ขอพื้นที่ระบายหน่อยค่ะเพื่อนๆ อาจจะยาวหน่อยนะคะ ปัญหาความรัก

สวัสดีค่ะ เราขอใช้นามสมมติแทนตัวเองว่าเอ แทนแฟนเราว่าบีนะคะ เรากับบีคบกันได้เกือบ6เดือนแล้ว ที่ผ่านมาก็คบๆเลิกๆมาตลอดแต่ส่วนใหญ่ที่เป็นฝ่ายง้อคือเราค่ะ เรื่องที่เราไม่สบายใจมันมีอยู่ว่าเมื่อวัน้สาร์ที่ผ่านมา ช่วงเวลา6โมง แฟนเราบ่นอยากกินเค้กช็อกโกแลต เราเลยไปเดินหาซื้อให้ที่ตลาดนัดกกท. จนถึงทุ่มนิดๆ เราเดินกลับมาที่บ้าน(บ้านเราอยู่แถวกกท.นั่นแหละค่ะ) และจะไปรอรับแฟนตามปกติที่เดอะมอลล์บางกะปิ (ซึ่งเราใช้วิธีเดินไปตลอดนะคะเพราะเราขับรถไม่เป็น และอยากเก็บเหรียญไว้เป็นค่าเดินทางไปทำงานตอนเช้ามากกว่าเลยเลือกที่จะเดิน) เราใช้เวลาเดินพอสมควรแต่ก็ชินแล้ว ประมาณทุ่ม40เราก็เดินไปถึงเดอะมอลล์แล้ว เราก็ไปนั่งรอที่ประจำเราที่ๆเขาเดินผ่านปกติ เราก็ทักถามเขาค่ะว่า วันนี้เลิก2ทุ่ม หรือทำงานลากยาวถึง4ทุ่มอีก(ปกติแฟนเราจะเลิก2ทุ่มแต่ช่วงนี้งานเขาหนักเราเลยทักถาม) แต่กลายเป็นว่าเขาไม่อ่านเลยเราก็คิดว่าเขาคงยุ่งแหละ จนเกือบ2ทุ่ม เขาอ่านแต่เขาไม่ตอบ เลยคิดว่าเออ คงจะยุ่งจริงๆย่าจะเลิกเลทอีก เราก็รอๆๆไปจน2ทุ่ม13 อยู่ๆเขาโทรมา แล้วพูดว่า “ไปเดินแรดที่ไหนอีก”(พูดในน้ำเสียงเชิงหยอกล้อนะคะ ปกติเราแกล้งกันแบบนี้อยู่แล้ว) เราเลยตอบเขาไปว่า “หนูก็รอพี่อยู่ที่เดิม” เขาก็ถามกลับมาว่า“ที่ไหน” เราเลยบอกว่า “ก็ที่ๆพี่เดินผ่าน” เขาถามกลับมาว่า “แล้วไปทำอะไรตรงนั้นยังอยู่ตรงนั้นหรอทำไมไม่กลับ” เราก็ตอบกลับ ”ไปว่าก็มารอพี่ พี่อ่ะอยู่ไหน“ เขาก็บอกว่าเขาถึงบ้านสักพักแล้ว เราก็เลยมีฟีลคิดในใจแบบ เอ้า ถึงบ้าน? แล้วไม่เห็นหรอว่าเรานั่งอยู่ที่เดิม เราเลยถามกลับไปน้ำเสียงกระแทกแดกดันนิดหน่อยเพราะโกรธปนน้อยใจอ่ะค่ะ ว่า“แล้วทักไปถามว่าเลิกกี่โมงตั้งนานปล้วทำไมพี่อ่านไม่ตอบ” เขาตอบกลับมาแค่ว่าก็ฝนตกปรอยๆพี่เอาโทรศัพท์ใส่ใต้เบาะ เราโกรธมากๆที่เรามารอตั้งนาน คิดว่าเขายุ่งๆวุ่นๆเลยไม่ตอบก็อุส่ารออยู่อย่างงั้น แต่ก็พยายามสงบสติไว้ตอบเขากลับไปสั้นๆว่า “อือ เดี๋ยวกลับแล้วถ้างั้น” จนกระทั่งเขาพูดว่ารีบกลับนะพี่ซื้อปูกับกุ้งมาทำกับข้าว