ตอนนี้ก็มีโครงการสร้างสนามบินเพิ่มเติมอีกหลายแห่งในพื้นที่หลายจังหวัด สนามบินบางแห่งดูแล้วก็ไม่น่าสร้าง สร้างไปก็มีผู้ใช้บริการน้อย สร้างไปเจ๊งชัวร์ๆ ผลาญเงินรัฐมากมาย โดนด่าย้อนหลังอีก
ทำไมถึงไม่คิดวิธีการบริหารการขนส่งให้มีความสมดุล คุ้มค่าการลงทุน ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จริง
เรื่องสร้างสนามบินใหม่นี้ ควรวางแผนบริหารจัดการ feeder ให้ดีมากกว่า จะคุ้มค่ากว่าการสร้างสนามบินใหม่ ขอเน้นยานพาหนะ feeder อยู่ 2 อย่างคือ
1.taxi air หรือแท็กซี่บินได้

2.รถตู้
ยกตัวอย่างซัก 2 สนามบิน คือ สนามบินพัทลุงและสนามบินกาฬสินธุ์ ระยะทางจากสนามบินตรังถึงตัวจังหวัดพัทลุง ก็แค่ 55 กิโลเมตร จากสนามบินร้อยเอ็ดถึงกาฬสินธุ์ก็แค่ 63 กิโลเมตร นั่งรถตู้ไม่นาน ไม่เกินชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ถ้าเร็วหน่อย จากสนามบินตรังมาพัทลุงก็แค่ 40 กว่านาที จากสนามบินร้อยเอ็ดมากาฬสินธุ์ก็แค่ 50 กว่านาที และต่อไปในอนาคต ถ้ามี taxi air มาให้บริการ ก็สามารถนำมาให้บริการที่สนามบินต่างๆทั่วประเทศ เอาไว้เป็น feeder รับส่งคนที่ต้องการเดินทางจากตัวสนามบินไปในระยะทางประมาณ 50-200 กิโล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10-15 นาทีก็ถึงปลายทางแล้ว ส่วนรถตู้ก็วิ่งไปในระยะประมาณ 40-70 กิโลจากตัวสนามบิน
แท็กซี่บินได้กับรถตู้นี้มีจุดได้เปรียบและเสียเปรียบกันอยู่ เช่นว่า ถ้าจุดหมายปลายทางที่เราต้องการเดินทางไป ห่างจากสนามบินประมาณ 20 กิโล รถตู้ก็สามารถจอดให้ผู้โดยสารลงได้ แต่ลักษณะของแท็กซี่บินได้ ควรจะบินไปให้ไกลอย่างน้อย 50 กิโล ถึงจะหาจุดบินลง แล้วรถตู้ก็มีราคาค่าโดยสารถูกกว่าแท็กซี่บินได้ แท็กซี่บินได้มีค่าโดยสารแพงกว่ารถตู้มาก แต่ถ้าเราต้องการเดินทางข้ามเมือง แท็กซี่บินได้ก็ได้เปรียบเรื่องเวลากว่ารถตู้
ถ้าคิดจะสร้างสนามบินพัทลุง เนื้อที่ 1,400 ไร่ ก็ขอพื้นที่เล็กๆไม่เกิน 50 ไร่ให้ taxi air ขึ้นลงจอดดีกว่า แล้วจัดโปรร่วมกับสายการบิน เช่นว่า ใครจะเดินทางมาพัทลุงด้วยเครื่องบิน ก็นั่งมาลงที่จ.ตรัง แล้วต่อ taxi air ด้วยค่าเดินทางที่ถูกเป็นพิเศษ
แต่ถ้าจังหวัดไหนมีสนามบินอยู่แล้ว เช่น ตรัง ขอนแก่น ก็ไม่จำเป็นต้องมีสนาม taxi air ใช้สนามบินเป็นที่ขึ้นลงของแท็กซี่บินได้ไปเลย
ถ้าเป็นจังหวัดเล็กๆ การมี taxi air และสนามเล็กๆเป็นพื้นที่ให้ taxi air ลงจอด จะคุ้มค่ากว่าการมีสนามบินใหญ่ มีเครื่องบินใหญ่ลงจอด
เครื่องบินใหญ่ต้องมีสนามบินที่มีเนื้อที่นับพันไร่ขึ้นไป แต่เน้นแค่บินตรงระหว่างกรุงเทพกับจังหวัดนั้นๆจังหวัดเดียว
