เหตุใดโลกโซเชียลที่น่าจะทำให้เราเข้าใจกัน กลับกลายเป็นสมรภูมิความขัดแย้ง

ย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นที่โลกดิจิทัลเริ่มก้าวเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา ยุคที่เว็บบอร์ดอย่าง Pantip กำลังเบ่งบาน ตามมาด้วยการกำเนิดของ Facebook และแอปพลิเคชันสนทนาอย่าง LINE ในเวลานั้น หลายคนมองเห็น "ยูโทเปีย" หรือดินแดนอุดมคติแห่งการสื่อสาร เราต่างเชื่อกันอย่างหมดใจว่า เทคโนโลยีเหล่านี้คือสะพานที่จะทลายพรมแดนแห่งความไม่รู้ ทำให้มนุษย์ได้พูดคุย แลกเปลี่ยน ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ คนส่วนใหญ่เชื่อว่า "เราจะเข้าใจกันมากขึ้น"

แต่ความจริงที่ปรากฏในปัจจุบันกลับกลายเป็นตลกร้ายที่สะท้อนภาพตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
แทนที่จะเป็นพื้นที่แห่งความเข้าใจ โลกโซเชียลกลับกลายเป็นแหล่งรวมความขัดแย้ง การแบ่งขั้ว และการสาดอารมณ์ใส่กัน ไม่ต้องมองไปไกลถึงประเด็นระดับโลกหรือระดับประเทศ ลองมองแค่พื้นที่เล็กๆ อย่าง "ไลน์กลุ่มนิติบุคคลคอนโด" ที่ซึ่งลูกบ้านอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน กลับเต็มไปด้วยการกระทบกระทั่ง การต่อว่า เหยียดหยาม และการตั้งแง่ใส่กันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ที่จอดรถไปจนถึงถุงขยะ

ปรากฏการณ์นี้อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีรากฐานลึกๆ มาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ปะทะกับโครงสร้างของเทคโนโลยี

1. ภาวะปลดปล่อยการยับยั้งชั่งใจบนโลกออนไลน์ (The Online Disinhibition Effect) ในทางจิตวิทยา เมื่อมนุษย์สื่อสารผ่านหน้าจอ เราจะสูญเสียความรู้สึกของการมีตัวตนทางกายภาพ หน้าจอได้ทำหน้าที่เป็น "โล่กำบัง" ที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยจากการถูกโต้ตอบแบบต่อหน้า นำไปสู่การลดความยับยั้งชั่งใจ (Disinhibition) สิ่งที่เราไม่กล้าพูดต่อหน้าคนอื่น เรากลับกล้าพิมพ์มันออกมาอย่างเผ็ดร้อน เราลืมไปว่าเบื้องหลังตัวหนังสือเหล่านั้นคือ "มนุษย์" ที่มีความรู้สึกนึกคิด ไม่ใช่แค่รูปโปรไฟล์หรือตัวอักษร

2. การขาดหายไปของความเป็นมนุษย์ (The Loss of Non-verbal Context) ความสัมพันธ์แบบ ดั้งเดิม ที่มนุษย์มองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน แต่การสื่อสารผ่านตัวอักษรบนโลกโซเชียลได้ตัดทอน "อวัจนภาษา" ทิ้งไปจนหมดสิ้น เรามองไม่เห็นแววตา ไม่ได้ยินน้ำเสียง ไม่เห็นภาษากาย ตัวอักษรที่พิมพ์ด้วยเจตนาเป็นกลาง อาจถูกตีความว่าเป็นการประชดประชันได้ง่ายดาย เมื่อความเข้าใจผิดบวกกับความรวดเร็วในการพิมพ์ตอบโต้ ความขัดแย้งจึงลุกลามราวกับไฟลามทุ่ง

3. การขยายตัวของ "อัตตา" และเสียงสะท้อน (Ego & Echo Chambers) โซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาให้เราเป็นศูนย์กลางของจักรวาล (Profile ของเรา, Feed ของเรา) มันหล่อหลอมให้ "อัตตา" (Ego) ของเราพองโตขึ้น เมื่อเราแสดงความคิดเห็น เราคาดหวังยอดไลก์และการยอมรับ และเมื่อมีใครมาเห็นต่าง เราจึงไม่ได้มองว่านั่นคือ "มุมมองที่แตกต่าง" แต่มองว่ามันคือ "การโจมตีตัวตนของเรา" นอกจากนี้ อัลกอริทึมยังมักจะต้อนเราไปอยู่ในห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ที่มีแต่คนคิดเหมือนๆ กัน ทำให้ความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างของเราลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย

4. ความใกล้ชิดที่ปราศจากความผูกพัน (Proximity without Intimacy) กรณีของ "ไลน์กลุ่มคอนโด" คือตัวอย่างที่ชัดเจนของข้อนี้ โซเชียลมีเดียจับคนแปลกหน้ามารวมกันในพื้นที่ดิจิทัลเดียวกันเพียงเพราะพวกเขามี "ผลประโยชน์หรือสถานที่" ร่วมกัน แต่ไม่ได้สร้าง "ความผูกพันทางใจ" (Intimacy) เมื่อเกิดปัญหาขึ้น การขาดสายใยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ทำให้คนเราพร้อมที่จะใช้ความก้าวร้าวเข้าหากันเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนเอง มากกว่าจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเหมือนสังคมเพื่อนบ้านในอดีต

หรือความจริงแล้ว โลกโซเชียลไม่ได้สร้างความเลวร้ายขึ้นมาใหม่ แต่มันทำหน้าที่เป็น "แว่นขยาย" ที่ซูมให้เห็นธรรมชาติที่เปราะบาง ความกลัว และอัตตาของมนุษย์ให้ชัดเจนขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีอาจดึงตัวเราให้เข้ามาอยู่ใกล้กันบนหน้าจอ แต่มันไม่อาจสร้าง "ความเข้าใจ" ได้ หากเราไม่เริ่มต้นจากการตระหนักรู้เบื้องหลังจิตใจของตนเอง และหัดที่จะมองข้ามตัวอักษรเพื่อค้นหา "ความเป็นมนุษย์" ของคนที่อยู่หลังจอให้เจออีกครั้ง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่