บางคนย้ายแล้วรุ่ง บางคนอยู่ต่อแล้วพัง : บทเรียนเรื่องการตัดสินใจจากโลกฟุตบอล

กระทู้สนทนา

สวัสดีครับ มิตรชาวพันทิปทุกท่าน
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมการตัดสินใจนั้นช่างไม่มีสูตรสำเร็จเอาเสียเลย?
 
เราต่างถูกพร่ำสอนว่า
“ถ้าขยัน จะประสบความสำเร็จ”
“ถ้าอดทน จะได้รับรางวัล”
“ถ้าภักดีกับองค์กร จะได้รับการตอบแทน”
 
จริงอยู่ว่า ส่วนมากจะเป็นเช่นนั้น
....ทว่า กลับไม่ใช่ทั้งหมด
 
คนที่อยู่กับองค์กรจนกลายเป็นตำนาน ก็มี
 
คนที่จงรักภักดีแต่สุดท้ายถูกปลดออก ก็มี
 
คนที่ย้ายงานออกไปแล้วชีวิตก้าวกระโดด ก็มี
 
คนที่ย้ายงานออกไปแล้วล้มเหลว ก็มี
 
เมื่อไม่มีสูตรว่า การทำแบบนี้ แล้วจะให้เกิดแบบนั้น
มีแต่ความคิดว่า แล้วเราจะตัดสินใจอย่างไรดี โดยเฉพาะในโลกของการทำงาน
 
“ฉันจะย้ายงานดีมั้ย”
“ฉันจะอยู่ต่อดีมั้ย”
 
เมื่อการอยู่ที่เดิมไม่ได้การันตีว่ามั่นคง คนที่กล้าย้ายงานไม่ได้แปลว่าจะล้มเหลว
และแม้แต่ คนที่อยู่นิ่ง ๆ อดทนรอ ก็ไม่ได้แปลว่าโอกาสจะไม่เข้ามา
 
ผมอยากชวนทุกคนมามองโลกการทำงานเปรียบเทียบผ่านกรอบของ”โลกฟุตบอล” ครับ
ผมเชื่อว่า ฟุตบอล คือ บทเรียนที่ให้ข้อคิดกับเราได้โดยเฉพาะในโลกของการทำงาน
 
เพราะโลกฟุตบอลก็คือโลกการทำงานในองค์กรรูปแบบหนึ่งครับ
1) นักเตะ คือ พนักงาน ต่างทักษะ ต่างความสามารถ ต่างตำแหน่ง
            บางคนเล่นตำแหน่งเดียว บางคนยืดหยุ่นเล่นได้หลายตำแหน่ง
            บางคนเป็นพนักงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ มีตำแหน่งน้อยแต่ไม่มีใครแทนได้อย่างผู้รักษาประตู
            บางคนอยากพาคว้าแชมป์กับสโมสร บางคนอยากไปสโมสรที่ใหญ่ขึ้น
            ....บางคนก็อาจเพียงโชว์ท่าดีใจหลังยิงประตู
 
2) โค้ช คือ หัวหน้า ที่มีทั้งหัวหน้าสุดยิ้มบ นักเตะต้องอยู่ในระเบียบ
             ทั้งหัวหน้าที่เชื่อว่าให้อิสระแล้วนักเตะจะมอบผลลัพธ์มาเอง
 
3) สโมสร คือ องค์กรหรือบริษัท ที่มีทั้ง สโมสรเล็ก ๆ ที่อยากจะยกระดับ
             สโมสรเล็กที่ซังกะตาย รอขายนักเตะไปวัน ๆ
             สโมสรใหญ่ที่นักเตะอยากย้ายเข้ามา
             หรือแม้แต่สโมสรใหญ่ที่กำลังพังจากภายใน
 
โลกฟุตบอลนั้นไม่ต่างจากองค์กรเลยครับ
เพียงแต่ทุกอย่างมันเร็วกว่า เมื่อจบฤดูกาล
อันดับ ถ้วยแชมป์ ผลงาน เสียงวิจารณ์ หรือแม้แต่ผลประกอบการ
ต่างเห็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจได้ทันที
 
 
เมื่อเห็นภาพแบบนี้แล้ว คำถามที่น่าสนใจก็คือ
เมื่อนักเตะมีข่าวต้องการย้ายทีม หรือโค้ชได้รับโอกาสจากสโมสรใหญ่ขึ้น
อาจเปรียบเสมือนคนในโลกการทำงานที่มาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่า
“จะย้ายไปที่ใหม่ หรืออยู่ที่เดิมดี”
 