ส่วน taxi air ขอพื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่ หรือน้อยกว่านี้ เป็นจุดให้ taxi air ขึ้นลงจอดรับผู้โดยสาร แล้ว taxi air ทำหน้าที่เป็น feeder ทางอากาศ คอยรับส่งคนจากจังหวัดเล็กไปสนามบินจังหวัดใหญ่ที่อยู่ติดกัน เพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินตรงเข้ากรุงเทพ และ taxi air ยังสามารถบินรับส่งคนจากจังหวัดนึงไปยังอีกจังหวัดนึงที่อยู่ติดกันได้อีกหลายจังหวัด
เช่นว่า ถ้ามีสนามบินพัทลุง เครื่องบินก็จะเน้นแค่บินตรงระหว่างพัทลุง-กรุงเทพ
แต่ถ้ามีสนาม taxi air พัทลุง taxi air จะเป็น feeder ทางอากาศ คอยส่งคนบินจากพัทลุงไปตรัง เพื่อขึ้นเครื่องบินจากตรังตรงเข้าสู่กรุงเทพ แต่ taxi air ยังสามารถทำเส้นทางบินระหว่างเมืองต่อเมืองเพิ่มเติมได้ เช่น พัทลุง-สงขลา พัทลุง-สตูล พัทลุง-นครศรีธรรมราช

แต่ในลักษณะของ taxi air feeder เพื่อส่งคนไปตรังขึ้นเครื่องเข้ากรุงเทพก็อาจจะจัดโปรลดราคาพิเศษร่วมกับสายการบิน เช่นว่า นั่งจากพัทลุงไปตรัง แต่ไม่ขึ้นเครื่องเข้ากรุงเทพ ราคา 700 บาท แต่ถ้านั่ง taxi air จากพัทลุงลงตรัง เพื่อนั่งเครื่องบินเข้ากรุงเทพ จะได้ราคา 400-500 บาท
อีกตัวอย่างนึง สนามบินกาฬสินธุ์ เครื่องบินเน้นบินตรงแค่เส้นทางกาฬสินธุ์-กรุงเทพ
ถ้ามีสนาม taxi air กาฬสินธุ์ taxi air จะทำหน้าที่เป็น feeder ทางอากาศ ส่งคนบินจากกาฬสินธุ์ไปร้อยเอ็ด เพื่อนั่งเครื่องบินจากร้อยเอ็ดตรงเข้ากรุงเทพ แล้วทำเส้นทางบินระหว่างเมืองต่อเมืองเพิ่มเติม เช่น กาฬสินธุ์-มหาสารคาม กาฬสินธุ์-ขอนแก่น กาฬสินธุ์-มุกดาหาร กาฬสินธุ์-อุดรธานี กาฬสินธุ์-สกลนคร
ก็พิจารณาดูใน 2 ข้อนี้จะเลือกอะไร
1.เสียเนื้อที่เป็นพันไร่ขึ้นไป อย่างพัทลุง 1,400 ไร่ กาฬสินธุ์ 1,600 ไร่ ได้สนามบินใหญ่ที่บินระหว่างจังหวัดตัวเองกับกรุงเทพเท่านั้น
2.เสียเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ทำสนามขึ้นลง taxi air ใช้เวลาเข้ากรุงเทพฯเพิ่มขึ้นไม่ถึง 20 นาที(รวมเวลา taxi air+เครื่องบิน) แต่สามารถบินจากจังหวัดตัวเองไปสู่จังหวัดที่อยู่ใกล้ๆ 3-4 จังหวัดได้
*เอาจริงๆ ถ้าตามข้อมูลของแท็กซี่บินได้ ใช้เนื้อที่ให้บริการไม่ถึง 10 ไร่ แต่เราก็พูดไปซัก 50 ไร่ เผื่อๆไว้
จากข้อมูลการพัฒนาท่าอากาศยานสำหรับอากาศยานไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่ง (eVTOL) หรือ Vertiport โดยทั่วไปไม่ได้ระบุขนาดพื้นที่ตายตัวเป็น "ไร่" แต่จะขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานและขนาดของเครื่องบิน โดยมีเกณฑ์มาตรฐานดังนี้
