ผมเคยตกงานเพราะแม่ต้องการให้ย้ายพัดลมแอร์ ตอนนั้นเป็นช่วงโควิดและผมหางานทำที่บ้าน เริ่มงานวันแรกคือการสอนงาน เป็นช่วงที่เกิดขึ้นหลังจากสัมพาษณ์งานผ่าน วันนั้นผมได้ทำงานอยู่ในห้องนอนและกำลังเรียนรู้งาน โดยมีหัวหน้างานอยู่ในสายตลอดเวลา
เหตุการณ์ที่ 1 แม่เรียกให้ผมไปย้ายของ ซึ่งผมก็ตอบกลับไปว่า ถ้าเสร็จงานเดี๋ยวผมทำให้
เหตุการณ์ที่ 2 ทุกอย่างเหมือนเดิมและผมก็ตอบกลับเหมือนเดิม ( แต่ตามมาด้วยเสียงบ่นข้างนอก และได้อธิบายให้แม่ฟังแล้วว่าวันนี้เริ่มงานวันแรก บริษํทกำลังสอนงานอยู่ )
เหตุการณ์ที่ 3 ผมลุกออกจากห้องและไปย้ายของให้แม่ ท่ามกลางเสียงบ่นด่า ละช่วงที่ย้ายของใช้เวลา ประมาณ 1-2 ชั่วโมง
พอผมกลับเข้าไปในห้องจะไปทำงานต่อ กลับถูกบอกว่าไม่ผ่านงานเพราะไม่พร้อมทำงาน ทำให้ผมว่างงานในทันที
และสิ่งที่ผมบอกกับแม่ไปว่าผมไม่มีงานทำละนะ และผมพูดว่า ถ้าแม่ต้องการความช่วยเหลือจากผมต้องรอให้ผมสะดวก นี่ถ้าผมทำงานอยู่ที่บริษัท ผมต้องลางานออกมาย้ายของให้แม่เหรอ แล้วรายได้ผม ใครจะรับผิดชอบ
สิ่งที่แม่ตอบกลับมาก็คือ ยังไงลูกก็ต้องทำเพื่อแม่ เรื่องงานถ้าแค่นี้เขารับไม่ได้ก็ไม่ต้องไปทำกับเขา และเหตุมันไม่ได้เกิดจากตัวผม ลองวิเคราะห์ดูเอาละกันครับ ( และของที่ต้องย้าย มันไม่ได้เป็นเหตุการเร่งด่วนหรือสำคัญอะไร แค่ย้ายไปวางอีกที่ )
ผมเลยรู้สึกว่าเห้ย ไม่ใช่ละ
และใครที่จะมาบอกว่าต่อให้ลูกมีปัญหายังไง พ่อแม่ก็ช่วยเหลือตลอดทุกครั้ง แต่สำหรับผมนี่มันไม่ใช่ครับ เพราะผมไม่ได้ต้องการพึ่งพ่อแม่ไปจนผมแก่ ควรภูมิใจมากกว่าที่ลูกดูแลตัวเองได้ รู้ว่าพ่อแม่ซัพพอร์ต แต่การไม่ขอเงินพ่อแม่ มันดียิ่งกว่า
#ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซนสำหรับผม มีอีกหลายเรื่องเล่า เพราะพูดที่ไหนไม่ได้ พูดอะไรไปมีแต่ทะเลาะ
อยากแชร์เรื่องราวครอบครัวที่ไม่ใช่เซฟโซนของผมให้ทุกๆคนลองเข้ามาวิเคราะห์กันครับ
เหตุการณ์ที่ 1 แม่เรียกให้ผมไปย้ายของ ซึ่งผมก็ตอบกลับไปว่า ถ้าเสร็จงานเดี๋ยวผมทำให้
เหตุการณ์ที่ 2 ทุกอย่างเหมือนเดิมและผมก็ตอบกลับเหมือนเดิม ( แต่ตามมาด้วยเสียงบ่นข้างนอก และได้อธิบายให้แม่ฟังแล้วว่าวันนี้เริ่มงานวันแรก บริษํทกำลังสอนงานอยู่ )
เหตุการณ์ที่ 3 ผมลุกออกจากห้องและไปย้ายของให้แม่ ท่ามกลางเสียงบ่นด่า ละช่วงที่ย้ายของใช้เวลา ประมาณ 1-2 ชั่วโมง
พอผมกลับเข้าไปในห้องจะไปทำงานต่อ กลับถูกบอกว่าไม่ผ่านงานเพราะไม่พร้อมทำงาน ทำให้ผมว่างงานในทันที
และสิ่งที่ผมบอกกับแม่ไปว่าผมไม่มีงานทำละนะ และผมพูดว่า ถ้าแม่ต้องการความช่วยเหลือจากผมต้องรอให้ผมสะดวก นี่ถ้าผมทำงานอยู่ที่บริษัท ผมต้องลางานออกมาย้ายของให้แม่เหรอ แล้วรายได้ผม ใครจะรับผิดชอบ
สิ่งที่แม่ตอบกลับมาก็คือ ยังไงลูกก็ต้องทำเพื่อแม่ เรื่องงานถ้าแค่นี้เขารับไม่ได้ก็ไม่ต้องไปทำกับเขา และเหตุมันไม่ได้เกิดจากตัวผม ลองวิเคราะห์ดูเอาละกันครับ ( และของที่ต้องย้าย มันไม่ได้เป็นเหตุการเร่งด่วนหรือสำคัญอะไร แค่ย้ายไปวางอีกที่ )
ผมเลยรู้สึกว่าเห้ย ไม่ใช่ละ
และใครที่จะมาบอกว่าต่อให้ลูกมีปัญหายังไง พ่อแม่ก็ช่วยเหลือตลอดทุกครั้ง แต่สำหรับผมนี่มันไม่ใช่ครับ เพราะผมไม่ได้ต้องการพึ่งพ่อแม่ไปจนผมแก่ ควรภูมิใจมากกว่าที่ลูกดูแลตัวเองได้ รู้ว่าพ่อแม่ซัพพอร์ต แต่การไม่ขอเงินพ่อแม่ มันดียิ่งกว่า
#ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซนสำหรับผม มีอีกหลายเรื่องเล่า เพราะพูดที่ไหนไม่ได้ พูดอะไรไปมีแต่ทะเลาะ