เมื่อโลกฟุตบอลแสดงให้เห็นแล้วว่า
บางคนก็ย้ายไปแล้วสำเร็จ
บางคนก็ย้ายไปแล้วล้มเหลว
 
เมื่อเราไม่รู้ผลลัพธ์ในอนาคต เราไม่อาจทำนายได้
แต่เราเลือกตัดสินใจจาก “ข้อมูลที่ดีที่สุด” เท่าที่เรามีได้
 
ซึ่งพบใน 3 คำถามสำคัญที่อยากให้ถามกับตัวเอง
และผมจะขอยกตัวอย่างในมิติของฟุตบอลกันครับ
 
คำถามที่ 1. เป้าหมายของเราคืออะไร
ไปหาความท้าทายใหม่
           คุณจะเปรียบเหมือนนักเตะที่อยากย้ายไปสโมสรที่ใหญ่ขึ้น
           แม้อาจแลกกับค่าเหนื่อยที่ลดลง สถานะที่อาจไม่ใช่ตัวหลักเหมือนเดิม 

หนีจากอะไรบางอย่างเดิม
           คุณเปรียบเหมือนนักเตะที่ไม่ชอบบางอย่างในสโมสร เช่น
           อยากคว้าแชมป์ แต่สโมสรคิดแต่จะขายนักเตะ
           ถนัดตำแหน่งนึง แต่โค้ชต้องการให้เล่นอีกตำแหน่ง
           อยากทำงานด้วยความมุ่งมั่น แต่บรรยากาศในทีมกลับเฉื่อยชา
 
เมื่อคุณอยากจะเปลี่ยนแปลง คุณอยากเปลี่ยนเพราะอะไรครับ
หาสิ่งใหม่ หรือ หนีสิ่งเดิม?
 
คำถามนี้ จะให้คำตอบถึงแรงผลักดันของคุณในอนาคตครับ
ถ้าหาความท้าทาย คุณจะมีแรงฮึดหากบางอย่างไม่เป็นดังหวัง  
แต่ถ้าคุณตอบว่าเพื่อหนี คุณอาจไปเจอสิ่งเดิม ๆ ในที่ใหม่ และจะเป็นวนลูปไม่จบสิ้นครับ
 
คำถามที่ 2. คุณอยู่ในช่วงพีคหรือยัง
 
การจะทำให้มีสโมสรใหญ่ ๆ สนใจ
ก็ต้องมีผลงานที่โดดเด่นก่อนจริงไหมครับ
 
งั้น ก็อยากให้ตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันว่า
ความสามารถของคุณ อยู่ในจุดที่”เพียงพอ” สำหรับสโมสรระดับที่สูงขึ้นหรือยัง
 
ในสโมสรระดับกลาง หากคุณเป็นนักเตะที่”ขยัน มุ่งมั่น อดทน มีวินัย” ก็อาจเพียงพอ

แต่ในสโมสรระดับที่สูงขึ้น ยังเพียงพอหรือเปล่าครับ
 
ไม่มีนักฟุตบอลคนไหนได้ย้าย โดยที่ยิงไม่ได้ จ่ายไม่ได้หรอกครับ
ผลงานที่โดดเด่นต้องมาคู่กัน
 
แล้วถ้าคิดว่า ผลงานที่ผ่านมาของเรายังไม่โดดเด่นมากพอหละ...?      
.
.
.
ก็...ไม่เห็นเป็นอะไรเลยครับ ไม่มีอะไรตลอดไปเสียหน่อย
 
การจะอยู่ที่สโมสรเดิมเพื่อ “เก็บเลเวล” ให้กระดูกแข็งกว่านี้
มีประสบการณ์กว่านี้ ไม่ใช่เรื่องเสียหายนี่ครับ
และคงดีกว่าการไปสโมสรใหญ่แต่ฝีเท้าไม่ถึงแน่ ๆ 
 
คำถามที่ 3. แผนของที่ใหม่จะเข้ากับเราไหม
 
ส่วนมากแล้ว เรามักจะเก่งในเชิงลึกในด้านใดด้านหนึ่ง
 
ผมเองถนัดการเขียนเป็นข้อความยาว ๆ
จะให้ผมไปนั่งอัดคลิปสรุป 30 วิ ใน Tiktok ก็คงไม่ชำนาญนัก
 