• Vertiport ขนาดเล็ก (จุดจอดเดียว): อาจใช้พื้นที่เพียงไม่กี่ร้อยตารางเมตร (ใกล้เคียงกับลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็ก) ซึ่งไม่ถึง 1 ไร่
• Vertiport ขนาดใหญ่/ศูนย์กลาง (Hub): สำหรับรองรับแท็กซี่บินได้หลายลำและผู้โดยสารจำนวนมาก อาจใช้พื้นที่ประมาณ 1-2 ไร่ขึ้นไป เพื่อรองรับจุดขึ้นลง (FATO) ลานจอด (Apron) และอาคารผู้โดยสาร
และแนวโน้มค่าโดยสาร ช่วงแรกยังแพงมากอยู่ ประมาณ 1,700-3,500 พอผ่านไปซักพัก เป็นที่นิยมแล้ว ค่าโดยสารจะถูกลงเหลือแค่ 700-1,200 เรื่องค่าโดยสารต้องรออีกซักพักใหญ่ 5-10 ปีโน่นแหละ จึงจะเป็นราคาที่คนจำนวนมากเข้าถึงได้ง่าย
แต่ยังไงตอนนี้ เราขอเน้นรถตู้ไปก่อน เพราะต้องรออีกซักพักใหญ่กว่า taxi air จะมา และรถตู้ก็เดินทางเร็วพอใช้อยู่ เพียงแต่การบริหารจัดการรถตู้โดยสารยังแย่ ทั้งการวิ่งไม่หลากหลายเส้นทางและเวลาเดินทางของรถตู้
ขอพูดถึงเรื่องเส้นทางการวิ่ง ควรจะมีการวิ่งหลากหลายเส้นทางกว่านี้ เพราะหลายคนที่นั่งเครื่องมาลงตรัง แต่ละคนก็มีจุดหมายปลายทางในการเดินทางไม่เหมือนกัน เช่นว่า เราอาจจะจัดบริการรถตู้ให้วิ่งออกไปจากสนามบินตรัง 3 ทิศทาง
1.วิ่งไปพัทลุง
2.วิ่งไปทางอำเภอรัษฎา ทางเหนือจ.ตรัง
3.วิ่งไปทางอำเภอปะเหลียน ทางใต้จ.ตรัง

รถตู้ควรไปให้ได้หลายทิศทางจากสนามบิน เพราะผู้โดยสารเครื่องบินมีมาก ต่างคนก็ต่างต้องการจะไปจุดหมายปลายทางที่ต่างกัน ควรอำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
เรื่องที่สำคัญอีกคือ ขอให้มีรถตู้ที่มีเวลาเดินรถเข้าออกสนามบินสัมพันธ์กับการขึ้นลงของเครื่องบิน
เช่น การเดินทางจากกรุงเทพไปพัทลุง ต้องนั่งเครื่องไปลงที่ตรังและต่อรถโดยสารไปพัทลุง
ถ้าเครื่องบินมาลงตรังเวลา 9:10 รถที่ออกจากสนามบินตรังไปพัทลุง ก็ต้องออกเวลา 09:40
เครื่องบินมาลงตรังเวลา 14:25 รถที่ออกจากสนามบินตรังไปพัทลุง ก็ต้องออกเวลา 14:55
รถตู้โดยสารออกจากสนามบินประมาณ 30 นาทีหลังจากเครื่องบินลง เพราะต้องรอผู้โดยสารที่โหลดกระเป๋าออกจากสนามบินด้วย
เวลารถโดยสารออกสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเวลาที่เครื่องบินลงจอดส่งผู้โดยสาร
ทุกวันนี้ การให้บริการของรถโดยสารถือว่าแย่ รอบรถโดยสารมีน้อยกว่ารอบที่เครื่องบินลง ผู้โดยสารต้องรอรถนานมากกว่าจะได้ขึ้นรถมินิบัส
ดูตามภาพ เวลาที่เครื่องบินลงจอดกับเวลาที่รถโดยสารออกจากสนามบินไม่สัมพันธ์กันเลย แล้วบริการมันจะดีได้ยังไง
ตารางเวลาเครื่องบินจากกรุงเทพมาลงตรัง

ตารางเวลารถออกจากสนามบินตรังไปพัทลุง