แค่ประโยคนั้นก็ทำให้ใจเราเย็นลงมากแล้ว แทบจะลืมเรื่องไม่ดีไปเลย สุดท้ายเราก็ต้องเดินกลับไปตามเดิมค่ะ กว่าจะถึงก็เกือบ3ทุ่ม เราเดินช้าเพราะรองเท้ากัดด้วย ตอนเดินก็คิดนะว่าเอ้อ เขาไม่คิดจะออกปากมารับเลยหรอ มันก็เริ่มดึกแล้วไม่เป็นห่วงหน่อยหรอเราเดินคนเดียว แต่ก็ได้แค่คิดน้อยใจแล้วเก็บไว้ค่ะ เพราะรู้ว่าช่วงนี้งานเขาหนักจริงๆ และเขามีปัญหากับหัวหน้า ไม่อยากเอาเรื่องที่เขาไม่ได้ตั้งใจไปทะเลาะให้เขาเหนื่อยกว่าเดิม พอกลับมาถึงเขาก็ทำเสียงดุค่ะ บอกว่าทำไมเพิ่งกลับมาป่านนี้ อยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง พอเขาเปิดประโยคมาแบบนี้น้ำเสียงนี้เราก็กลับมาหงุดหงิดเลยค่ะ แต่ไม่ได้พูดแรงแค่ตอบเขาไปว่ารองเท้ากัดเดินช้า เขาก็ใช้ให้เราไปหาไขควงเพราะเขาจะซ่อมเครื่องซักผ้าก่อน เราก็หาช่วยนะคะ แต่ก็ไม่คุยกับเขาเลย ผ่านไปสักพักทำนู่นทำนี่เสร็จ เขาก็ถามว่าเป็นอะไร เราก็ตอบไปแค่ว่าไม่ได้เป็นอะไร(เพราะทุกครั้งที่เราพูดว่าเราเป็นอะไรเขาจะตอบกลับมาว่าเรื่องแค่นี้เอง เรื่องเล็กๆ ไม่ก็บอกว่าเนางี่เง่าประสาทแดก เราเลยไม่อยากบอกอะไรต่อ) แล้วก็กินข้าวตามปกติค่ะ เขาก็อยู่แบบนั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีคำขอโทไม่มีตำถามไถ่ว่าไปรอตั้งแต่ตอนไหนกลับยังไง จนเราก็น้อยใจมาจนถึงวันจันทร์นี้ค่ะ


ต่ออีกเรื่องนะคะ วันจันทร์ที่เกิดอีกเรื่องขึ้นคือ เขาทักเรามาแล้วว่าเขาจะออกจากงานเพราะเขาไม่ไหวแล้ว เขาเครียด เราก็ให้กำลังใจต่างๆนาๆสารพัด บอกเขาว่าเออ ถ้าย้ายงาน งานใหม่อ่ะมันอาจจะยังได้เงินไม่เต็มนะเดือนหน้า อะไรที่หนูพอจะแบ่งเบาได้หนูจะช่วยนะเรื่องค่าใช้จ่าย ก็คุยกันปกติทั้งวันค่ะ จนถึงช่วงที่เขาใกล้เลิกงาน(รอบนี้เราไม่ได้ไปรอแล้วเพราะยังเสียความรู้สึกอยู่) เขาทักมาว่าไปกินจิ้มจุ่มนะ เราก็บอกว่าโอเค ในใจเราจะเลี้ยงเขาอยู่แล้ว เพราะปกติช่วงนี้เราก็เลี้ยงเขา เพราะเขาหมดเงินไปกับค่าซ่อมรถของเขาแล้ว ซึ่งเรื่องค่าใช้จ่ายนี่เราไม่เคยบ่นอยู่แล้วค่ะ พอเขากลับมาถึงบ้าน เขาไม่พูดไม่จากับเรา เราก็พยายามคิดในแง่ดี ว่าเขาคงเหนื่อยเครียดแหละ เราเลยไปนวดๆให้เขา(เพราะเราทำอะไรไม่ค่อยเป็นมาก