เช่นกันครับ
แต่ละคน อาจเฉิดฉายในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
บางคนทำได้ดี เมื่อได้เป็นศูนย์กลาง  
บางคนเก่งกับบทพระรอง บทผู้ช่วย
บางคนเก่งหน้าฉาก บางคนเก่งหลังบ้าน
 
แต่ที่แน่ ๆ
องค์กร ไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กลางหลายศูนย์
ไม่ต้องการพระรองหลายคนหรอกครับ
 
เมื่อเราเก่งมาก แต่ที่ใหม่ ไม่มีที่ให้เราแสดงออก
ก็ยากที่จะแสดงผลลัพธ์ทีดีออกมา
 
เพราะสุดท้าย ข้อเท็จจริงหนึ่งของโลก
ที่เราต้องยอมรับคือ เราไม่มีวันรู้ว่า
 เมื่อตัดสินใจไปแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร
เพราะมีสิ่งต่าง ๆ อีกมาก ที่พร้อมจะเกิดขึ้น
โดยที่เราควบคุมไม่ได้ครับ
 
1.จังหวะเวลา (timing)
 
คนเก่งเหมือนกัน แต่ย้ายไปในคนละจังหวะเวลา
ผลลัพธ์อาจต่างกันราวฟ้ากับเหว
 
เกรแฮม พอตเตอร์ กับ เอ็นโซ่ มาเรซก้า
ณ วันที่สองคน เข้ามาคุมสโมสรเชลซี
ทั้งสองคนมีโปรไฟล์ที่ใกล้เคียงกัน
 
แต่ด้วย “จังหวะเวลา” ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ทำให้ทั้งคู่มีปลายทางไม่เหมือนกันครับ
 
พอตเตอร์ มาเชลซี ในช่วงยุคเปลี่ยนผ่านที่"หลังบ้าน"กำลังมีปัญหาอย่างหนัก
เมื่อมาในจังหวะเวลาแบบนี้ก็ประคองไปได้ยาก
จนถูกปลดจากผลงานที่ล้มเหลวเพียง 7 เดือน
 
ขณะที่ มาเรซก้า เข้ามาในช่วงที่สถานการณ์เริ่มนิ่ง
นำไปสู่ผลงานการพาทีมคว้าแชมป์คอนเฟอเร้น ลีค และ ฟีฟ่าคลับเวิล์ดคัพ
 
งานเดียวกัน ที่เดียวกัน
แต่คนละช่วงเวลา
ผลลัพธ์กลับต่างกัน อย่างคาดไม่ถึง
 
2. บริบท (context)

นักเตะที่ทำผลงานได้ดีในทีมนึง
อาจเป็นเพราะระบบรอบ ๆ
เอื้อต่อความสามารถของเรา
 
อยู่ที่ว่าสโมสรใหม่ จะให้เราได้เล่นตามที่ถนัดหรือเปล่า
 
ฟิลิปเป้ คูติญโย่ กับ ลูก้า โมดริช ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง
จากจุดเริ่มต้นที่ผิดแปลกไปจากสามัญสำนึกของเรา
 
คูติญโย่ ปฏิเสธการลงสนามโดยอ้างอาการบาดเจ็บ เพื่อไปบาร์เซโลน่า
โมดริช ไม่เดินทางไปร่วมปรีซีซั่นกับสโมสร เพื่อไปเรอัลมาดริด
 
ทั้งสองคน กระทำการ ”กดดัน” ให้สโมสรต้นสังกัดปล่อยตัวออกมา
ซึ่งเป็นสัจธรรมอีกแล้วว่า
 
ทำแบบนี้ แล้วล้มเหลว ก็มี
ทำแบบนี้ แล้วสำเร็จ ก็มีเช่นกัน
 
แล้วทำไมปลายทางของทั้งคู่
กลับที่แตกต่างกันเช่นนี้หละ
 
เพราะบริบทต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
 
กรณีของ คูติญโย่ มีผลงานโดดเด่น
จากการเป็น”ศูนย์กลาง”ของลิเวอร์พูล

แต่ที่บาร์เซโลน่า ในตอนนั้น มีคนคนนั้นอยู่แล้ว
คือ ศูนย์กลางที่ชื่อ “ลีโอเนล เมสซี่”
 