ต้องให้เวลาที่รถโดยสารออกจากสนามบินสัมพันธ์กับเวลาที่เครื่องบินลง จึงจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารได้มาก
ส่วนเวลาเดินทางจากพัทลุงเพื่อมาขึ้นเครื่องบินที่ตรัง ก็ดูเอาว่า จะต้องออกจากพัทลุงเวลาเท่าไร จึงจะมาถึงสนามบินตรัง ก่อนที่เครื่องจะออกจากสนามบินประมาณ 2 ชั่วโมง เผื่อเวลาเช็คอิน
ตารางเวลาเครื่องบินจากตรังมากรุงเทพ

เช่น ถ้าเครื่องบินจากตรังมากรุงเทพช่วง 9:40 ใครจะนั่งรถจากพัทลุงมาลงตรัง เพื่อขึ้นเครื่องมากรุงเทพ ก็ต้องออกจากพัทลุงประมาณซัก 6:40 ถึงสนามบินตรังประมาณ 7:40 ก่อนเครื่องออก 2 ชั่วโมง เผื่อเวลาเช็คอิน
สรุปว่า เวลาตารางการเดินรถระหว่างสนามบินตรัง-พัทลุง ควรจะเป็นอย่างที่บอกมา จึงจะตอบโจทย์ผู้โดยสารได้มาก
และอีกเรื่องสำคัญที่ต้องทำคือรถไฟความเร็วสูงสายใต้และระบบรางเชื่อมต่อจากสนามบินเข้าเมืองเข้าเมือง แต่ในกระทู้นี้ไม่ค่อยจะกล่าวถึง เพราะรู้ว่ามันเกิดยากมาก เอาแค่เส้นทางกรุงเทพ-โคราช 253 กิโล ยังใช้เวลาก่อสร้างตังนาน เริ่มต้นปี 60 นี่ปี 69 ได้งานประมาณ 52% ถ้าให้สร้างครอบคลุมภาคใต้ ประมาณ 900 กิโล ไม่รู้จะสำเร็จหมดเมื่อไร คิดว่าสร้างเร็วกว่าสายโคราชอยู่ เพราะมีประสบการณ์แล้ว แต่ใช้เวลา 20 ปีขึ้นแน่ กว่าจะสร้างจากกรุงเทพถึงหาดใหญ่ได้ ส่วนการสร้างเส้นทางรถไฟพิเศษจากสนามบินเข้าเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ใช้เวลาเหมือนกัน น่าจะไม่ต่ำกว่า 3 ปีในแต่ละเส้นทาง และภาครัฐคงไม่อนุมัติง่ายด้วย
ถ้าจะให้เส้นทางรถไฟจากสนามบินเข้าเมืองจะเกิดได้ง่าย ก็คงต้องให้รถไฟความเร็วสูงมาก่อน ค่อยต่อขยายเส้นทางรถไฟจากสนามบินมาเข้าเมืองโดยมาเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟความเร็วสูงของเมืองนั้นๆ อย่างนี้น่าจะคุ้มกว่า ซึ่งก็อีกนานกว่าที่รถไฟความเร็วสูงสายใต้จะสร้างเสร็จ ก็เลยไม่ต้องหวังมาก
ตอนนี้ไม่คิดอะไรมาก ขอแค่รถตู้สนามบินที่วิ่งคล้องสัมพันธ์กับเวลาที่เครื่องบินขึ้นและลงจอด ส่วนเรื่อง taxi air ยังไงก็คงต้องอีกประมาณ 2 ปีจึงจะเปิดให้บริการ และอีก 5 ปีจึงจะได้ค่าโดยสารถูกลง(ที่พูดถึงว่าอีก 2 ปีเปิดบริการก็คือแท็กซี่บินได้ 5 ที่นั่ง แต่ในไทย แท็กซี่บินได้ 2 ที่นั่ง ตั้งเป้าว่าจะเปิดบริการในปีนี้)
เร็วๆนี้ ขอแค่ให้มีรถตู้ที่วิ่งออกจากสนามบินสัมพันธ์กับเวลาที่เครื่องบินขึ้นลง แค่นี้ก็หรูแล้ว ดีมากแล้ว และรถตู้ก็ควรวิ่งไปได้หลายทิศทางจากตัวสนามบินด้วย ไม่ใช่มีน้อยเส้นทาง เช่น จากสนามบินตรังไปแต่พัทลุงอย่างเดียว หลายสนามบินควรมีรถตู้ที่ให้บริการดี สามารถตอบโจทย์ผู้เดินทางหลายกลุ่ม
