คำถามคือ ถ้ารัฐบาลต้องการให้กระเป๋าเงินของประเทศมีเม็ดเงินหมุนเวียนเท่าเดิม อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะต้องพุ่งไปอยู่ที่จุดไหน?
คณิตศาสตร์เบื้องหลังโครงสร้างภาษี
เพื่อตอบคำถามนี้ เราต้องมาดูโครงสร้างรายได้หลักของกรมสรรพากร (อ้างอิงจากสัดส่วนการจัดเก็บรายได้โดยเฉลี่ยในสถานการณ์ปกติ)
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7%: ปัจจุบันสร้างรายได้ให้รัฐประมาณ 800,000 - 900,000 ล้านบาทต่อปี
ภาษีเงินได้ (รวมนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา): สร้างรายได้รวมกันประมาณ 1.1 - 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี
หากเราลบรายได้จากภาษีเงินได้ออกไปทั้งหมด รัฐบาลจะมีรูโหว่ทางการเงินที่ต้องอุดทันทีประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท
เมื่อเทียบจากฐานภาษีเดิม ทุกๆ 1% ของ VAT ที่เก็บเพิ่ม จะสร้างเม็ดเงินได้ประมาณ 120,000 ล้านบาท ดังนั้น หากต้องการเงิน 1.15 ล้านล้านบาทกลับคืนมา รัฐจะต้องขยับเพดาน VAT ขึ้นอีกประมาณ 9.5% ถึง 10%
บทสรุปของตัวเลข: ประเทศไทยจะต้องปรับขึ้น VAT จาก 7% ไปอยู่ที่ระดับ 16.5% - 17% รัฐบาลจึงจะมีรายได้เทียบเท่ากับปัจจุบัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ดาบสองคมของการเก็บภาษีทางเดียว
แม้ตัวเลขบนกระดาษจะบอกว่ารัฐเก็บรายได้เท่าเดิม แต่ในโลกเศรษฐศาสตร์แห่งความเป็นจริง การเปลี่ยนโครงสร้างภาษีแบบสุดโต่งเช่นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล:
1. สวรรค์ของนักลงทุนและคนรวย (Capital Inflow) การปลดล็อคภาษีเงินได้นิติบุคคล (0%) และบุคคลธรรมดา (0%) จะทำให้ไทยกลายเป็น "Tax Haven" หรือสวรรค์ปลอดภาษีที่น่าดึงดูดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บริษัทยักษ์ใหญ่และกลุ่มคนที่มีทักษะสูง (Talent) จะหลั่งไหลเข้ามาตั้งฐานในไทย เพราะหาเงินได้เท่าไหร่ก็รับเต็มกระเป๋า
2. ภาระหนักอึ้งของคนฐานราก (Regressive Tax Effect) นี่คือผลกระทบด้านลบที่รุนแรงที่สุด ภาษีเงินได้เป็นระบบ "อัตราก้าวหน้า" (คนรวยจ่ายมาก คนรายได้น้อยไม่เสีย) แต่ VAT คือภาษีที่บังคับเก็บเท่ากันทุกคนเมื่อมีการใช้จ่าย การขยับ VAT ขึ้นไปแตะ 17% จะทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นทันที ผู้ที่มีรายได้น้อยซึ่งต้องนำเงินส่วนใหญ่ไปซื้อของอุปโภคบริโภค จะรับภาระภาษีหนักกว่าคนรวยเมื่อเทียบสัดส่วนรายได้ต่อหัว
3. การหดตัวของการบริโภค (Consumption Shock) เมื่อสินค้าทุกชิ้นบนชั้นวางแพงขึ้น 10% ทันทีจากฐานภาษีใหม่ กลไกทางจิตวิทยาและกำลังซื้อของประชาชนจะหดตัวลงอย่างฉับพลัน ผู้คนจะชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เมื่อการบริโภคโดยรวมของประเทศลดลง ฐานการเก็บ VAT ก็จะเล็กลงตามไปด้วย สุดท้ายแล้ว แม้จะตั้ง VAT ไว้ที่ 17% รัฐบาลก็อาจจะเก็บรายได้ไม่ได้ตามเป้าหมายที่คำนวณไว้ตั้งแต่แรก
โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไร้ซึ่งภาษีเงินได้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายตัวเลขจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา แต่เป็นการเปลี่ยนกลไกการกระจายความมั่งคั่ง ซึ่งในท้ายที่สุด อาจต้องแลกมาด้วยความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นกว่าเดิม