พูดให้กำลังใจไม่เก่ง และโง่ด้วยที่ไม่เข้าใจงานเขา เพราะเขาเคยบอกว่าเพื่อนๆทุกคนที่เขาปรึกษาเข้าใจหมด ยกเว้นเรา) เราเลยไม่ค่อยพูดอะไรมากแค่นวดๆบีบๆให้เขาแล้วบอกว่า “พี่จ๋า งานใหม่พี่จ๋าได้อยู่แล้ว พี่จ๋าเก่ง ถ้าพี่จ๋าเครียดหรืออยากระบายอะไรกับหนูพูดได้ตลอดเลยนะ ถึงหนูจะโง่ไม่รู้เรื่อง ให้คำปรึกไม่ได้ แต่หนูจะคอยรับฟังพี่จ๋าเองนะ“ เขาไม่ตอบอะไรเราก็บีบๆไปต่อ จนกระทั่งเขาลุกไปใส่เสื้อผ้า น่าจะไปกินจิ้มจุ่ม เราก็ไปเตรียมตัวพร้อมออก แต่ก่อนจะออกมันดันเกิดเรื่องคือ เขาตั้งโทรึไว้บนเตียง และเราเห็นเขาเปิดยูทูป เออมันน่าสนใจดีเรื่องพี่ เราเลยนั่งลงบนเตียงเพื่อจะดูว่าคือเรื่องอะไร แต่เราอ่ะไม่เห็นว่าเขาตั้งแว่นตาเขาไว้อยู่ คือแว่นตามันสีดำ ผ้าปูที่นอนก็สีดำและเรานั่งทับลงไป แต่แว่นมันไม่ได้หักอะไรนะคะ เขาก็หงุดหงิดค่ะ จากที่จะไปข้างนอกเขาก็มาปิดไฟงีบเลย เราก็ปล่อยเขางีบไป2ชม.ค่ะ แต่เราทนไม่ไหวเพราะเรารู้สึกผิดมากเราเลยไปขอโทษเขา เรากอดเขาแต่เขาปัดมือเราออกอย่างแรงเลย แล้วพูดว่า“อย่ามายุ่งกับกู กูต้องอดข้าวมาทั้งวันเพราะ แทนที่กูจะได้ไปกินจิ้มจุ่มอย่างมีความสุขก็มาสร้างปัญหาจนได้” เราเลยถามเขาว่า ”สิ่งที่หนูทำมันผิดขนาดนั้นเลยหรอ อย่างน้อยๆใจเย็นกับหนูสักนิดได้มั้ย แว่นมันไม่ได้หักนะมันยังใช้งานได้อยู่ ถ้าอยู่ๆหนูไปถ่างแว่นพี่เล่นจนมันหัก ถ้าแบบนั้นหนูจะไม่อะไรเลยแต่นี่ไม่ได้ตั้งใจ หรือถ้าพี่อยากได้อันใหม่เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูไปร้านเดิมให้เขาซ่อมให้ถ้าเขาซ่อมไม่ได้หนูตัดใหม่ให้พี่เลย ให้อภัยกันไม่ได้เลยหรอ หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ“ เขาก็บอกว่า”แล้วไง กูมีเรื่องซวยมาทั้งวันแล้วกูแค่อยากอยู่แบบสงบสุข ก็ยังมาทำให้กูซวยขึ้นไปอีก มันตัวปัญหาตลอดเมื่อไหร่จะรู้ตัว“ เราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากขอโทษและขอให้เขาให้อภัยเราได้มั้ย เขาก็ไม่ยอม และบอกว่าทุกอย่างเป็นความผิดเรา เขาพูดมาว่า สำกรับเรามันคือเรื่องเล็ก สำหรับเขามันคือเรื่องใหญ่ ซึ่งเราไม่เคยมองความรู้สึกเขาเป็นเรื่องเล็กเลย