วิธีบริหารขนส่งทางอากาศด้วย feeder อย่าง taxi air,รถตู้ ไม่ต้องสร้างสนามบินเยอะ เผางบรัฐ แข่งกันเจ๊งเปล่าๆ
ทำไมถึงไม่คิดวิธีการบริหารการขนส่งให้มีความสมดุล คุ้มค่าการลงทุน ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จริง
เรื่องสร้างสนามบินใหม่นี้ ควรวางแผนบริหารจัดการ feeder ให้ดีมากกว่า จะคุ้มค่ากว่าการสร้างสนามบินใหม่ ขอเน้นยานพาหนะ feeder อยู่ 2 อย่างคือ
1.taxi air หรือแท็กซี่บินได้
2.รถตู้
ยกตัวอย่างซัก 2 สนามบิน คือ สนามบินพัทลุงและสนามบินกาฬสินธุ์ ระยะทางจากสนามบินตรังถึงตัวจังหวัดพัทลุง ก็แค่ 55 กิโลเมตร จากสนามบินร้อยเอ็ดถึงกาฬสินธุ์ก็แค่ 63 กิโลเมตร นั่งรถตู้ไม่นาน ไม่เกินชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ถ้าเร็วหน่อย จากสนามบินตรังมาพัทลุงก็แค่ 40 กว่านาที จากสนามบินร้อยเอ็ดมากาฬสินธุ์ก็แค่ 50 กว่านาที และต่อไปในอนาคต ถ้ามี taxi air มาให้บริการ ก็สามารถนำมาให้บริการที่สนามบินต่างๆทั่วประเทศ เอาไว้เป็น feeder รับส่งคนที่ต้องการเดินทางจากตัวสนามบินไปในระยะทางประมาณ 50-200 กิโล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10-15 นาทีก็ถึงปลายทางแล้ว ส่วนรถตู้ก็วิ่งไปในระยะประมาณ 40-70 กิโลจากตัวสนามบิน
แท็กซี่บินได้กับรถตู้นี้มีจุดได้เปรียบและเสียเปรียบกันอยู่ เช่นว่า ถ้าจุดหมายปลายทางที่เราต้องการเดินทางไป ห่างจากสนามบินประมาณ 20 กิโล รถตู้ก็สามารถจอดให้ผู้โดยสารลงได้ แต่ลักษณะของแท็กซี่บินได้ ควรจะบินไปให้ไกลอย่างน้อย 50 กิโล ถึงจะหาจุดบินลง แล้วรถตู้ก็มีราคาค่าโดยสารถูกกว่าแท็กซี่บินได้ แท็กซี่บินได้มีค่าโดยสารแพงกว่ารถตู้มาก แต่ถ้าเราต้องการเดินทางข้ามเมือง แท็กซี่บินได้ก็ได้เปรียบเรื่องเวลากว่ารถตู้
ถ้าคิดจะสร้างสนามบินพัทลุง เนื้อที่ 1,400 ไร่ ก็ขอพื้นที่เล็กๆไม่เกิน 50 ไร่ให้ taxi air ขึ้นลงจอดดีกว่า แล้วจัดโปรร่วมกับสายการบิน เช่นว่า ใครจะเดินทางมาพัทลุงด้วยเครื่องบิน ก็นั่งมาลงที่จ.ตรัง แล้วต่อ taxi air ด้วยค่าเดินทางที่ถูกเป็นพิเศษ
แต่ถ้าจังหวัดไหนมีสนามบินอยู่แล้ว เช่น ตรัง ขอนแก่น ก็ไม่จำเป็นต้องมีสนาม taxi air ใช้สนามบินเป็นที่ขึ้นลงของแท็กซี่บินได้ไปเลย
ถ้าเป็นจังหวัดเล็กๆ การมี taxi air และสนามเล็กๆเป็นพื้นที่ให้ taxi air ลงจอด จะคุ้มค่ากว่าการมีสนามบินใหญ่ มีเครื่องบินใหญ่ลงจอด
เครื่องบินใหญ่ต้องมีสนามบินที่มีเนื้อที่นับพันไร่ขึ้นไป แต่เน้นแค่บินตรงระหว่างกรุงเทพกับจังหวัดนั้นๆจังหวัดเดียว