จะเกิดอะไรขึ้น หากประเทศไทยยกเลิกการเก็บภาษีเงินได้ทั้งหมด แล้วหันไปพึ่งพารายได้จากVATเพียงอย่างเดียว
คณิตศาสตร์เบื้องหลังโครงสร้างภาษี
เพื่อตอบคำถามนี้ เราต้องมาดูโครงสร้างรายได้หลักของกรมสรรพากร (อ้างอิงจากสัดส่วนการจัดเก็บรายได้โดยเฉลี่ยในสถานการณ์ปกติ)
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7%: ปัจจุบันสร้างรายได้ให้รัฐประมาณ 800,000 - 900,000 ล้านบาทต่อปี
ภาษีเงินได้ (รวมนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา): สร้างรายได้รวมกันประมาณ 1.1 - 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี
หากเราลบรายได้จากภาษีเงินได้ออกไปทั้งหมด รัฐบาลจะมีรูโหว่ทางการเงินที่ต้องอุดทันทีประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท
เมื่อเทียบจากฐานภาษีเดิม ทุกๆ 1% ของ VAT ที่เก็บเพิ่ม จะสร้างเม็ดเงินได้ประมาณ 120,000 ล้านบาท ดังนั้น หากต้องการเงิน 1.15 ล้านล้านบาทกลับคืนมา รัฐจะต้องขยับเพดาน VAT ขึ้นอีกประมาณ 9.5% ถึง 10%
บทสรุปของตัวเลข: ประเทศไทยจะต้องปรับขึ้น VAT จาก 7% ไปอยู่ที่ระดับ 16.5% - 17% รัฐบาลจึงจะมีรายได้เทียบเท่ากับปัจจุบัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ดาบสองคมของการเก็บภาษีทางเดียว
แม้ตัวเลขบนกระดาษจะบอกว่ารัฐเก็บรายได้เท่าเดิม แต่ในโลกเศรษฐศาสตร์แห่งความเป็นจริง การเปลี่ยนโครงสร้างภาษีแบบสุดโต่งเช่นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล:
1. สวรรค์ของนักลงทุนและคนรวย (Capital Inflow) การปลดล็อคภาษีเงินได้นิติบุคคล (0%) และบุคคลธรรมดา (0%) จะทำให้ไทยกลายเป็น "Tax Haven" หรือสวรรค์ปลอดภาษีที่น่าดึงดูดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บริษัทยักษ์ใหญ่และกลุ่มคนที่มีทักษะสูง (Talent) จะหลั่งไหลเข้ามาตั้งฐานในไทย เพราะหาเงินได้เท่าไหร่ก็รับเต็มกระเป๋า
2. ภาระหนักอึ้งของคนฐานราก (Regressive Tax Effect) นี่คือผลกระทบด้านลบที่รุนแรงที่สุด ภาษีเงินได้เป็นระบบ "อัตราก้าวหน้า" (คนรวยจ่ายมาก คนรายได้น้อยไม่เสีย) แต่ VAT คือภาษีที่บังคับเก็บเท่ากันทุกคนเมื่อมีการใช้จ่าย การขยับ VAT ขึ้นไปแตะ 17% จะทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นทันที ผู้ที่มีรายได้น้อยซึ่งต้องนำเงินส่วนใหญ่ไปซื้อของอุปโภคบริโภค จะรับภาระภาษีหนักกว่าคนรวยเมื่อเทียบสัดส่วนรายได้ต่อหัว
3. การหดตัวของการบริโภค (Consumption Shock) เมื่อสินค้าทุกชิ้นบนชั้นวางแพงขึ้น 10% ทันทีจากฐานภาษีใหม่ กลไกทางจิตวิทยาและกำลังซื้อของประชาชนจะหดตัวลงอย่างฉับพลัน ผู้คนจะชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เมื่อการบริโภคโดยรวมของประเทศลดลง ฐานการเก็บ VAT ก็จะเล็กลงตามไปด้วย สุดท้ายแล้ว แม้จะตั้ง VAT ไว้ที่ 17% รัฐบาลก็อาจจะเก็บรายได้ไม่ได้ตามเป้าหมายที่คำนวณไว้ตั้งแต่แรก
โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไร้ซึ่งภาษีเงินได้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายตัวเลขจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา แต่เป็นการเปลี่ยนกลไกการกระจายความมั่งคั่ง ซึ่งในท้ายที่สุด อาจต้องแลกมาด้วยความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นกว่าเดิม