เมื่อคูติญโย่ มาถึง ในบริบทที่ไม่สามารถเป็นตามที่ถนัดได้
เมื่อศูนย์กลางที่หนึ่ง ต้องย้ายมาในที่ใหม่ที่มีศูนย์กลางอยู่แล้ว
ก็ยากที่แสดงผลงานที่ดีออกมาครับ
 
จริงอยู่ว่า จะได้รับแชมป์ต่าง ๆ อยู่ไม่น้อย
แต่บทบาทในสโมสรและผลงานส่วนตัว
คงต้องเรียกว่า ล้มเหลวหายไปจากสารบบ
 
แต่กรณีลูก้า โมดริช แตกต่างออกไปครับ
โมดริช มาที่เรอัลมาดริด ตามแผนของโชเซ่ มูริญโญ่ ที่ต้องการกองกลางตัวขับเคลื่อนเกม
ซึ่ง ชาบี อลอนโซ่, ซามี่ เคดิร่า, เมซุต โอซิล
กองกลางที่มีในตอนนั้นไม่สามารถทำได้
 
การย้ายมาขอโมดริช จึงเป็นการย้ายที่ ”มีที่รองรับ”
สามารถเข้ามาเติมเต็ม และสร้างความแตกต่างได้ทันที
 
แตกต่างไปจากคูติญโญ่ ที่ต้องแย่งศูนย์กลางจากเมสซี่
 
แม้ว่าโมดริชจะต้องใช้เวลาในการทำให้แฟนบอลยอมรับ
 
แต่เมื่อมองย้อนไปจากตอนนี้
ก็ต้องบอกว่าโมดริช ประสบความสำเร็จ
ทั้งในด้านอาชีพและด้านผลงานส่วนตัวอย่างที่สุด
 
ไม่ว่าเราจะเก่งมากแค่ไหน
แต่หากไม่มีที่รองรับ หรือบริบทไม่ส่ง
ก็อยากที่จะสำเร็จ
 
3. การรอคอย ที่ไม่รัจะได้ไหม
 
เมื่อโอกาสเข้ามาแล้ว คุณจะทำยังไงครับ
แน่นอนส่วนใหญ่ คงจะต้องคว้าเอาไว้ในทันที
 
แต่คนที่ปล่อยให้โอกาสทองผ่านไป
เขาจะเป็นยังไงหรือครับ
 
ช่างโชคดี ที่โลกฟุตบอล ให้ตัวอย่างกับเราทั้งคู่
ของการรอโอกาสครั้งใหม่ที่เข้ามา
.
.
.
กับโอกาส...ที่ไม่หวนกลับมาอีกเลย
 
ในปี 2008 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้รับความสนใจ จากเรอัลมาดริด
และทางโรนัลโด้เอง ก็อยากจะย้ายไปเช่นเดียวกัน
หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับแมนยูไนเต็ดแล้ว
 
แต่เมื่อเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมแมนยูไนเต็ด ยื่นคำขาดว่า
จะย้ายตอนนี้ไม่ได้ แต่ให้สัญญาว่า
ถ้าทำผลงานดีและไม่สร้างปัญหา และมีข้อเสนอสถิติโลกเข้ามา
จะปล่อยให้ย้ายทีมแน่นอน
 
เมื่อมีข้อเสนอจากองค์กรที่คุณอยากไปมากเข้ามา
แต่องค์กรเดิมบอกว่า อยู่ต่อเถอะ แล้วถ้าเขายังอยากได้อยู่
จะยอมให้ย้าย คุณจะทำยังไงดีครับ
 
ไม่มีใครรู้นะ ว่าถ้าปฏิเสธไป เขาจะยังอยากได้ตัวคุณรึเปล่า
ไม่มีใครรู้นะ ว่าเขาจะไปหาคนอื่นแทนมั้ย
ไม่มีใครรู้นะ ว่าอนาคต ผลงานเราจะตก
และไม่มีใครรู้นะ ว่าถ้าองค์กรไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้หละ
 
มีแต่เรื่องที่น่าลังเลเต็มไปหมด
แต่ ณ ตอนนั้น โรนัลโด้ เลือก”อยู่ต่อ”ครับ
 
ในฤดูกาล 2008 – 2009
โรนัลโด้อยู่กับแมนยูไนเต็ดต่อไป
ทั้งที่ทุกหน้าสื่อคิด จะไปมาดริดแล้ว
 
