ถ้าห้างจัดให้ได้ก็วินวินกันทั้งคู่
คือซูเปอร์ได้ขาย ลูกค้าก็ได้ซื้อ
.
ประเด็นของเรื่องอยู่ตรงความใส่ใจ ด้วยการรับฟังและตามเรื่องให้
ก่อนจะขยี้ต่อด้วยการโชว์ให้เห็นว่าเราทำจริงๆ น้า
ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ห้างร้านญี่ปุ่นนิยมใช้
จนกลายส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมบริการในญี่ปุ่นมานานนม
.
ไม่ใช่แค่ให้แสดงความคิดเห็นแล้วจบกัน
หลังจากนั้นก็หายวับ ไม่มีฟีดแบ็กอะไรทั้งสิ้น
เจอแบบนั้นใครจะอยากแสดงความคิดเห็น