ส่วน taxi air ขอพื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่ หรือน้อยกว่านี้ เป็นจุดให้ taxi air ขึ้นลงจอดรับผู้โดยสาร แล้ว taxi air ทำหน้าที่เป็น feeder ทางอากาศ คอยรับส่งคนจากจังหวัดเล็กไปสนามบินจังหวัดใหญ่ที่อยู่ติดกัน เพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินตรงเข้ากรุงเทพ และ taxi air ยังสามารถบินรับส่งคนจากจังหวัดนึงไปยังอีกจังหวัดนึงที่อยู่ติดกันได้อีกหลายจังหวัด
เช่นว่า ถ้ามีสนามบินพัทลุง เครื่องบินก็จะเน้นแค่บินตรงระหว่างพัทลุง-กรุงเทพ
แต่ถ้ามีสนาม taxi air พัทลุง taxi air จะเป็น feeder ทางอากาศ คอยส่งคนบินจากพัทลุงไปตรัง เพื่อขึ้นเครื่องบินจากตรังตรงเข้าสู่กรุงเทพ แต่ taxi air ยังสามารถทำเส้นทางบินระหว่างเมืองต่อเมืองเพิ่มเติมได้ เช่น พัทลุง-สงขลา พัทลุง-สตูล พัทลุง-นครศรีธรรมราช
แต่ในลักษณะของ taxi air feeder เพื่อส่งคนไปตรังขึ้นเครื่องเข้ากรุงเทพก็อาจจะจัดโปรลดราคาพิเศษร่วมกับสายการบิน เช่นว่า นั่งจากพัทลุงไปตรัง แต่ไม่ขึ้นเครื่องเข้ากรุงเทพ ราคา 700 บาท แต่ถ้านั่ง taxi air จากพัทลุงลงตรัง เพื่อนั่งเครื่องบินเข้ากรุงเทพ จะได้ราคา 400-500 บาท
อีกตัวอย่างนึง สนามบินกาฬสินธุ์ เครื่องบินเน้นบินตรงแค่เส้นทางกาฬสินธุ์-กรุงเทพ
ถ้ามีสนาม taxi air กาฬสินธุ์ taxi air จะทำหน้าที่เป็น feeder ทางอากาศ ส่งคนบินจากกาฬสินธุ์ไปร้อยเอ็ด เพื่อนั่งเครื่องบินจากร้อยเอ็ดตรงเข้ากรุงเทพ แล้วทำเส้นทางบินระหว่างเมืองต่อเมืองเพิ่มเติม เช่น กาฬสินธุ์-มหาสารคาม กาฬสินธุ์-ขอนแก่น กาฬสินธุ์-มุกดาหาร กาฬสินธุ์-อุดรธานี กาฬสินธุ์-สกลนคร
ก็พิจารณาดูใน 2 ข้อนี้จะเลือกอะไร
1.เสียเนื้อที่เป็นพันไร่ขึ้นไป อย่างพัทลุง 1,400 ไร่ กาฬสินธุ์ 1,600 ไร่ ได้สนามบินใหญ่ที่บินระหว่างจังหวัดตัวเองกับกรุงเทพเท่านั้น
2.เสียเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ทำสนามขึ้นลง taxi air ใช้เวลาเข้ากรุงเทพฯเพิ่มขึ้นไม่ถึง 20 นาที(รวมเวลา taxi air+เครื่องบิน) แต่สามารถบินจากจังหวัดตัวเองไปสู่จังหวัดที่อยู่ใกล้ๆ 3-4 จังหวัดได้
*เอาจริงๆ ถ้าตามข้อมูลของแท็กซี่บินได้ ใช้เนื้อที่ให้บริการไม่ถึง 10 ไร่ แต่เราก็พูดไปซัก 50 ไร่ เผื่อๆไว้
จากข้อมูลการพัฒนาท่าอากาศยานสำหรับอากาศยานไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่ง (eVTOL) หรือ Vertiport โดยทั่วไปไม่ได้ระบุขนาดพื้นที่ตายตัวเป็น "ไร่" แต่จะขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานและขนาดของเครื่องบิน โดยมีเกณฑ์มาตรฐานดังนี้