โรนัลโด้ ทำตามข้อตกลงทุกอย่าง
“ถ้าทำผลงานดีและไม่สร้างปัญหา”
“และมีข้อเสนอสถิติโลกเข้ามา จะได้ย้ายทีมแน่นอน”
 
จนจบฤดูกาล เรอัลมาดริด ก็มายื่นซื้อด้วยราคาสถิติโลก
และได้ย้ายสมดังปรารถนา
 
แม้จะต้องปล่อยโอกาสทองตรงหน้า
แต่ก็อดทน นิ่งสงบ เฝ้ารอที่จะไขว้คว้าโอกาสถัดไปที่เข้ามา
ก็ไม่ได้สายเกินไป
 
น่าเสียดายที่ ไม่ใช่ทุกคน จะได้เจอแบบนี้
 
เพราะบางครั้งโอกาสก็เข้ามาแค่ครั้งเดียว
Now or...Never
ไม่เอาตอนนี้ ก็ไม่มีอีกแล้ว
 
ในปี 2016 หนึ่งในกองหน้าที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนั้น
ชื่อว่า อันเดรีย เบล็อตติ จากสโมสรโตริโน่
 
มีสโมสรชั้นนำมากมายในยุโรป โดยเฉพาะ เอซีมิลาน กับเชลซี
อยากจะได้ตัวมาก
 
เมื่อนักเตะเป็นที่ต้องการของหลายสโมสร
ทางโตริโน่ ต้นสังกัด จึงต่อสัญญาเบล็อตติ
และตั้งค่าฉีกสัญญาถึง 100 ล้านยูโร
 
เป็นตัวเลขที่สูงมากในตอนนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับจะมีสโมสรไหน จะพร้อมทุ่มซื้อในราคานี้หรือเปล่าเท่านั้นเองครับ
 
แม้จะมีข่าวว่าลึก ๆ เบล็อตติ อยากย้ายไปเอซีมิลาน
แต่อีกข้อเท็จจริงคือ เขาไม่เคยออกมากระทำการใด ๆ กดดันสโมสรครับ
 
ไม่ปฏิเสธการลงสนาม
ไม่ปฏิเสธการฝึกซ้อม
ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์กดดันสโมสร
 
ทุกอย่างดำเนินต่อไปอย่างมืออาชีพ
 
แม้สุดท้ายจะไม่มีสโมสรใดยื่นข้อเสนอเข้ามา
แต่เมื่อเราอิงตามกรณีที่ผ่านมา เมื่อผลงานดีและไม่งอแง
อย่างไรอนาคต ก็คงต้องมีสโมสรยื่นข้อเสนอเข้ามาจริงไหมครับ
 
น่าเสียดายที่มันไม่เกิดขึ้น โอกาสที่ดีที่สุดของนักเตะและสโมสร หลุดลอยไป
เพราะเราไม่รู้อนาคตครับ
 
ไม่มีใครรู้ว่า ในฤดูกาลถัดมา เบล็อตติ จะได้รับบาดเจ็บ
จนไม่เคยทำผลงานได้ในระดับเดิมอีกเลย
 
ข้อเสนอจากบรรดาสโมสรใหญ่ ๆ ก็หายไป
รวมถึงโอกาสทำกำไรของสโมสรก็เช่นกัน
 
จากนักเตะที่ถูกตั้งค่าฉีกสัญญาในระดับ 100 ล้าน
กลับจบลงด้วยการย้ายทีมเมื่อหมดสัญญาแบบฟรี ๆ
 
โลกนั้นเป็นแบบนี้ครับ
เราไม่รู้ว่าทุกการตัดสินใจจะเป็นยังไง
เพราะการทำแบบเดียวกัน
ไม่ได้แปลว่าจะเกิดผลลัพธ์แบบเดียวกัน
 
ดังนั้นแล้ว โปรดยอมรับ
และให้อภัยกับตัวเองครับ
 
เชื่อมั่นว่าทุกอย่างที่เราตัดสินใจ ณ วันนี้
เป็นการตัดสินใจเราคิดว่า มันดีที่สุด
เท่าที่ความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถของเราในตอนนี้มี
 
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจครับ
 
หวังว่า ข้อคิดเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ
ขอบคุณครับ

บทความโดย SPTRAVELER
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่