เราเข้าใจเขาด้วยซ้ำว่าเออ เป็นเพราะอะไรๆมันโถมใส่เขาเลยหงุดหงิดง่าย แต่ขออย่างเดียวใจเย็นๆและอย่าผลักไสเราเลย(ปกติเวลาทะเลาะกันเขาจะประชดด้วยการบอกเลิก การไล่ หรือบอกว่าไม่ต้องมายุ่งต่างคนต่างอยู่ตลอดซึ่งเราไม่ชอบมากๆเคยคุยแล้วไม่มีไรดีขึ้นเราเลยทน) แต่เขาบอกว่า้ราไมาเคยเข้าใจเขา ทีนี่เราทนไม่ไหวเราเลยระเบิดออกมาบ้าง ว่า “หนูไม่เคยบอกว่าเป็นเรื่องเล็กหนูแค่อยากให้พี่ใจเย็น หนูรู้หนูผิดถึงจะไม่ได้ตั้งใจก็ผิด หนูก็พยายามชดเชยให้พี่แล้ว พยายามหาทางออกให้ไม่ใช่ปล่อยปะละเลยทำเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น แต่ขอแค่พี่ใจเย็นได้มั้ย ไม่ต้องพูดดีกับเราก็ได้ เราแค่ขอกอดพี่เงียบๆ” เขาก็ตอบกลับมาว่ารำคาไม่อยากยุ่ง เราเลยสวนกลับไปถึงเรื่องเมื่อวันเสาร์ ประมาณว่า “พี่คิดว่าหนูไม่มีเรื่องให้เครียดเลยหรอ หนูก็ทำงาหนูก็เครียดนะเว้ย แต่ทุกครั้งที่พี่ทำให้หนไม่พอใจ หงุดหงิดหรือน้อยใจ หนูพยายามใจเย็นเข้าใจพี่ตลอดพี่จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ อย่างเรื่องวันเสาร์หนูก็พยายามเข้าใจว่าเออ พี่คงไม่เห็นหนูจริง ถ้าพี่เห็นพี่คงเรียกหนูแล้ว แต่นี่พี่ไม่ได้ตั้งใจและพี่เครียด หนูโกรธน้อยใจแค่ไหนหนูก็พยายามเก็บไว้ แต่นี่แว่นพี่ หนูยอมรับหนูเป็นคนนั่งทับแต่มันยังพอใช้งานได้อยู่ ต่อให้เสียมันไม่ได้มีอันเดียวในโลกมันซ่อมได้ซื้อใหม่ได้ พี่ลองคิดดูนะ แว่นพี่มันสามารถเปลี่ยนได้ตลอด แต่ความรู้สึกของคนที่คอยอยู่ข้างๆพี่อ่ะถ้าพังไปแล้วมันพังไปเลยนะ” เขาก็ไม่ยอมเขาก็บอกแค่ว่า “แล้วทำอะไรให้กูได้บ้างนอกจากบ่นๆๆตั้งแต่4ทุ่มจนนี่จะเที่ยงคืนละ” พอเราจะพูดว่าพี่ต้องการอะไรเขาก็ดักด้วยการบอกว่าไม่ต้อง กูไม่ต้องการอะไรจาก พอกันทีเลิกมายุ่งกับกู เราก็ได้แต่ร้องไห้ขอให้เขายกโทษให้ พยายามไปง้อด้วยการให้เขาเลือกของกินในไลน์แมน เพราะเขาไม่ค่อยมีเงิน เลยจะออกให้ แต่เขาก็ไม่เอา ไม่เอาอะไรเลย

ในความคิดเพื่อนๆคิดยังไงกับ2เรื่องนี้หรอคะ เรายังพยายามไม่พออีกหรอ หรือว่าสิ่งที่เราทำมันให้อภัยกันไม่ได้จริงๆจนต้องผลักไสเราขนาดนั้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่