• Vertiport ขนาดเล็ก (จุดจอดเดียว): อาจใช้พื้นที่เพียงไม่กี่ร้อยตารางเมตร (ใกล้เคียงกับลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็ก) ซึ่งไม่ถึง 1 ไร่
• Vertiport ขนาดใหญ่/ศูนย์กลาง (Hub): สำหรับรองรับแท็กซี่บินได้หลายลำและผู้โดยสารจำนวนมาก อาจใช้พื้นที่ประมาณ 1-2 ไร่ขึ้นไป เพื่อรองรับจุดขึ้นลง (FATO) ลานจอด (Apron) และอาคารผู้โดยสาร
และแนวโน้มค่าโดยสาร ช่วงแรกยังแพงมากอยู่ ประมาณ 1,700-3,500 พอผ่านไปซักพัก เป็นที่นิยมแล้ว ค่าโดยสารจะถูกลงเหลือแค่ 700-1,200 เรื่องค่าโดยสารต้องรออีกซักพักใหญ่ 5-10 ปีโน่นแหละ จึงจะเป็นราคาที่คนจำนวนมากเข้าถึงได้ง่าย
แต่ยังไงตอนนี้ เราขอเน้นรถตู้ไปก่อน เพราะต้องรออีกซักพักใหญ่กว่า taxi air จะมา และรถตู้ก็เดินทางเร็วพอใช้อยู่ เพียงแต่การบริหารจัดการรถตู้โดยสารยังแย่ ทั้งการวิ่งไม่หลากหลายเส้นทางและเวลาเดินทางของรถตู้
ขอพูดถึงเรื่องเส้นทางการวิ่ง ควรจะมีการวิ่งหลากหลายเส้นทางกว่านี้ เพราะหลายคนที่นั่งเครื่องมาลงตรัง แต่ละคนก็มีจุดหมายปลายทางในการเดินทางไม่เหมือนกัน เช่นว่า เราอาจจะจัดบริการรถตู้ให้วิ่งออกไปจากสนามบินตรัง 3 ทิศทาง
1.วิ่งไปพัทลุง
2.วิ่งไปทางอำเภอรัษฎา ทางเหนือจ.ตรัง
3.วิ่งไปทางอำเภอปะเหลียน ทางใต้จ.ตรัง
รถตู้ควรไปให้ได้หลายทิศทางจากสนามบิน เพราะผู้โดยสารเครื่องบินมีมาก ต่างคนก็ต่างต้องการจะไปจุดหมายปลายทางที่ต่างกัน ควรอำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
เรื่องที่สำคัญอีกคือ ขอให้มีรถตู้ที่มีเวลาเดินรถเข้าออกสนามบินสัมพันธ์กับการขึ้นลงของเครื่องบิน
เช่น การเดินทางจากกรุงเทพไปพัทลุง ต้องนั่งเครื่องไปลงที่ตรังและต่อรถโดยสารไปพัทลุง
ถ้าเครื่องบินมาลงตรังเวลา 9:10 รถที่ออกจากสนามบินตรังไปพัทลุง ก็ต้องออกเวลา 09:40
เครื่องบินมาลงตรังเวลา 14:25 รถที่ออกจากสนามบินตรังไปพัทลุง ก็ต้องออกเวลา 14:55
รถตู้โดยสารออกจากสนามบินประมาณ 30 นาทีหลังจากเครื่องบินลง เพราะต้องรอผู้โดยสารที่โหลดกระเป๋าออกจากสนามบินด้วย
เวลารถโดยสารออกสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเวลาที่เครื่องบินลงจอดส่งผู้โดยสาร
ทุกวันนี้ การให้บริการของรถโดยสารถือว่าแย่ รอบรถโดยสารมีน้อยกว่ารอบที่เครื่องบินลง ผู้โดยสารต้องรอรถนานมากกว่าจะได้ขึ้นรถมินิบัส
ดูตามภาพ เวลาที่เครื่องบินลงจอดกับเวลาที่รถโดยสารออกจากสนามบินไม่สัมพันธ์กันเลย แล้วบริการมันจะดีได้ยังไง
ตารางเวลาเครื่องบินจากกรุงเทพมาลงตรัง
ตารางเวลารถออกจากสนามบินตรังไปพัทลุง
