“เวทนา” เป็นที่ตั้งแห่ง “ความยึดถือ”
ได้ง่ายกว่าสิ่งใดๆ ทั้งหมด
ไม่ว่า..พอใจหรือไม่พอใจ ชอบหรือชัง
ความยึดถือ เป็นที่ตั้งแห่ง “ความทุกข์”
.
…. “ ความรู้สึกทางพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม ย่อมจะเรียกได้ว่าเป็นที่ตั้งของความทุกข์ได้ทั้งนั้น ความรู้สึกชอบกับชังนี้ ตามความหมายทางธรรมะแล้วย่อมถือว่าเป็นความทุกข์เท่ากัน เพราะมันทําให้เกิดความทรมานใจเท่ากัน :
ความชอบทําให้ใจฟู ความไม่ชอบทําให้ใจแฟบ
การดีใจและเสียใจก็เป็นการทําให้จิตเหน็ดเหนื่อยเท่ากัน ทําให้เกิดหวั่นไหวทางจิตได้เท่ากัน
ทั้งหมดนั้นเรียกว่า “ยึดเวทนาเป็นตัวตน”.
…. ขอให้ทุกคนพิจารณาความยึดถือเวทนาว่าเป็นตัวตน ของตน ในตนเอง ให้เข้าใจอย่างถูกต้องจริงๆ จะเป็นหนทางทําให้เป็นอิสระจากเวทนา, เวทนาเป็นสิ่งที่มีอํานาจเหนือจิตใจ แล้วดึงเราไปสู่สภาพที่จะต้องเสียใจในภายหลัง
ในทางปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านสอนให้พิจารณาเรื่องเวทนาโดยเฉพาะก็มีมาก. มีผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์เพราะกําหนดเวทนาเป็นวัตถุสําหรับการพิจารณาเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ อย่างนี้ก็มีมาก.
…. เวทนานี้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ง่ายกว่าสิ่งใดๆทั้งหมด เพราะมันเป็นที่มุ่งหมายสูงสุดของสิ่งที่เราพากเพียรทํากัน : เราอุตส่าห์ศึกษาเล่าเรียน อุตส่าห์ประกอบการงานอาชีพต่างๆ ก็เพื่อให้ได้เงินแล้วก็ไปซื้อหาสิ่งต่างๆ เช่น ของใช้ ของกิน เครื่องบํารุงบําเรอ ตลอดจนถึงรสพิเศษจากเพศตรงกันข้าม แล้วก็บริโภคของเหล่านั้นเพื่อหวังอย่างเดียวคือ “สุขเวทนา” กล่าวคือ ความเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น และ ทางกาย
…. เราลงทุนด้วยกําลังทรัพย์ กําลังกาย กําลังใจทั้งหมด ก็เพื่อหวังสุขเวทนาอันเดียวนี้เท่านั้น ก็รู้อยู่แก่ใจกันดีทุกคน
ถ้าไม่เพราะอํานาจของสุขเวทนานี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะไม่ลงทุนเรียน ลงทุนทําการงาน ลงเรี่ยวลงแรงหาเงิน
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าเรื่องสุขเวทนานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว ถ้ามีความรู้ความเข้าใจก็จะสามารถควบคุมมันได้
จนทําให้เรามีจิตใจสูงอยู่เหนือความรู้สึกชนิดนั้น จะทําให้เราสามารถทําสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าที่เราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมดา
แม้ความยุ่งยากต่างๆในสังคมก็มีมูลมาจากสุขเวทนานี้เหมือนกัน”
.
ที่มาธรรมะ
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ “คู่มือมนุษย์” หัวข้อเรื่อง “คนเราติดอะไร?”
.
พระพุทธทาสเทศน์เรื่อง เวทนาเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดถือ
ได้ง่ายกว่าสิ่งใดๆ ทั้งหมด
ไม่ว่า..พอใจหรือไม่พอใจ ชอบหรือชัง
ความยึดถือ เป็นที่ตั้งแห่ง “ความทุกข์”
.
…. “ ความรู้สึกทางพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม ย่อมจะเรียกได้ว่าเป็นที่ตั้งของความทุกข์ได้ทั้งนั้น ความรู้สึกชอบกับชังนี้ ตามความหมายทางธรรมะแล้วย่อมถือว่าเป็นความทุกข์เท่ากัน เพราะมันทําให้เกิดความทรมานใจเท่ากัน :
ความชอบทําให้ใจฟู ความไม่ชอบทําให้ใจแฟบ
การดีใจและเสียใจก็เป็นการทําให้จิตเหน็ดเหนื่อยเท่ากัน ทําให้เกิดหวั่นไหวทางจิตได้เท่ากัน
ทั้งหมดนั้นเรียกว่า “ยึดเวทนาเป็นตัวตน”.
…. ขอให้ทุกคนพิจารณาความยึดถือเวทนาว่าเป็นตัวตน ของตน ในตนเอง ให้เข้าใจอย่างถูกต้องจริงๆ จะเป็นหนทางทําให้เป็นอิสระจากเวทนา, เวทนาเป็นสิ่งที่มีอํานาจเหนือจิตใจ แล้วดึงเราไปสู่สภาพที่จะต้องเสียใจในภายหลัง
ในทางปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านสอนให้พิจารณาเรื่องเวทนาโดยเฉพาะก็มีมาก. มีผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์เพราะกําหนดเวทนาเป็นวัตถุสําหรับการพิจารณาเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ อย่างนี้ก็มีมาก.
…. เวทนานี้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ง่ายกว่าสิ่งใดๆทั้งหมด เพราะมันเป็นที่มุ่งหมายสูงสุดของสิ่งที่เราพากเพียรทํากัน : เราอุตส่าห์ศึกษาเล่าเรียน อุตส่าห์ประกอบการงานอาชีพต่างๆ ก็เพื่อให้ได้เงินแล้วก็ไปซื้อหาสิ่งต่างๆ เช่น ของใช้ ของกิน เครื่องบํารุงบําเรอ ตลอดจนถึงรสพิเศษจากเพศตรงกันข้าม แล้วก็บริโภคของเหล่านั้นเพื่อหวังอย่างเดียวคือ “สุขเวทนา” กล่าวคือ ความเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น และ ทางกาย
…. เราลงทุนด้วยกําลังทรัพย์ กําลังกาย กําลังใจทั้งหมด ก็เพื่อหวังสุขเวทนาอันเดียวนี้เท่านั้น ก็รู้อยู่แก่ใจกันดีทุกคน
ถ้าไม่เพราะอํานาจของสุขเวทนานี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะไม่ลงทุนเรียน ลงทุนทําการงาน ลงเรี่ยวลงแรงหาเงิน
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าเรื่องสุขเวทนานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว ถ้ามีความรู้ความเข้าใจก็จะสามารถควบคุมมันได้
จนทําให้เรามีจิตใจสูงอยู่เหนือความรู้สึกชนิดนั้น จะทําให้เราสามารถทําสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าที่เราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมดา
แม้ความยุ่งยากต่างๆในสังคมก็มีมูลมาจากสุขเวทนานี้เหมือนกัน”
.
ที่มาธรรมะ
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ “คู่มือมนุษย์” หัวข้อเรื่อง “คนเราติดอะไร?”
.