ต้องให้เวลาที่รถโดยสารออกจากสนามบินสัมพันธ์กับเวลาที่เครื่องบินลง จึงจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารได้มาก
ส่วนเวลาเดินทางจากพัทลุงเพื่อมาขึ้นเครื่องบินที่ตรัง ก็ดูเอาว่า จะต้องออกจากพัทลุงเวลาเท่าไร จึงจะมาถึงสนามบินตรัง ก่อนที่เครื่องจะออกจากสนามบินประมาณ 2 ชั่วโมง เผื่อเวลาเช็คอิน
ตารางเวลาเครื่องบินจากตรังมากรุงเทพ
เช่น ถ้าเครื่องบินจากตรังมากรุงเทพช่วง 9:40 ใครจะนั่งรถจากพัทลุงมาลงตรัง เพื่อขึ้นเครื่องมากรุงเทพ ก็ต้องออกจากพัทลุงประมาณซัก 6:40 ถึงสนามบินตรังประมาณ 7:40 ก่อนเครื่องออก 2 ชั่วโมง เผื่อเวลาเช็คอิน
สรุปว่า เวลาตารางการเดินรถระหว่างสนามบินตรัง-พัทลุง ควรจะเป็นอย่างที่บอกมา จึงจะตอบโจทย์ผู้โดยสารได้มาก
และอีกเรื่องสำคัญที่ต้องทำคือรถไฟความเร็วสูงสายใต้และระบบรางเชื่อมต่อจากสนามบินเข้าเมืองเข้าเมือง แต่ในกระทู้นี้ไม่ค่อยจะกล่าวถึง เพราะรู้ว่ามันเกิดยากมาก เอาแค่เส้นทางกรุงเทพ-โคราช 253 กิโล ยังใช้เวลาก่อสร้างตังนาน เริ่มต้นปี 60 นี่ปี 69 ได้งานประมาณ 52% ถ้าให้สร้างครอบคลุมภาคใต้ ประมาณ 900 กิโล ไม่รู้จะสำเร็จหมดเมื่อไร คิดว่าสร้างเร็วกว่าสายโคราชอยู่ เพราะมีประสบการณ์แล้ว แต่ใช้เวลา 20 ปีขึ้นแน่ กว่าจะสร้างจากกรุงเทพถึงหาดใหญ่ได้ ส่วนการสร้างเส้นทางรถไฟพิเศษจากสนามบินเข้าเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ใช้เวลาเหมือนกัน น่าจะไม่ต่ำกว่า 3 ปีในแต่ละเส้นทาง และภาครัฐคงไม่อนุมัติง่ายด้วย
ถ้าจะให้เส้นทางรถไฟจากสนามบินเข้าเมืองจะเกิดได้ง่าย ก็คงต้องให้รถไฟความเร็วสูงมาก่อน ค่อยต่อขยายเส้นทางรถไฟจากสนามบินมาเข้าเมืองโดยมาเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟความเร็วสูงของเมืองนั้นๆ อย่างนี้น่าจะคุ้มกว่า ซึ่งก็อีกนานกว่าที่รถไฟความเร็วสูงสายใต้จะสร้างเสร็จ ก็เลยไม่ต้องหวังมาก
ตอนนี้ไม่คิดอะไรมาก ขอแค่รถตู้สนามบินที่วิ่งคล้องสัมพันธ์กับเวลาที่เครื่องบินขึ้นและลงจอด ส่วนเรื่อง taxi air ยังไงก็คงต้องอีกประมาณ 2 ปีจึงจะเปิดให้บริการ และอีก 5 ปีจึงจะได้ค่าโดยสารถูกลง(ที่พูดถึงว่าอีก 2 ปีเปิดบริการก็คือแท็กซี่บินได้ 5 ที่นั่ง แต่ในไทย แท็กซี่บินได้ 2 ที่นั่ง ตั้งเป้าว่าจะเปิดบริการในปีนี้)
เร็วๆนี้ ขอแค่ให้มีรถตู้ที่วิ่งออกจากสนามบินสัมพันธ์กับเวลาที่เครื่องบินขึ้นลง แค่นี้ก็หรูแล้ว ดีมากแล้ว และรถตู้ก็ควรวิ่งไปได้หลายทิศทางจากตัวสนามบินด้วย ไม่ใช่มีน้อยเส้นทาง เช่น จากสนามบินตรังไปแต่พัทลุงอย่างเดียว หลายสนามบินควรมีรถตู้ที่ให้บริการดี สามารถตอบโจทย์ผู้เดินทางหลายกลุ่ม